เสียงกระดาษปึกหนาที่ถูกเหวี่ยงมากระแทกบนโต๊ะทำงานไม้สักทองราคาแพงระยับ ดังสนั่นจนกลบเสียงลมหายใจที่กำลังหอบกระชั้นของรินลดา
ภาพถ่ายใบหน้าของบุคคลปริศนาที่เพิ่งก้าวลงจากเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ยังคงนอนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ดวงตาคมกริบดั่งพญาราชสีห์ของคิรากรจ้องมองมันด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งออกมาจนบรรยากาศในห้องทำงานส่วนตัวเย็นเยียบลงถนัดตา ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีคำทักทาย มีเพียงความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดเต้น
"เธอคิดจะเล่นเกมอะไรกับผม รินลดา"
เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านไรฟันของมาเฟียหนุ่มเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ คิรากรลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มก้าวเข้ามาประชิดตัวหญิงสาวที่ยืนหลังชนผนังกระจกใสเบื้องหลังโต๊ะทำงาน แรงกดดันจากตัวเขาถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นพายุที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
รินลดาเชิดหน้าขึ้น แม้หัวใจในอกจะเต้นรัวเร็วดั่งกลองศึก เธอกวาดสายตาคมมองตอบดวงตาคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว มือเรียวบางกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อสะกดกลั้นความสั่นเทา
"ฉันไม่ได้เล่นเกมอะไรทั้งนั้น... คิรากร" เธอสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "คุณต่างหากที่เป็นคนหวาดระแวง และขังตัวเองไว้กับอดีตที่แม้แต่เงาของมันก็ยังทำให้คุณคลุ้มคลั่งได้ขนาดนี้"
เปรี้ยง!
มือหนาข้างหนึ่งกระแทกเข้ากับกระจกใสข้างศีรษะของเธออย่างแรงจนเกิดเสียงสะท้อนก้อง คิรากรก้มตัวลงมา ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความดุดันอยู่ห่างจากเธอเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะเข้ากับพวงแก้มไม่ได้ทำให้เธอกลัว แต่มันกลับจุดประกายความเร่าร้อนบางอย่างที่ทั้งอันตรายและยั่วยวนขึ้นในอก
"เธอกล้าดียังไงมาสั่งสอนผม!" คิรากรคำรามต่ำในลำคอ มืออีกข้างเอื้อมไปบีบปลายคางมนของเธอไว้ด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน "คนๆ นั้น... มันไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะหายใจบนแผ่นดินนี้ด้วยซ้ำ! และถ้าเธอยังกล้าเอาชื่อมันมาพูดต่อหน้าผมอีกแม้แต่คำเดียว... อย่าหาว่าผมใจร้าย"
"ถ้าเขาไม่มีความหมาย... ทำไมคุณถึงต้องสะاناتและโกรธเกรี้ยวขนาดนี้ด้วยล่ะคะ—เอ๊ย... ครับ!" รินลดาเกือบหลุดคำพูดคุ้นปาก แต่เธอก็เปลี่ยนสรรพนามและน้ำเสียงเย้ยหยันได้ทันท่วงที ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังลุกโชนด้วยไฟโทสะของเขา "ความกลัวต่างหากที่กำลังกัดกินคุณ คิรากร... ไม่ใช่ความแค้น"
คำพูดนั้นราวกับน้ำมันที่สาดเข้าใส่กองเพลิง คิรากรนัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม ความโกรธเกรี้ยวในคราแรกมลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยแรงปรารถนาอันดิบเถื่อนที่รุนแรงและไร้การควบคุม
เขาก้มลงประกบเรียวปากลงบนกลีบปากของเธอทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ทันตั้งตัว
จูบนั้นไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่มันคือการลงทัณฑ์ คือการประกาศกร้าวถึงอำนาจเหนือกว่า และคือการระบายความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาเนิ่นนาน เรียวปากหนารุกไล่ บดขยี้อย่างไร้ความปราณี แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความโหยหาที่ลึกซึ้ง รินลดาพยายามขัดขืนในตอนแรก มือเล็กดันแผงอกกว้างของเขาออก ทว่าแรงกายของมาเฟียหนุ่มกลับเปรียบเสมือนกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันพังทลาย
เมื่อริมฝีปากของเธอเริ่มเผยอรับด้วยความต้านทานที่อ่อนแรงลง ลิ้นร้อนของเขาก็แทรกซึมเข้าไปเกี่ยวพัน ตักตวงความหวานล้ำและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของเธออย่างตะกละตะกลาม เสียงลมหายใจหอบกระชั้นของทั้งคู่ประสานกันก้องห้องทำงานกว้าง รสจูบที่ทั้งดุดันและเร่าร้อนนี้ทำให้สติสัมปชัญญะของรินลดากระเจิง หลอมละลายความแข็งกร้าวในใจของเธอให้มลายหายไปทีละน้อย
