เสียงล็อกกลอนประตูเหล็กกล้าหนาหนักดัง “คลิก” สะท้อนก้องกังวานในโถงทางเดินส่วนตัวของคฤหาสน์ตระกูลคิรากร มันไม่ใช่เสียงของการต้อนรับ แต่เป็นประกาศิตจากผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จว่าโลกภายนอกได้ถูกตัดขาดจากรินลดาไปโดยสมบูรณ์แล้ว
รินลดาผุดลุกขึ้นจากโซฟาหนังแท้สีเข้ม ดวงตาสีเข้มวาววับด้วยความกรุ่นโกรธที่พยายามสะกดกลั้นไว้ เธอไม่ใช่ตุ๊กตาในตู้กระจกที่จะให้ใครมาจับยัดใส่กรงทองตามอำเภอใจ แม้ว่ากรงนั้นจะบุด้วยนวมกำมะหยี่ราคาแพงและมีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนายิ่งกว่าธนาคารกลางก็ตาม
"คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับฉัน คิรากร" เสียงของเธอราบเรียบแต่เฉียบคมพอจะกรีดผิวหนังให้ระคายเคือง ร่างเพรียวระหงในชุดเดรสเข้ารูปก้าวเข้าไปประชิดชายหนุ่มที่เพิ่งถอดสูทออกพาดไว้บนพนักเก้าอี้
คิรากรไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน เขายังคงยืนนิ่ง สงบ เยือกเย็นราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกแกะสลักขึ้นมาด้วยความปราณีตแต่ไร้หัวใจ ชายหนุ่มปรายตามองศิลปินสาวผู้ดื้อรั้น แววตาคมกริบคู่นั้นฉายประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก—มันทั้งดุดัน กระหายหิว และเต็มไปด้วยความหวงแหนที่ถูกซ่อนไว้ใต้หน้ากากความไร้ความปราณี
"สิทธิ์เหรอริน" คิรากรทวนคำ เสียงทุ้มต่ำพึมพำลอดไรฟันในลำคอ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะขยับเข้ามาประชิดอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ "ในโลกที่พวกมันตามล่าเธอเพื่อหวังจะเอาชีวิต รอยสักบนแผ่นหลังของเธอมันคือแผนที่สมบัติชิ้นสำคัญ และฉัน... คือคนเดียวในเมืองนี้ที่มีปัญญาปกป้องเธอได้ จำใส่สมองเอาไว้ว่าที่นี่ไม่ใช่คุก แต่มันคือป้อมปราการที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับตัวปัญหาอย่างเธอ"
"ฉันดูแลตัวเองได้!" เธอสวนกลับทันควัน เชิดหน้าขึ้นท้าทายแม้แผ่นหลังจะชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบเมื่อเขาจงใจก้าวเท้าเข้ามาต้อนจนมุม "ฉันไม่ใช่เด็กสาวอ่อนต่อโลกที่จะต้องให้มานั่งอุ้มชู!"
"แต่เธอดื้อด้านจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดที่อู่ซ่อมรถนั่น!" คิรากรคำรามต่ำในลำคอ ความอดทนที่มักจะมีขีดจำกัดสูงเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้ารินลดาพังทลายลงในพริบตา มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางทั้งสองข้างตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยแรงมหาศาลที่เธอไม่มีทางสู้ได้
แรงกดดันจากร่างกำยำที่ทาบทับลงมาทำให้บรรยากาศรอบตัวร้อนระอุขึ้นอย่างฉับพลัน กลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของกลิ่นโคลนและฝนจางๆ จากตัวเขาแผ่ซ่านเข้าสู่โสตประสาท รินลดาหายใจติดขัด หัวใจเต้นรัวระส่ำไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นเพราะแรงดึงดูดทางกายที่รุนแรงจนแทบหลอมละลาย
"ปล่อยนะ..." เสียงเธอบางเบาลงทันทีเมื่อใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดผิวแก้มทำให้สติที่พยายามประคับประคองไว้กระเจิงหายไปอย่างไร้ร่องรอย
"ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าดื้อกับฉัน" น้ำเสียงของคิรากรเปลี่ยนเป็นพร่าม่า ริมฝีปากหยักลึกเคลื่อนเข้ามาใกล้จนชิดกลีบปากนิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความถือดี นิ้วแกร่งข้างหนึ่งปล่อยข้อมือเธอเป็นอิสระเพื่อเลื่อนขึ้นมาเกลี่ยกรามมน บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นรับสัมผัสที่เธอปฏิเสธมาตลอดแต่ลึกๆ กลับโหยหา
สัมผัสแรกช่างดุดันและเอาแต่ใจ เรียวปากร้อนจัดทาบทับลงมาอย่างไร้ความปราณี บดขยี้กลีบปากนุ่มด้วยความหิวกระหายที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้ท่าทีสุขุมมาตลอดทั้งวัน รินลดาครางประท้วงในลำคอ พยายามเบือนหน้าหนีแต่ถูกมือใหญ่ล็อกท้ายทอยไว้มั่น บังคับให้ต้องยอมรับรสจูบที่ลึกซึ้งและรุกเร้าจนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
