บันทึกจากหน้าต่างบานเก่า: เรื่องที่ลืมเล่าในวันที่ฝนตก•ตอนที่ 46

บทที่ 46

ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
"ถ้าการลืมมันง่ายขนาดนั้น โลกนี้คงไม่มีใครต้องนั่งจมปลักอยู่หน้าต่างบานเก่าจนฝุ่นเกาะหัวใจหรอกค่ะ, ริน" เสียงของกวินไม่ได้ดังนัก แต่มันเพียงพอที่จะกรีดแทรกผ่านความเงียบงันภายในห้องสมุดเก่าคร่ำคร่ำที่กลิ่นกระดาษเก่าเคล้าคลอไปกับกลิ่นฝนจางๆ ด้านนอก เขานั่งอยู่ตรงข้ามกับหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของบันทึกอีกเล่ม—ริน ปิดสมุดปกหนังสีน้ำตาลในมือลงอย่างช้าๆ แรงกระแทกเบาๆ ระหว่างปกสมุดกับโต๊ะไม้สักสะท้อนก้องในโสตประสาท เหมือนเสียงปิดฉากชีวิตบทหนึ่งที่พวกเขาต่างพยายามหลบ รินไม่ตอบทันที เธอยกถ้วยชาเซรามิกสีขาวขึ้นจิบ น้ำชาสีอำพันอุ่นจัดสะท้อนเงาใบหน้าที่ผ่านร่องรอยของกาลเวลาและความเสียดาย ดวงตาสีนิลคู่สวยคู่นั้นมองลอดผ่านกรอบแว่นสายตา ทอดมองกวินด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความเห็นอกเห็นใจและความเย้ยหยันในโชคชะตาผสมปนเปกันอยู่ "คุณกำลังกลัว กวิน" รินเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่บาดลึก "คุณกลัวว่าถ้าคุณยอมรับความจริงว่าความฝันวัยรุ่นมันตายไปแล้วจริงๆ คุณก็จะกลายเป็นแค่คนว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรเหลือ... เลยเลือกที่จะเก็บซากความทรงจำพวกนั้นไว้ แล้วบอกตัวเองว่า *'เราแค่อยรอเวลาที่เหมาะสม'* ทั้งที่ความจริง คุณแค่ขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับว่าตัวเองเดินมาผิดทาง" คำพูดนั้นราวกับมีดปลายแหลมที่ปักลงกลางใจ กวินสะอึกเล็กน้อย สันจมูกร้อนผ่าว เขาอยากจะเถียง อยากจะยกแม่น้ำทั้งห้ามาอ้างว่าภาระหน้าที่ โลกแห่งความเป็นจริง และความล้มเหลวในอดีตมันหนักหนาสสาหัสแค่ไหน แต่เมื่อมองลึกลงไปในนัยน์ตาของริน เขากลับเห็นเงสะท้อนของตัวเอง—ชายหนุ่มผู้ไร้สีสันคนเดิมที่ยอมจำนนต่อกรอบอันคับแคบของสังคม มันคือความจริงที่เขาพยายามหลบหนีมาตลอดสี่สิบห้าบทที่ผ่านมา "แล้วคุณล่ะ, ริน?" กวินเค้นเสียงถาม กลับคืนด้วยความสั่นเทาในลำคอ "คุณล่ะที่บอกว่ารักอิสระและพร้อมจะทิ้งทุกอย่างเพื่อเดินทางตามหาความหมาย... ทำไมสมุดบันทึกเล่มสุดท้ายของคุณ ถึงมีแต่เรื่องราวของการรอคอย การรอคอยใครบางคนที่ไม่เคยหันกลับมามองเลยสักครั้ง" มือของรินที่กำลังประคองถ้วยชาชะงักกึก รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากเลือนหายไปในพริบตา ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งสองอีกครั้ง หนักหน่วงเสียจนเสียงเม็ดฝนที่กระทบกระจกหน้าต่างด้านนอกกลายเป็นเพียงเสียงรบกวนอันไร้ความหมาย "บางที..." รินกระซิบ เสียงของเธอบางเบาราวกับจะสลายไปกับอากาศ "การรอคอยใครสักคน มันอาจจะง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า... เราไม่เหลือใครให้รออีกแล้ว แม้แต่ตัวเราเอง" ประโยคคำสารภาพนั้นทำให้หัวใจของกวินกระตุกวูบ ช่องว่างระหว่างเขากับรินดูเหมือนจะแคบลงในชั่วพริบตา ไม่ใช่เพราะระยะทางบนโต๊ะไม้ แต่เป็นเพราะแผลเป็นในใจของพวกเขามีหน้าตาคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด ทั้งสองคนต่างเป็นนักโทษที่จองจำตัวเองไว้ในห้องขังแห่งความทรงจำ เพียงแต่คนหนึ่งกักขังตัวเองไว้กับความผิดพลาดในอดีต ส่วนอีกคนขังตัวเองไว้กับความหวังลมๆ แล้งๆ ในอนาคต กวินเอื้อมมือออกไปช้าๆ ปลายนิ้วสัมผัสกับขอบสมุดบันทึกสีน้ำตาลของรินที่วางอยู่กึ่งกลางโต๊ะ เขารู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ในกระดาษแต่ละแผ่น