ความมืดมิดนอกบานกระจกใสไม่ได้น่ากลัวเท่าเงาสะท้อนของความจริงที่กำลังคืบคลานเข้ามา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่สะท้อนก้องจากโถงทางเดินด้านนอก กำลังบีบอัดออกซิเจนในห้องทำงานส่วนตัวของคิรากรให้เบาบางลงทุกที
รินลดาหอบหายใจแรง มือเรียวยังคงสัมผัสอยู่บนอกแกร่งที่สะท้อนขึ้นลงรุนแรง ผิวเนื้อใต้ฝ่ามือของเธอร้อนระอุราวกับมีถ่านไฟสุมอยู่ข้างใน เธอมองตามสายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีของเขาไปที่ความมืดมิดเบื้องหน้า และรู้ทันทีว่า... อิสระที่เธอเพิ่งแลกมาด้วยลมหายใจเมื่อครู่ กำลังจะนำพาพวกเขาไปสู่หายนะที่แท้จริง
“พวกมันเร็วกว่าที่คิด...” เสียงทุ้มต่ำของคิรากรลอดไรฟันออกมาด้วยความเยียบเย็น นัยน์ตาคมดุไหววูบเพียงชั่วพริบตาก่อนจะกลับมานิ่งสนิทดั่งผิวน้ำในThe Abyss
เขาไม่ได้ถอยหนี กลับกัน... มือหนาที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับอาวุธ กลับควחוข้อมือเล็กของเธอไว้แน่นด้วยแรงมหาศาล ลากจูงเธอให้ก้าวถอยหลังเข้าสู่มุมมับของห้องทำงานที่ถูกบังด้วยชั้นหนังสือไม้มะเกลือเนื้อหนา กลิ่นกายเฉพาะตัวของเขา—กลิ่นบุหรี่ราคาแพงผสมกับความเย็นเยียบของบุรุษผู้กุมอำนาจ—โอบล้อมร่างเธอไว้จนแทบ
“คุณคิรากร...” รินลดาครางชื่อเขาเบาหวิว หัวใจเต้นรำระส่ำไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อศัตรูที่กำลังมาเยือน แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดอย่างไร้ช่องว่างในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้
“เงียบ” เขากระซิบชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงจนขนลุกซู่ “ถ้าไม่อยากให้กระสุนนัดแรกฝังลงที่ขั้วหัวใจเธอซะก่อน”
ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออกด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับร่างของลูกน้องคนสนิทที่พุ่งเข้ามาด้วยสภาพสะדורสะเดิน ใบหน้าอาบไปด้วยหยาดเหงื่อและรอยเลือดสดๆ
“นายครับ! ทางฝั่งตะวันออกแตกแล้ว พวกมันส่งคนมาเป็นร้อย บุกเข้ามาทางสวนหลังบ้าน ทางหนีไฟถูกตัดขาดหมดแล้วครับ!”
คิรากรไม่แม้แต่จะหันไปมองลูกน้องที่กำลังรายงานข่าวร้าย แววตาของเขายังคงตรึงอยู่กับดวงตาคู่สวยของหญิงสาวที่อยู่ใต้ร่างของเขา รินลดาถูกเขาดันจนแผ่นหลังแนบชิดติดกับชั้นหนังสือ น้ำหนักตัวและกล้ามเนื้อแน่นตึงของมาเฟียหนุ่มทาบทับลงมาจนเธอแทบไม่มีพื้นที่หายใจ แต่ในความตึงเครียดนั้น เธอกลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง... บางสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้าใบแห่งเรือนร่างของเขา
มืออีกข้างของคิรากรไม่ได้ถืออาวุธ แต่มันกำลังลากไล้ผ่านสาบเสื้อไหมพรมของเธออย่างถือวิสาสะ นิ้วแกร่งกดเน้นลงบนกระดูกไหปลาร้า ลากเรื่อยลงมาตามรอยต่อของผิวเนื้อที่เธอเพิ่งใช้ปลายเข็มสักฝังหมึกสีดำสนิทลงไปเมื่อไม่นานมานี้
“ศิลปะของเธอบนตัวฉัน...” คิรากรเอ่ยกระซิบ เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย “มันยังไม่สมบูรณ์ดี รินลดา”
“คุณบ้าไปแล้วหรือไงคะ... เอ๊ย... ครับ!” รินลดาเกือบหลุดปากคำคุ้นเคย แต่ถูกสายตาดุดันของเขาเบรกไว้ทันที “ข้างนอกนั่นกำลังจะเข้ามาฆ่าเราอยู่แล้วนะ!”
