"เกมของเรายังไม่จบ... รอผมตรงนี้ ห้ามไปไหนทั้งสิ้น"
คำสั่งนั้นยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผม ราวกับรอยประทับเหล็กแดงที่แนบลงบนผิวหนังเนื้ออ่อน บรรยากาศภายในห้องสักส่วนตัวของรินลดาเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามแข่งกับเข็มนาฬิกา บนโต๊ะทำงานรกเรื้อไปด้วยกระดาษสเกตช์ลายเส้นดุดันและอุปกรณ์ทำความสะอาดเข็ม แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาผมจริงๆ กลับไม่ใช่ศิลปะบนผิวหนังเหล่านั้น หากแต่เป็นร่องรอยของความตึงเครียดที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศ รินลดายังคงยืนพิงแผ่นหลังติดกับผนังห้อง ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองผมด้วยความระแวดระวังผสมผสานกับแรงดึงดูดประหลาดที่เธอเองก็ปฏิเสธไม่ได้
ผมก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย รองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นห้องเกิดเสียงทุบหนักแน่นที่สะท้อนถึงการคุกคามโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ
"คุณถอยไปหน่อยได้ไหม คิรากร" เสียงของเธอรอดไรฟันออกมา แม้จะพยายามดัดให้แข็งกร้าวเพียงใด แต่สั่นพร่าในตอนท้ายก็ทรยศความมั่นใจของเธอจนหมดสิ้น
"ถอยทำไมล่ะครับ ในเมื่อคุณเป็นคนดึงผมเข้ามาในเกมนี้เอง" ผมหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างเราเหลือน้อยลงทุกที จนกลิ่นน้ำหอมกลิ่นกาส토리อันเป็นเอกลักษณ์ของเธอผสมผสานกับกลิ่นหมึกสักลอยวนอยู่ในจมูกของผม
ผมยกมือขึ้น ปลายนิ้วโป้งไล้ผ่านสันจอกแก้วและโหนกแก้มเนียนนุ่มของเธออย่างถือวิสาสะ รินลดาชะงัก ร่างกายของเธอเกร็งขึงขึ้นมาทันที ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความตกใจแต่ไร้ซึ่งการขัดขืน มันคือปฏิกิริยาของเหยื่อที่รู้ตัวว่ากำลังเดินเข้าสู่กรงขังที่เต็มไปด้วยความหอมหวาน
"คุณมันบ้า..." เธอพึมพำ ขณะที่ลมหายใจเริ่มติดขัดเมื่อผมขยับเข้าใกล้จนหน้าอกของเราแทบจะแนบชิดกัน
"ผมอาจจะบ้า... แต่คนที่ทำให้ผมเสียการควบคุมขนาดนี้ มีแค่คุณคนเดียวนะครับ รินลดา"
ผมไม่รอให้เธอได้ต่อต้านอีกต่อไป มือหนาที่เคยถือครองอำนาจเหนือผู้คนนับร้อยเปลี่ยนเป็นโอบกระชับเอวบางของเธอไว้แน่น รั้งร่างเพดานสูงให้เข้ามาแนบชิดติดลำตัว แรงปะทะระหว่างความแข็งแกร่งของผมและความอ่อนนุ่มของเธอสร้างกระแสไฟฟ้าแปลกประหลาดวิ่งพล่านไปทั่วไขสันหลัง รินลดาหลับตาลงชั่วพริบตาเมื่อริมฝีปากของผมโน้มลงไปใกล้ จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดอยู่ริมฝีปาก
ไม่มีการเอื้อนเอยคำหวาน มีเพียงความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่ถูกเก็บกักไว้ภายใต้หน้ากากความสุขุมมาเนิ่นนาน เมื่อริมฝีปากของเราแตะเข้าหากัน ความยับยั้งชั่งใจทั้งหมดก็พังทลายลงในพริบตา
รสจูบเริ่มต้นด้วยความเร่าร้อนและดุดัน ดั่งเสือร้ายที่ตะครุบเหยื่อ แต่ไม่นานนักมันก็เปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งและเว้าวอน มือข้างหนึ่งของผมเลื่อนขึ้นไปสอดเข้ากับกลุ่มผมยาวสลวย บังคับให้เธอแหงนเงยรับองศาการจูบที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น รินลดาครางฮือในลำคอ มือเรียวเล็กของเธอขยุ้มเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทของผมแน่น ราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียวท่ามกลางพายุอารมณ์ที่ผมเป็นคนพัดโหมกระหน่ำ