ลิ้นร้อนแทรกซึมผ่านริมฝีปากที่เผยอออกด้วยความตื่นตระหนก กวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ รสชาติของความเร่าร้อนผสมผสานกับความดิบเถื่อนทำให้รินลดารู้สึกราวกับถูกสูบวิญญาณ มือเรียวที่เคยผลักไสเปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตเนื้อดีของเขาแน่นเพื่อยึดเหนี่ยวร่างตัวเองไม่ให้ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น
คิรากรผละริมฝีปากออกช้าๆ อย่างเสียดาย ปล่อยให้หญิงสาวได้หอบหายใจโกยกอบโกยอากาศเข้าปอด ขณะที่ดวงตาคมกริบยังคงจ้องมองริมฝีปากบวมเจ่อสีแดงระเรื่อด้วยความพึงพอใจ นิ้วโป้งหยาบกร้านไล้เช็ดคราบน้ำสวาทที่มุมปากให้อย่างเบามือ—สัมผัสที่อ่อนโยนขัดกับแววตาดุดันอย่างสิ้นเชิง
"เชื่อฟังฉัน ริน" เขากระซิบชิดใบหู เสียงทุ้มต่ำพร่าสั่นสยิวจนขนลุกเกรียว "แล้วฉันจะปรนเปรอเธอด้วยทุกอย่างที่เธอต้องการ... บนเตียงนี้"
รินลดาตัวสั่นเทิ้มด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน ร่างกายของเธอทรยศต่อสมองอีกครั้งเมื่อปลายนิ้วของเขาเริ่มสอดแทรกเข้ามาใต้ชายผ้าเดรส ลากไล้ผิวเนื้อเนียนละเอียดผ่านร่มผ้าจนเกิดกระแสไฟฟ้าวาบหวามวิ่งพล่านไปทั่วสันหลัง ความยินยอมพร้อมใจก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันในความมืดมิดของห้องนอนกว้าง
แต่ก่อนที่สัมผัสลึกซึ้งจะก้าวล่วงเกินเลยไปมากกว่านั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยแหลมสูงจากระบบรักษาความปลอดภัยส่วนตัวของคิรากรก็ดังขึ้นแทรกบรรยากาศความเร่าร้อน หน้าจอโฮโลแกรมบนผนังห้องสว่างวาบขึ้นพร้อมกับภาพจากกล้องวงจรปิดรอบคฤหาสน์
คิรากรชะงักกึก ร่างสูงผละออกจากตัวเธอในเสี้ยววินาที แววตาที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความปรารถนาแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดุดันราวมัจจุราชในพริบตา ร่างกำยำหมุนตัวกลับไปมองหน้าจอทันที
ภาพที่ปรากฏบนจอทำให้รินลดาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ—เงาร่างนับสิบกำลังปีนกำแพงรั้วเหล็กดัดเข้ามาในเขตคฤหาสน์ พร้อมกับอาวุธครบมือที่สะท้อนแสงไฟยามค่ำคืน
และคนที่เดินนำหน้ากลุ่มคนเหล่านั้น... คือชายผู้มีรอยแผลเป็นยาวพาดผ่านดวงตาข้างซ้าย อดีตหุ้นส่วนทางธุรกิจของคิรากรที่ตามล่าเธอมาตลอด
"ดูเหมือนว่าแมลงเม่าจะบินเข้ากองไฟเร็วกว่าที่คิด" คิรากรแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มเย็นเยียบจนน่ากลัว ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบปืนพกสีดำสนิทจากลิ้นชักลับขึ้นมาปลดล็อกไกอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันมามองหญิงสาวที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างกาย "อยู่แต่ในนี้ ล็อกประตูให้ดี... อย่าออกไปไหนจนกว่าฉันจะกลับเข้ามา"
พูดจบ คิรากรก็ก้าวขาเดินออกจากห้องไปอย่างไร้ความลังเล ทิ้งให้รินลดยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความเงียบงันและเสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงด้วยความหวาดหวั่น... ประตูห้องถูกปิดสนิทและลงกลอนจากด้านนอกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อกักขังเธอจากโลกภายนอก—แต่มันคือการขังมัจจุราชไว้ข้างนอก เพื่อปกป้องเธอจากพายุเลือดที่กำลังจะมาถึง
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและอินไปกับความดาร์กเร่าร้อนนี้นะครับ
ดีไซเนอร์รอยสักกับมาเฟียผู้ไร้รอยแผล•ตอนที่ 13
ภายใต้การคุ้มครอง
ผลงานโดย วริศร์วิสกี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วริศร์วิสกี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์รอยสักกับมาเฟียผู้ไร้รอยแผล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!