มันคือความเจ็บปวด ความงดงาม และเสียงกระซิบของหัวใจที่ยังคงเต้นอยู่ แม้เจ้าของจะพยายามทำให้มันตายด้านมานานแค่ไหนก็ตาม "ถ้าเรา... ลองฉีกมันทิ้งล่ะ?" กวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนกระทั่งรินต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ "สมุดบันทึกพวกนี้... ถ้าเราเผามันซะ หรือปล่อยให้มันลอยไปกับสายน้ำ เราจะหลุดพ้นไหมริน?" รินมองหน้าเขา นานนับนาที ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบนั้นจะคลี่ยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่เศร้าสร้อยที่สุดเท่าที่กวินเคยเห็นมาในชีวิต "คุณกล้าพอเหรอ กวิน?" เธอท้าทาย "ถ้าไม่มีสมุดเล่มนี้... คุณจะจำได้ไหมว่าครั้งหนึ่งคุณเคยเป็นใคร? ถ้าไม่มีตัวอักษรเหล่านี้คอยย้ำเตือน คุณก็เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เดินเบียดเสียดอยู่บนรถไฟฟ้าในยามเช้า โดยไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าคุณมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้" คำพูดนั้นสะเทือนใจ แต่มันคือความจริงอันโหดร้าย กวินถอนหายใจยาวเหยียด ดึงมือกลับมาวางบนตัก สายตาเบนออกไปนอกหน้าต่างบานเก่าที่ฝนยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย โลกภายนอกยังคงดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเย็นชา ขณะที่พวกเขาสองคนยังคงติดอยู่ในห้วงเวลาที่หยุดนิ่ง ทว่า... ในวินาทีที่ความสิ้นหวังเกือบจะกลืนกินบรรยากาศทั้งหมด เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่ทางเดินด้านนอกห้องสมุด มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าแผ่วเบาของบรรณารักษ์ผู้ดูแลความสงบ... และไม่ใช่เสียงฝีเท้าของแขกผู้มาเยือนตามปกติ เสียงนั้นหยุดลงที่หน้าประตูไม้บานใหญ่ที่มีป้าย "ห้ามรบกวน" แขวนไว้ รินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย ส่วนกวินหันขวับไปมองที่บานประตูด้วยสัญชาตญาณของการป้องกันตัว ในยามวิกาลและสถานที่ปิดตายเช่นนี้ ใครกันที่จะกล้าก้าวล่วงเข้ามาในอาณาเขตแห่งความทรงจำของพวกเขา? ลูกบิดประตูไม้โบราณหมุนช้าๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอาร์ดบาดหู ท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ บานประตูค่อยๆ แง้มเปิดออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นเงาร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่หลังความมืดสลัวของทางเดิน—ร่างนั้นสูงโปร่ง สวมเสื้อโค้ทกันฝนสีเข้มชุ่มฉ่ำ และที่สำคัญที่สุด... ในมือข้างหนึ่งของแขกผู้มาเยือนคนนั้น ถือกำสมุดบันทึกปกสีน้ำตาลเล่มที่สามเอาไว้ เล่มที่กวินมั่นใจว่า... ไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่รู้จักมัน นอกเสียจากตัวเขาเองในวัยสิบแปดปี "ขอโทษที่รบกวนเวลาอันมีค่าของพวกคุณนะครับ..." เสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยอย่างประหลาดดังลอดมาจากความมืด "แต่ผมคิดว่า... ถึงเวลาที่เราต้องสะสางเรื่องที่ยังเขียนไม่จบเสียที" กวินลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้โดยอัตโนมัติ ลมหายใจติดขัดอยู่ที่ลำคอ ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงเมื่อเงาร่างนั้นก้าวพ้นขอบประตูเข้ามาในแสงไฟสีส้มสลัวของห้องสมุด ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเปราะบางนี้มาด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกจากหน้าต่างบานเก่า: เรื่องที่ลืมเล่าในวันที่ฝนตก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%