บันทึกจากหน้าต่างบานเก่า: เรื่องที่ลืมเล่าในวันที่ฝนตก•ตอนที่ 42

บทที่ 42

ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
รอยหมึกสีน้ำตาลเข้มที่ซึมทะลุกระดาษหน้าเก้าสิบเอ็ด ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวหนังสือ แต่มันคือรอยแผลเป็นที่ยังไม่ตกสะเก็ด กวินจ้องมองมันเนิ่นนาน ราวกับว่าหากเขาละสายตาไปแม้แต่วินาทีเดียว เรื่องราวทั้งหมดที่เพิ่งอ่านจบเมื่อครู่จะสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นผงในอากาศ เสียงฝนด้านนอกหน้าต่างไม่ได้ตกหนักหน่วงเหมือนคืนก่อน แต่มันคือเสียงปรำๆ ที่น่ารำคาญใจ คล้ายเสียงกระซิบซ้ำๆ ว่าเวลาในชีวิตของคนเรานั้นสั้นเกินกว่าจะเอาแต่ลังเล “คุณกำลังหลอกตัวเองอยู่ หรือกำลังหลอกรินกันแน่คะ กวิน” น้ำเสียงของรินดังขึ้น ทำลายความเงียบในห้องทำงานเล็กๆ ที่อบอวลด้วยกลิ่นกระดาษเก่า เธอยืนพิงกรอบหน้าต่าง แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับให้เงาของเธอบนผนังดูโดดเดี่ยวและเปราะบาง รินไม่ได้หันมามองเขา เธอทอดสายตาออกไปในความมืดมิดของคืนวันอังคารที่มีเพียงแสงไฟจากตึกฝั่งตรงข้ามกระพริบไหว กวินวางปากกาในมือลง ช้าๆ ความเย็นเฉียบของโลหะสะท้อนเข้าสู่ปลายนิ้ว “ผมไม่ได้หลอกใครทั้งนั้น ริน... สิ่งที่ผมเขียนลงไป มันคือทางเลือกเดียวที่เราต่างก็รู้ว่ามันจบลงตั้งแต่เมื่อสามปีก่อนแล้ว” “ทางเลือกเหรอคะ?” รินหันขวับมา ดวงตาของเธอไหวระริกด้วยประกายบางอย่างที่กวินไม่กล้าแปลความหมาย “คุณเรียกการหนีปัญหาว่าทางเลือกตั้งแต่เมื่อไหร่? คุณโยนความฝัน ทิ้งสมุดบันทึกเล่มนั้นไว้ในกองขยะ แล้วก็ทำตัวเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ใช้ชีวิตไปวันๆ เพื่อรอวันเกษียณ... นั่นคือสิ่งที่คุณเรียกว่าทางเลือกจริงๆ น่ะหรือคะ” คำพูดนั้นเฉียบคมราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเดิม กวินรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกในอก ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งสองอีกครั้ง มันเป็นความเงียบที่อึดอัด หายใจไม่ทั่วท้อง และเต็มไปด้วยความจริงที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากปฏิเสธ เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างกายของพนักงานออฟฟิศที่พ An โค้งงอตามแรงกดดันของหน้าที่การงานตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดูหนักอึ้งขึ้นถนัดตา กวินเดินเข้าไปใกล้รินทีละก้าว กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคยผสมกับกลิ่นฝนลอยแตะจมูก มันเป็นกลิ่นเดียวกับวันที่เขากล้าพอจะหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาจากม้านั่งในสวนสาธารณะ “แล้วคุณอยากให้ผมทำยังไงล่ะ ริน?” กวินเอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตาของเขาสบเข้ากับดวงตาของหญิงสาวอย่างไร้การหลบเลี่ยง “ให้ผมลาออกจากงาน เก็บกระเป๋า แล้ววิ่งตามความฝันลมๆ แล้งๆ แบบตอนอายุยี่สิบเหรอ? โลกมันไม่ได้ใจดีกับคนล้มเหลวสองรอบหรอกนะ... คุณก็รู้” รินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนที่เธอจะก้าวเข้ามาประชิดตัวเขา ความใกล้ชิดที่ทำให้หัวใจของกวินเต้นระส่ำอย่างไม่เป็นจังหวะ ปลายนิ้วเรียวยาวของรินยื่นออกไปสัมผัสกับปกหนังสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่าของสมุดที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอไม่ได้แตะต้องตัวเขา แต่ความหมายในแววตานั้นรุนแรงยิ่งกว่าการสัมผัสเสียอีก “บางที... คนเราอาจจะไม่ได้กลัวความล้มเหลวหรอกนะคะ กวิน” เสียงกระซิบของรินแผ่วเบาราวกับสายลมลอดผ่านช่องหน้าต่าง “แต่เรากลัวที่จะพบว่า... แท้จริงแล้วเราไม่เคยมีความฝันตั้งแต่แรกต่างหาก” ประโยคสั้นๆ นั้นทำลายกำแพงที่กวินใช้เวลาสร้างมานานหลายปีพังทลายลงในพริบตา เขารู้สึกชาไปทั่วทั้งร่าง ราวกับถูกตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรงด้วยความจริงที่เขาพยายามหลบ กวินอ้าปากจะเอ่ยคำแก้ตัว แต่เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—ขัดจังหวะทุกถ้อยคำที่กำลังจะหลุดจากริมฝีปาก ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบจากการปะทะคารม แต่เป็นความตึงเครียดที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย ไม่มีใครขยับตัว รินยังคงยืนจ้องหน้าเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ขณะที่กวินหันไปมองบานประตูไม้สีขาวที่ปิดสนิท เสียงฝีปากหนักๆ ที่ดังขึ้นตรงทางเดินด้านนอกสะท้อนก้องเข้ามาในความเงียบ มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของเพื่อนบ้าน หรือเสียงพนักงานส่งของกะดึก ก๊อก... เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักแน่นและยาวนานขึ้น ราวกับผู้มาเยือนรู้ดีว่าพวกเขาทั้งสองคนกำลังยืนอยู่หลังประตูบานนั้น รินขยับเข้าไปใกล้กวินโดยสัญชาตญาณ มือของเธอเอื้อมมาคว้าชายเสื้อสูทของเขาไว้แน่น นิ้วมือของเธอสั่นเทาเล็กน้อย กวินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินไปยังประตูไม้บานนั้น มือหนายื่นออกไปหมุนลูกบิดประตูที่เย็นเฉียบอย่างช้าๆ ดึงมันเปิดออกสู่ความมืดของทางเดินด้านนอก และในวินาทีที่แสงไฟจากห้องสาดส่องกระทบกับร่างของบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้า... กวินก็ต้องเบิกตากว้าง ลมหายใจของเขาสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงนั้น... สวมเสื้อโค้ทเปียกชุ่มไปด้วยละอองฝน ใบหน้าซีดเซียว ดวงตากลมโตคู่นั้นมองตรงมาที่เขาด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ ที่เขาจำได้แม่นยำยิ่งกว่าเงาของตัวเอง เธอยื่นมือถือสมุดบันทึกปกสีน้ำตาลอีกเล่มหนึ่ง—เล่มที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับเหตุการณ์เมื่อเจ็ดปีก่อน—ยื่นมาตรงหน้าเขา พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของกวินหยุดหมุน “พี่กวินคะ... ถึงเวลาที่เราต้องอ่านหน้าสุดท้ายกันเสียทีค่ะ” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่เปราะบางนี้ไปกับกวินและสมุดบันทึกสีน้ำตาลนะคะ
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกจากหน้าต่างบานเก่า: เรื่องที่ลืมเล่าในวันที่ฝนตก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%