สมุดบันทึกเล่มหนาปกหนังสีน้ำตาลเข้มถูกเปิดกางออกอีกครั้งบนโต๊ะไม้สักตัวเก่า กลิ่นอายของกระดาษเก่าและหมึกซึมยังคงทำหน้าที่ราวกับเครื่องย้อนเวลาอย่างดี ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเปราะบางนี้มาด้วยกันนะคะ และในบทที่ 47 นี้ ดิฉันอยากพาคุณผู้อ่านทุกท่านดำดิ่งลงไปในรอยต่อของความรู้สึกที่ไม่มีชื่อเรียกอีกครั้งค่ะ
"คุณจะเก็บเศษซากของความทรงจำพวกนี้ไว้เพื่ออะไรอีก ในเมื่อเจ้าของตัวจริงเขาเดินจากไปไกลจนลับตาแล้ว"
เสียงของรินดังขึ้นเรียบเรื่อย ทว่าบาดลึก เธอยืนพิงกรอบหน้าต่างบานเก่าที่ฝนเพิ่งซาเม็ดไปหมาดๆ สายตาของหญิงสาวทอดมองออกไปเบื้องนอก ปลายนิ้วเรียวบางเคาะเบาๆ ลงบนขอบกระจกเป็นจังหวะเนิบนาบสะท้อนความกระวนกระวายที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งสงบ
กวินชะงักมือที่กำลังจัดเรียงกระดาษบันทึกแผ่นเก่า ปากกาหมึกซึมในมือสั่นไหวน้อยๆ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นสบตา แต่ความเงียบที่โรยตัวคั่นกลางระหว่างเขากับรินนั้นหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าเสียงฟ้าคะนองเมื่อครู่
"ผมไม่ได้เก็บมันไว้เพราะรอเขา" กวินเอ่ยตอบ เสียงของเขาแหบพร่าและเบาหวิว "แต่ผมเก็บมันไว้เพื่อเตือนตัวเองว่า... ครั้งหนึ่งเราเคยมีตัวตนจริงๆ ไม่ใช่แค่เงาที่เดินผ่านโลกใบนี้ไปวันๆ"
รินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ "ตัวตนงั้นเหรอ? กวิน... คุณเอาความฝันที่พังทลายของตัวเองไปผูกไว้กับสมุดบันทึกเล่มที่สาบสูญ เล่มที่ต่อให้คุณพลิกอ่านอีกสักกี่ร้อยรอบ มันก็ไม่มีทางเขียนตอนจบใหม่ให้คุณได้หรอกนะ"
คำพูดนั้นเฉียบคมราวนำมีดมาปาดลงบนแผลเป็นเก่า กวินรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุด ภาพความล้มเหลวในอดีต ภาพวันที่เขาต้องพับเก็บความตั้งใจทั้งหมดแล้วเดินเข้าสู่ลู่วิ่งของชีวิตพนักงานออฟฟิศไร้สีสันไหลย้อนกลับมาทับถม ความเงียบงันกลับมาครอบงำห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ แห่งนี้อีกครั้ง มีเพียงเสียงหยดน้ำฝนที่ยังคงเกาะอยู่บนใบบัวนอกหน้าต่างแล้วร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ดังติ๋ง... เป็นระยะ คล้ายเสียงนาฬิกาชีวิตที่กำลังนับถอยหลัง
ดิฉันเองก็มักจะคิดเสมอค่ะว่า มนุษย์เราช่างแปลกประหลาด เรามักจะโหยหาอดีตที่ทำร้ายเรา และหวาดกลัวอนาคตที่ยังมาไม่ถึง พร้อมๆ กับการทิ้งปัจจุบันให้หลุดลอยไปอย่างไร้ความหมาย เหมือนดั่งกวินในเวลานี้ ที่จมดิ่งอยู่กับความรู้สึกผิดจนแทบไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
กวินวางปากกาลงบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบไม้ดังสะท้อนก้อง เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับรินผ่านเงาสะท้อนของกระจกหน้าต่าง แววตาของชายหนุ่มไม่ได้มีความโกรธเกลียด หากแต่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาแรมปี
"แล้วถ้าการจดจำมันคือวิธีเดียวที่จะทำให้ผมรู้ว่าหัวใจยังเต้นอยู่ล่ะริน?" กวินถามกลับ น้ำเสียงสั่นเครือแต่จริงจังอย่างยิ่ง "คุณเองก็มีบันทึกเล่มนั้น... เล่มที่คุณซ่อนมันไว้ใต้กองหนังสือเก่าบนชั้นนั่นไม่ใช่เหรอ? คุณเองก็กำลังรอใครบางคน หรือ... กำลังหนีอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกันใช่ไหมล่ะ"
