รอยหมึกสีน้ำตาลเข้มที่ซึมทะลุกระดาษหน้าเก้าสิบเอ็ด ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวหนังสือ แต่มันคือรอยแผลเป็นที่ยังไม่ตกสะเก็ด กวินจ้องมองมันเนิ่นนาน ราวกับว่าหากเขาละสายตาไปแม้แต่วินาทีเดียว เรื่องราวทั้งหมดที่เพิ่งอ่านจบเมื่อครู่จะสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นผงในอากาศ
เสียงฝนด้านนอกหน้าต่างไม่ได้ตกหนักหน่วงเหมือนคืนก่อน แต่มันคือเสียงปรำๆ ที่น่ารำคาญใจ คล้ายเสียงกระซิบซ้ำๆ ว่าเวลาในชีวิตของคนเรานั้นสั้นเกินกว่าจะเอาแต่ลังเล
“คุณกำลังหลอกตัวเองอยู่ หรือกำลังหลอกรินกันแน่คะ กวิน”
น้ำเสียงของรินดังขึ้น ทำลายความเงียบในห้องทำงานเล็กๆ ที่อบอวลด้วยกลิ่นกระดาษเก่า เธอยืนพิงกรอบหน้าต่าง แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับให้เงาของเธอบนผนังดูโดดเดี่ยวและเปราะบาง รินไม่ได้หันมามองเขา เธอทอดสายตาออกไปในความมืดมิดของคืนวันอังคารที่มีเพียงแสงไฟจากตึกฝั่งตรงข้ามกระพริบไหว
กวินวางปากกาในมือลง ช้าๆ ความเย็นเฉียบของโลหะสะท้อนเข้าสู่ปลายนิ้ว “ผมไม่ได้หลอกใครทั้งนั้น ริน... สิ่งที่ผมเขียนลงไป มันคือทางเลือกเดียวที่เราต่างก็รู้ว่ามันจบลงตั้งแต่เมื่อสามปีก่อนแล้ว”
“ทางเลือกเหรอคะ?” รินหันขวับมา ดวงตาของเธอไหวระริกด้วยประกายบางอย่างที่กวินไม่กล้าแปลความหมาย “คุณเรียกการหนีปัญหาว่าทางเลือกตั้งแต่เมื่อไหร่? คุณโยนความฝัน ทิ้งสมุดบันทึกเล่มนั้นไว้ในกองขยะ แล้วก็ทำตัวเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ใช้ชีวิตไปวันๆ เพื่อรอวันเกษียณ... นั่นคือสิ่งที่คุณเรียกว่าทางเลือกจริงๆ น่ะหรือคะ”
คำพูดนั้นเฉียบคมราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเดิม กวินรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกในอก ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งสองอีกครั้ง มันเป็นความเงียบที่อึดอัด หายใจไม่ทั่วท้อง และเต็มไปด้วยความจริงที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากปฏิเสธ
เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างกายของพนักงานออฟฟิศที่พ An โค้งงอตามแรงกดดันของหน้าที่การงานตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดูหนักอึ้งขึ้นถนัดตา กวินเดินเข้าไปใกล้รินทีละก้าว กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคยผสมกับกลิ่นฝนลอยแตะจมูก มันเป็นกลิ่นเดียวกับวันที่เขากล้าพอจะหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาจากม้านั่งในสวนสาธารณะ
“แล้วคุณอยากให้ผมทำยังไงล่ะ ริน?” กวินเอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตาของเขาสบเข้ากับดวงตาของหญิงสาวอย่างไร้การหลบเลี่ยง “ให้ผมลาออกจากงาน เก็บกระเป๋า แล้ววิ่งตามความฝันลมๆ แล้งๆ แบบตอนอายุยี่สิบเหรอ? โลกมันไม่ได้ใจดีกับคนล้มเหลวสองรอบหรอกนะ... คุณก็รู้”
รินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนที่เธอจะก้าวเข้ามาประชิดตัวเขา ความใกล้ชิดที่ทำให้หัวใจของกวินเต้นระส่ำอย่างไม่เป็นจังหวะ ปลายนิ้วเรียวยาวของรินยื่นออกไปสัมผัสกับปกหนังสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่าของสมุดที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอไม่ได้แตะต้องตัวเขา แต่ความหมายในแววตานั้นรุนแรงยิ่งกว่าการสัมผัสเสียอีก
“บางที... คนเราอาจจะไม่ได้กลัวความล้มเหลวหรอกนะคะ กวิน” เสียงกระซิบของรินแผ่วเบาราวกับสายลมลอดผ่านช่องหน้าต่าง “แต่เรากลัวที่จะพบว่า... แท้จริงแล้วเราไม่เคยมีความฝันตั้งแต่แรกต่างหาก”
ประโยคสั้นๆ นั้นทำลายกำแพงที่กวินใช้เวลาสร้างมานานหลายปีพังทลายลงในพริบตา เขารู้สึกชาไปทั่วทั้งร่าง ราวกับถูกตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรงด้วยความจริงที่เขาพยายามหลบ
กวินอ้าปากจะเอ่ยคำแก้ตัว แต่เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—ขัดจังหวะทุกถ้อยคำที่กำลังจะหลุดจากริมฝีปาก
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบจากการปะทะคารม แต่เป็นความตึงเครียดที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
ไม่มีใครขยับตัว รินยังคงยืนจ้องหน้าเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ขณะที่กวินหันไปมองบานประตูไม้สีขาวที่ปิดสนิท เสียงฝีปากหนักๆ ที่ดังขึ้นตรงทางเดินด้านนอกสะท้อนก้องเข้ามาในความเงียบ มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของเพื่อนบ้าน หรือเสียงพนักงานส่งของกะดึก
ก๊อก... เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักแน่นและยาวนานขึ้น ราวกับผู้มาเยือนรู้ดีว่าพวกเขาทั้งสองคนกำลังยืนอยู่หลังประตูบานนั้น
รินขยับเข้าไปใกล้กวินโดยสัญชาตญาณ มือของเธอเอื้อมมาคว้าชายเสื้อสูทของเขาไว้แน่น นิ้วมือของเธอสั่นเทาเล็กน้อย กวินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินไปยังประตูไม้บานนั้น มือหนายื่นออกไปหมุนลูกบิดประตูที่เย็นเฉียบอย่างช้าๆ ดึงมันเปิดออกสู่ความมืดของทางเดินด้านนอก
และในวินาทีที่แสงไฟจากห้องสาดส่องกระทบกับร่างของบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้า... กวินก็ต้องเบิกตากว้าง ลมหายใจของเขาสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงนั้น... สวมเสื้อโค้ทเปียกชุ่มไปด้วยละอองฝน ใบหน้าซีดเซียว ดวงตากลมโตคู่นั้นมองตรงมาที่เขาด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ ที่เขาจำได้แม่นยำยิ่งกว่าเงาของตัวเอง
เธอยื่นมือถือสมุดบันทึกปกสีน้ำตาลอีกเล่มหนึ่ง—เล่มที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับเหตุการณ์เมื่อเจ็ดปีก่อน—ยื่นมาตรงหน้าเขา พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของกวินหยุดหมุน
“พี่กวินคะ... ถึงเวลาที่เราต้องอ่านหน้าสุดท้ายกันเสียทีค่ะ”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่เปราะบางนี้ไปกับกวินและสมุดบันทึกสีน้ำตาลนะคะ
บันทึกจากหน้าต่างบานเก่า: เรื่องที่ลืมเล่าในวันที่ฝนตก•ตอนที่ 42
บทที่ 42
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกจากหน้าต่างบานเก่า: เรื่องที่ลืมเล่าในวันที่ฝนตก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!