สัมผัสจากปลายนิ้วของเธอที่จิกผ่านเนื้อผ้าลงบนแผ่นหลังของผม ทำให้ความดิบเถื่อนในตัวผมพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด ผมไม่ใช่ผู้ชายใจดี และผมไม่เคยคิดจะอ่อนโยนกับใคร แต่กับผู้หญิงคนนี้... ความรุนแรงและความทะนุถนอมกลับหลอมรวมกันเป็นเนื้อเดียวอย่างน่าประหลาด
เมื่อเราผละออกจากกันเพื่อกอบโกยอากาศเข้าปอด รินลดากลับหอบหายใจหนักหน่วง ใบหน้าเนียนแดงก่ำด้วยพิษสวาท ริมฝีปากบวมเจ่อและชุ่มฉ่ำ ดวงตาคู่สวยฉ่ำน้ำมองผมด้วยความเย้ายวนที่เธอไม่ได้ตั้งใจจะแสดงออก มันคือหลักฐานชั้นดีว่าเส้นกั้นศีลธรรมที่เราต่างขีดไว้ ได้ถูกทำลายลงจนไม่เหลือชิ้นดีแล้วในตอนนี้
"คุณมันอันตราย..." เธอพูดเสียงกระซิบ ดวงตาจับจ้องริมฝีปากผมด้วยความกระหายที่พอกพูนไม่แพ้กัน
"รู้ตัวตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะครับ" ผมยิ้มมุมปาก มือข้างหนึ่งเลื่อนลงไปสัมผัสต้นขาเรียวภายใต้กางเกงยีนส์เข้ารูป ลูบไล้ขึ้นช้าๆ จนร่างบางสะดุ้งเฮือกด้วยความเสียวซ่าน "จำไว้รินลดา... คุณไม่มีทางหนีพ้นเงื้อมมือผมอีกแล้ว"
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน ขัดจังหวะความเร่าร้อนที่กำลังลุกโชนขึ้นอีกรอบอย่างไม่รู้กาลเทศะ
รินลดาผลักอกผมออกเบื้องหน้าอย่างแรงด้วยความตกใจ สติที่เกือบหลุดลอยกลับคืนมาในเสี้ยววินาที เธอจัดเสื้อผ้าและปอยผมลวกๆ ขณะที่ผมหันไปมองประตูด้วยแววตาดุดันและเย็นเยียบจนน่ากลัว บรรยากาศหวานล้ำในห้องเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดขึ้นมาทันที
"เข้ามา" ผมเอ่ยเสียงลอดไรฟันด้วยความไม่สบอารมณ์
ประตูกระจกฝ้าเปิดออก ชายชุดสูทสีดำสนิทคนหนึ่งก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ใบหน้าของลูกน้องคนสนิทซีดเผือดจนเห็นได้ชัด เขารีบโค้งคำนับผมอย่างรวดเร็วก่อนจะเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่พยายามควบคุมไว้
"นายครับ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับที่โกดังฝั่งท่าเรือ... สินค้าล็อตใหญ่ที่สุดของเราถูกตำรวจตรวจค้น และ... และมีคนพบศพคนของเราถูกฆ่าอำพรางอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ครับนาย"
ผมหรี่ตาลงทันที ความเร่าร้อนเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งออกมาจากตัวผมจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลง รินลดาที่ยืนอยู่ด้านหลังสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างชัดเจน เธอมองหน้าผมด้วยความตกใจ
ไม่ใช่แค่เรื่องสินค้าถูกยึด... แต่การที่ศพถูกพบในตู้คอนเทนเนอร์ของผม นั่นหมายความว่ามี "หนอน" แทรกซึมเข้ามาอยู่ในองค์กร และมันจงใจส่งสัญญาณท้าทายอำนาจของผมอย่างเปิดเผย!
ผมหันกลับมามองรินลดาช้าๆ สายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงสวาทเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็ง ผมยื่นมือไปแตะคางเธอเบาๆ เป็นเชิงสั่งลาชั่วคราว ก่อนจะกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังต้องขนลุกเกรียว
"ดูเหมือนเกมของเราจะต้องพักไว้แค่นี้ก่อน... อยู่รอผมที่นี่ อย่าไปไหนเด็ดขาด จนกว่าผมจะกลับมาจัดการกับพวกที่บังaอาจมาเล่นกับไฟนรกของผม"
วริศร์วิสกี้ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามความเร่าร้อนและร่วมลุ้นไปกับเส้นทางรักอันตรายนี้ด้วยกันนะครับ
ดีไซเนอร์รอยสักกับมาเฟียผู้ไร้รอยแผล•ตอนที่ 5
เส้นกั้นที่เริ่มพัง
ผลงานโดย วริศร์วิสกี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วริศร์วิสกี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์รอยสักกับมาเฟียผู้ไร้รอยแผล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!