รินชะงัก รอยยิ้มเย้ยหยันบนมุมปากเลือนหายไปทันที ดวงตาคู่นั้นไหววูบชั่วขณะก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม เธอยืดตัวตรง เดินช้าๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงานที่กวินนั่งอยู่ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่เธอใช้เป็นประจำลอยมาแตะจมูก ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับเย็นเยียบลงถนัดตา
"บางเรื่อง... รู้ไปก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้นหรอกนะคะ กวิน" รินกระซิบเบาๆ ยามเมื่อเธอโน้มตัวลงมาใกล้ จนกวินได้ยินเสียงลมหายใจของเธอ "และบางที... คนที่เรากำลังตามหา อาจจะไม่ใช่คนที่อยู่ในอดีตอย่างที่คุณคิดก็ได้"
ก่อนที่กวินจะได้เอ่ยถามอะไรต่อ เสียงเคาะประตูก็จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—สามครั้งติดต่อกันด้วยจังหวะที่หนักแน่นและเร่งรีบ ทำลายความตึงเครียดในห้องลงในพริบตา
ทั้งกวินและรินหันขวับไปมองบานประตูไม้เก่าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ในยามวิกาลและท่ามกลางสายฝนที่เพิ่งซาเม็ดเช่นนี้ จะมีใครมาเคาะประตูห้องของชายหนุ่มผู้ปลีกวิเวกคนนี้ได้?
กวินขมวดคิ้วแน่น เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินเลี่ยงผ่านกองกระดาษและสมุดบันทึก มุ่งตรงไปยังประตู รินถอยหลังไปหนึ่งก้าว สายตาจับจ้องไปที่ลูกบิดประตูด้วยความระแวงระวังไม่แพ้กัน
เมื่อกวินหมุนลูกบิดแล้วดึงประตูเปิดออก ความเย็นยะเยือกของสายลมยามค่ำคืนก็พัดกรรโชกเข้ามาปะทะใบหน้าทันที แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของกวินหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่ใช่ลมหนาว...
ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น เธอสวมเสื้อกันฝนสีซีดที่เปียกชุ่มหยดน้ำย้อยลงสู่พื้น ปอยผมเปียกลู่แนบแก้มเนียน ใบหน้านั้นซีดเซียวจนไร้สีเลือด ทว่าดวงตากลมโตคู่นั้นกลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก และที่สำคัญที่สุด... ในมือของเธอกำสมุดบันทึกหน้าตาคุ้นเคยเล่มหนึ่งไว้แน่น—สมุดบันทึกเล่มที่กวินคิดว่าสูญหายไปในกองเพลิงแห่งความทรงจำเมื่อสิบปีก่อน
"ขอโทษนะคะ..." เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นด้วยความยากลำบาก ขณะที่เธอเซถลาเข้ามาในห้องโดยไม่รอให้เจ้าของบ้านอนุญาต "ฉัน... ฉันหาทางกลับมาเจอคุณจนได้... ตามที่สัญญาไว้ในบันทึกเล่มนั้นแล้วนะ"
กวินยืนแข็งทื่อเป็นหิน ลลมหายใจติดขัด สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก รินที่ยืนอยู่มุมห้องถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนชัดเจน
เพราะผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าในเวลานี้... มีหน้าตาและแววตาถอดแบบพิมพ์เดียวกับรินที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาไม่มีผิดเพี้ยน!
ขอขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
บันทึกจากหน้าต่างบานเก่า: เรื่องที่ลืมเล่าในวันที่ฝนตก•ตอนที่ 47
บทที่ 47
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกจากหน้าต่างบานเก่า: เรื่องที่ลืมเล่าในวันที่ฝนตก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!