คิรากรผละริมฝีปากออกช้าๆ ปล่อยให้หญิงสาวได้กอบโกยอากาศเข้าปอด ขณะที่สายตาของเขายังคงจ้องมองริมฝีปากที่บวมเจ่อและแดงก่ำของเธอด้วยความพึงพอใจ มือหนาเลื่อนลงมาโอบกระชับเอวบางคอดกิ่วไว้แนบแน่น ดึงรั้งร่างของเธอให้เข้ามาแนบชิดจนไม่เหลือช่องว่าง
"เธอทำให้ผมคลั่ง... รินลดา" เสียงกระซิบพร่าต่ำดังขึ้นข้างใบหูของเธอ พร้อมกับริมฝีปากร้อนที่ไล่กราบซอกคอขาวเนียนอย่างถือสิทธิ์ "เธอเป็นคนเดียวที่กล้าท้าทายไฟนรกของผม... และเธอก็ต้องเป็นคนเดียวที่ต้องแผดเผาไปพร้อมกับผมด้วย"
สัมผัสจากเรียวปากและปลายนิ้วอุ่นร้อนที่ลูบไล้อย่างจาบจ้วงใต้ร่มผ้า ทำให้ผิวเนื้อของรินลดาเกิดความรู้สึกเสียวซ่านวาบหวาม ความโกรธเกรี้ยวก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยคลื่นอารมณ์เสน่หาที่โถมซัดเข้าใส่ราวกับพายุหมุน เธอยกมือขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของเขาโดยไม่รู้ตัว เล็บคมจิกทึ้งลงบนลาดไหล่กว้างภายใต้รื้อผ้า เพื่อระบายความเสียวซ่านและแรงอารมณ์ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด
บนโต๊ะทำงานตัวเดิมที่เคยเต็มไปด้วยเอกสารทางธุรกิจและความตึงเครียด บัดนี้กลับกลายเป็นพื้นที่แห่งการปะทะกันทางร่างกายและจิตวิญญาณ คิรากรอุ้มร่างบางขึ้นนั่งบนขอบโต๊ะโดยไม่ละสายตาไปจากใบหน้าหวานที่ตอนนี้เปี่ยมไปด้วยหยาดเหงื่อและความปรารถนา เสื้อผ้าถูกปลดเปลื้องออกทีละชิ้นท่ามกลางแสงไฟสลัวยามค่ำคืนที่ส่องผ่านกระจกเข้ามา
สัมผัสแนบชิดอย่างไร้รอยต่อทำให้ลมหายใจของทั้งคู่ขาดห้วง ความดิบเถื่อนในตัวของมาเฟียหนุ่มถูกหลอมรวมเข้ากับความยอมจำนนอย่างเต็มใจของหญิงสาว กลายเป็นบทเพลิงสวาทที่ร้อนแรงและลึกซึ้งเกินกว่าจะต้านทาน ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความเร่าร้อน การครอบครอง และความเข้าใจที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆท่ามกลางเปลวไฟแห่งอารมณ์ ร่างกายของทั้งคู่สะท้านไหวไปตามแรงปรารถนาที่โหมกระหน่ำ จนกระทั่งเสียงหอบหายใจและเสียงครางแผ่วเบาเงียบลงเหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรำเป็นจังหวะเดียวกันในความมืด
คิรากรซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่เนียนของรินลดา มือหนายังคงลูบไล้เส้นผมยาวสลวยที่ชื้นเหงื่อของเธออย่างทะนุถนอมในแบบที่เจ้าตัวก็ไม่เคยคิดว่าตนเองจะทำกับใคร ความตึงเครียดก่อนหน้านี้คลี่คลายลง เหลือเพียงความเงียบสงบที่เต็มไปด้วยความผูกพันอันซับซ้อน
ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขนั้นช่างแสนสั้น
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างเร่งรีบ ทำลายบรรยากาศเงียบงันในห้องทำงานลงทันที คิรากรขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ เขาเงยหน้าขึ้นจากไหล่ของหญิงสาว ดวงตาคมกริบฉายแววหงุดหงิดระคนเฉียบคม
"ผมบอกแล้วว่าห้ามใครรบกวน!" เสียงทุ้มตวาดกร้าวออกไปทางประตู
"นายครับ..." เสียงลูกน้องคนสนิทดังลอดเข้ามาด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนจนผิดปกติ และสั่นเครือเล็กน้อย "คนๆ นั้น... บุคคลในภาพถ่ายเมื่อกลางวัน... ตอนนี้เขากำลังยืนรออยู่หน้าคฤหาสน์แล้วครับ และเขาบอกว่า... มาเพื่อทวงคืนสิ่งที่เคยเป็นของเขา"
คิรากรชะงักกึก ร่างกายที่เคยผ่อนคลายกลับมาเกร็งเครียดและแข็งทื่อขึ้นในเสี้ยววินาที ดวงตาคู่นคมเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนโกรธเกรี้ยวขั้นสุด ขณะที่รินลดาซึ่งนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานหันไปมองหน้าเขา ชะตากรรมที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่กำลังจะพลิกผันไปตลอดกาล...
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนงานเขียนของผมด้วยดีเสมอมานะครับ
วริศร์วิสกี้
ดีไซเนอร์รอยสักกับมาเฟียผู้ไร้รอยแผล•ตอนที่ 20
บทเรียนแห่งความไว้ใจ
ผลงานโดย วริศร์วิสกี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วริศร์วิสกี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์รอยสักกับมาเฟียผู้ไร้รอยแผล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!