“ให้พวกมันเข้ามาสิ” มุมปากหยักลึกยกยิ้มเหี้ยมเกรียม รอยแผลเป็นจางๆ ที่มุมปากขยับตามแรงยิ้มนั้น ยิ่งขับเน้นความดิบเถื่อนให้ออกมาเด่นชัด “พวกมันไม่มีสิทธิ์แตะต้องสิ่งที่ฉันตีตราไว้แล้ว... แม้แต่เงาของพวกมันก็ไม่มีสิทธิ์”
สิ้นคำพูดนั้น เขาก็ก้มลงประทับริมฝีปากบดขยี้ลงมาบนกลีบปากสั่นระริกของเธอทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้โต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น
มันไม่ใช่จูบแห่งความอ่อนโยน แต่เป็นจูบที่ดุดัน เร่าร้อน และเต็มไปด้วยความกระหายที่จะครอบครอง รสชาติของความตายที่อยู่แค่เอื้อมผสมผสานกับรสจูบอันวาบหวามจนรินลดาแทบละลายคาอกแกร่ง มือเรียวที่เคยพยายามผลักไส กลับเปลี่ยนเป็นจิกเกร็งลงบนลาดไหล่กว้างของเขาอย่างไร้การควบคุม สัมผัสจากเรียวลิ้นร้อนที่รุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำ ทำให้สติสัมปชัญญะของเธอหลุดลอยไปชั่วขณะ โลกทั้งใบภายนอกประตูห้องที่กำลังลุกเป็นไฟราวกับถูกลืมเลือน มีเพียงเสียงหอบหายใจกระชั้นชิดและสัมผัสจากมือหนาที่เริ่มลูบไล้ต่ำลงเรื่อยๆ ผ่านส่วนโค้งเว้าของสะโพก ปลุกเร้าไฟปรารถนาที่ซ่อนเร้นให้โหมกระหน่ำแข่งกับสถานการณ์ภายนอก
เสื้อผ้าเนื้อบางถูกร่นขึ้นตามแรงอารมณ์ที่พุ่งสูงอย่างไร้การยับยั้งชั่งใจ คิรากรผละริมฝีปากออกเล็กน้อยเพื่อให้เธอได้กอบโกยอากาศ แต่นัยน์ตาสีเข้มกลับลุกโชนไปด้วยไฟราคะที่น่ากลัวยิ่งกว่าเปลวเพลิงของศัตรู
“มองฉัน” เขาออกคำสั่งเสียงพร่า ขณะที่มือข้างหนึ่งสอดเข้าไปใต้ร่มผ้า สัมผัสกับผิวเนื้อเนียนละเอียดที่สั่นสะท้านภายใต้อาณัติของเขา “ใช้สายตาคู่นั้นมองฉันคนเดียว... รินลดา”
“อื้อ...” เสียงครางประท้วงหลุดรอดจากลำคอระหง เมื่อปลายนิ้วแข็งแกร่งกดแตะลงบนจุดอ่อนไหวกลางลำตัวผ่านเนื้อผ้า ร่างกายของเธอสะท้านเฮือก แรงดึงดูดทางกายและอารมณ์พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างรวดเร็วท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันและอันตรายถึงชีวิต
เสียงกระจกหน้าต่างด้านนอกแตกกระจายพร้อมกับเสียงตะโกนและเสียงปืนนัดแรกที่ดังสนั่นหวั่นไหว แต่ภายในมุมมับแห่งนี้... คิรากรกลับรุกคืบเข้าหาเธออย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ร่างกายของทั้งคู่แนบสนิทประสานเป็นหนึ่งเดียว ท่ามกลางเสียงคำรามต่ำในลำคอของมาเฟียผู้ไร้รอยแผลที่กำลังดื่มด่ำกับความหวานล้ำจากเรือนร่างของศิลปินสาวอย่างเอาแต่ใจ
ความเร่าร้อนในบทรักครั้งนี้ดิบเถื่อนและทรงพลัง รินลดาแอ่นกายรับสัมผัสอันวาบหวามนั้นด้วยความเต็มใจและยอมจำนนต่ออำนาจเสน่หาที่เขาหยิบยื่นให้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ทุกหยาดเหงื่อ ทุกเสียงหอบหายใจ และทุกแรงกระแทกกระทั้น คือภาษาที่พวกเขาสื่อสารกันผ่านร่างกาย... ภาษาที่รุนแรง ป่าเถื่อน แต่กลับเย้ายวนจนแทบขาดใจ
กระทั่งในวินาทีที่ร่างของทั้งคู่กระตุกเกร็งเข้าหาความสุขสมอันล้ำลึก พร้อมๆ กับที่เสียงฝีเท้าของศัตรูหยุดชะงักลงที่หน้าประตูห้องทำงาน คิรากรก็ผละใบหน้าขึ้นจากซอกคอหอมกรุ่น สายตาคมกราบมองไปที่บานประตูไม้หนาที่กำลังถูกพังเข้ามาด้วยแรงถีบ
เขายกยิ้มมุมปาก มือข้างหนึ่งยังคงโอบกอดรินลดาไว้แนบอก ส่วนมืออีกข้างเอื้อมไปหยิบปืนพกสีดำสนิทขึ้นมาปลดเซฟอย่างใจเย็น
“รอฉันตรงนี้” เขากระซิบเสียงนุ่มข้างใบหูที่ยังแดงก่ำจากบทรัก “จัดการพวกมันเสร็จ... เราค่อยมาคุยกันต่อเรื่องรอยสักที่เธอยังวาดไม่เสร็จ”
ปัง! เสียงปืนนัดแรกดังสนั่นหวั่นไหวทะลุบานประตูเข้ามา แต่ก่อนที่คิรากรจะก้าวออกไปเผชิญหน้ากับความตายเบื้องหน้า สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนจากกระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง...
เงาสะท้อนนั้นไม่ได้มีแค่พวกศัตรูที่บุกเข้ามาใหม่ แต่กลับมีปลายกระบอกปืนอีกกระบอกหนึ่ง ที่โผล่พ้นมาจากช่องลับหลังชั้นหนังสือ... และมันกำลังเล็งตรงมาที่ศีรษะของคิรากรโดยที่เขาไม่ทันระวังตัว!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความเร่าร้อนนี้เสมอนะครับ
ดีไซเนอร์รอยสักกับมาเฟียผู้ไร้รอยแผล•ตอนที่ 15
รอยสักที่บอกเล่าความในใจ
ผลงานโดย วริศร์วิสกี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วริศร์วิสกี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์รอยสักกับมาเฟียผู้ไร้รอยแผล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!