บันทึกจากหน้าต่างบานเก่า: เรื่องที่ลืมเล่าในวันที่ฝนตก•ตอนที่ 44

บทที่ 44

ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
กาแฟในแก้วกระดาษส่งไออุ่นจางๆ จนเกือบจะเย็นชืด เช่นเดียวกับความรู้สึกในอกของกวินที่นับถอยหลังเข้าใกล้ความจริงบางอย่างที่เขาพยายามหลบหน้ามาตลอดชีวิต "คุณคิดจริงๆ หรือคะว่า การที่เราเก็บซ่อนอดีตไว้ในลิ้นชักที่ปิดตาย จะทำให้เราไม่ต้องเผชิญหน้ากับกลิ่นอายของความพ่ายแพ้?" เสียงของรินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องสมุดเก่า ท่าทางของเธอนิ่งสนิท แต่ดวงตาสีน้ำตาลคู่คมนั้นกำลังจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของกวินราวกับจะทะลวงผ่านเปลือกนอกอันไร้สีสันที่เขาใช้สวมทับตัวตนมานานแรมปี กวินขยับริมฝีปากจะเอ่ยปฏิเสธ แต่คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่แค่ลำคอ ความจริงที่ว่าเขายังคงหวาดกลัว—หวาดกลัวที่จะล้มเหลวอีกครั้ง—มันสะท้อนชัดเจนในเงาสะท้อนบนกระจกหน้าต่างบานเก่าที่เปื้อนคราบฝน นิ้วเรียวของรินค่อยๆ เลื่อนสมุดบันทึกสีน้ำตาลเล่มคุ้นตามาตรงหน้ากวิน หน้ากระดาษสีเหลืองนวลที่ผ่านกาลเวลาถูกเปิดค้างไว้ที่บันทึกหน้าสุดท้าย ตัวหนังสือลายมือหวัดๆ ของกวินเองในวัยเยาว์—วันที่เขายังมีความฝันจะวาดภาพทิวทัศน์ของเมืองที่ไม่มีอยู่จริง—ถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีดำสนิทอย่างไร้ความปรานี น้ำหนักของหมึกที่กดทับลงไปในวันนั้น บ่งบอกถึงความโกรธเกรี้ยวที่เขามีต่อความไร้เดียงสาของตัวเอง "บางที... การขีดฆ่ามัน อาจไม่ได้แปลว่าเราเกลียดความฝันนั้นหรอกนะคะกวิน" รินเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของเธอเจือความอ่อนโยนที่ลึกล้ำจนน่าใจหาย "แต่มันคือการตะโกนบอกตัวเองว่า เราเจ็บปวดแค่ไหนต่างหากที่เราไปไม่ถึงฝัน" กวินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขายกมือขึ้นสัมผัสสันปกสมุดบันทึกเล่มนั้นอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่คุ้นเคยแต่กลับห่างเหินราวกับเป็นของคนแปลกหน้า เขานึกถึงตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตของเขาดำเนินไปเหมือน톱니바퀴 (ฟันเฟือง) ที่เที่ยงตรง ไร้ชีวิตชีวา ทำงาน กิน นอน และตื่นขึ้นมาทำแบบเดิมซ้ำๆ เพื่อแลกกับความปลอดภัยจอมปลอม ความปลอดภัยที่เขาใช้มันเป็นเกราะกำบังไม่ให้ใครล่วงรู้ว่า แท้จริงแล้วข้างในนั้นว่างเปล่าเพียงใด "ผมแค่... กลัวครับ... เอ๊ย... กลัวค่ะ" กวินเกือบหลุดปากคำพูดคุ้นชินออกมา แต่ด้วยความที่อยู่ต่อหน้ารินและบรรยากาศอันเปราะบางนี้ เขาจึงรีบแก้คำพูด "รินคะ... ฉันหมายถึง ฉันกลัวว่าถ้าฉันลองเปิดประตูบานนั้นอีกครั้ง แล้วพบว่าข้างหลังมันไม่มีอะไรเลยนอกจากความว่างเปล่า ฉันจะยังเหลืออะไรให้ภาคภูมิใจอีก" รินไม่ได้ตอบทันที เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง ที่ซึ่งหยดฝนสุดท้ายกำลังเกาะอยู่บนกระจก สะท้อนภาพตึกรามบ้านช่องที่พร่ามัวในยามเย็น เธอยื่นมือออกไป ปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่กระจกตรงจุดที่หยดน้ำกำลังจะไหลลงมา "ความว่างเปล่าไม่ได้น่ากลัวเท่ากับการที่เราหลอกตัวเองว่าเราเต็มอิ่มหรอกนะคะ" รินหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของเธอไม่ได้มีความสมเพชเวทนา แต่มันเต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ "ลองอ่านบันทึกหน้านั้นดูซิคะ... หน้าที่คุณไม่เคยกล้าพลิกมาอ่านซ้ำเลยตั้งแต่คืนที่ฝนตกวันนั้น" หัวใจของกวินเต้นระรัวราวกับกลองเพลในอก ความตื่นตระหนกแล่นพล่านไปทั่วปลายนิ้ว สมุดบันทึกสีน้ำตาลเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่บันทึกความทรงจำ แต่มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่กักขังวิญญาณครึ่งหนึ่งของเขาไว้ในอดีต เขากลั้นหายใจ ค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วพลิกกระดาษหน้าที่ค้างอยู่นั้นผ่านไปทีละแผ่น เสียงกระดาษเสียดสีกันเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบของกาลเวลา จนกระทั่งมาถึงหน้ากระดาษที่ถูกผนึกติดกันด้วยคราบกาวเก่าๆ... กวินชะงักมือ นิ้วของเขาเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาเงยหน้าขึ้นมองรินราวกับต้องการความช่วยเหลือ แต่รินเพียงแค่พยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงอนุญาตและให้กำลังใจ ลมหายใจอุ่นๆ ของกวินขาดช่วงไปชั่วขณะเมื่อเขาตัดสินใจใช้ปลายเล็บค่อยๆ แกะกระดาษหน้าที่ติดกันอยู่นั้นออกอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่ามันจะสลายกลายเป็น Juncus (ผุยผง) ไปต่อหน้าต่อตา *แคว่ก...* เสียงกระดาษแยกออกจากกันดังขึ้นเบาๆ ในความเงียบงัน กลิ่นอายของกระดาษเก่าและหมึกจางๆ ลอยคละคลุ้งขึ้นมาแตะจมูก ภาพวาดลายเส้นดินสอสีดำที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากระดาษนั้นปรากฏแก่สายตา มันไม่ใช่ภาพเมืองในจินตนาการอันยิ่งใหญ่ แต่มันคือภาพร้านกาแฟเล็กๆ ริมถนนที่มีฝนตกโปรยปราย และมีเงาร่างของคนสองคนนั่งอยู่มุมห้อง—คนหนึ่งกำลังก้มหน้าเขียนบันทึกด้วยความอ้างว้าง ส่วนอีกคนกำลังส่งยิ้มอ่อนโยนให้จากโต๊ะข้างๆ ดวงตาของกวินเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง ภาพนี้... เขาจำมันได้แม่นยำ แต่มันไม่ใช่ภาพที่เขาเคยวาดในวัยเด็ก นี่คือเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน ในวันที่เขาได้พบกับรินเป็นครั้งแรกในร้านกาแฟหลบฝนหลังตึกทำงาน กวินรีบหันขวับไปมองรินทันที หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความเย็นเฉียบแล่นริ้วขึ้นมาจากสันหลัง รินในตอนนี้ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจแม้แต่น้อย เธอยังคงนั่งไขว่ห้าง มองตรงมาที่เขาด้วยแววตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหยั่งถึง รอยยิ้มที่ประดับบนริมฝีปากของเธอดูราวกับมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ "คุณ... คุณเป็นใครกันแน่ครับ... เอ๊ย... ริน... นี่มันหมายความว่ายังไง?" กวินหลุดปากถามเสียงสั่น ความหวาดระแวงผสมผสานกับความสับสนเข้าโจมตีจิตใจจนตั้งรับไม่ทัน สมุดบันทึกเล่มนี้เป็นของเขา แล้วภาพเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อนไปปรากฏอยู่ในสมุดที่ถูกเขียนขึ้นเมื่อสิบปีก่อนได้อย่างไร? รินค่อยๆ เลื่อนกระดาษแผ่นนั้นเข้าหาตัวเธอเอง ปลายนิ้วเรียวลูบไล้ไปตามลายเส้นดินสอก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากวินด้วยแววตาที่สะท้อนประกายความเศร้าสร้อยบางอย่าง "เพราะฉันคือคนที่คุณลืมไปแล้วอย่างไรล่ะคะ... กวิน" รินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม "ไม่ใช่แค่ความฝันในวัยเด็กที่คุณทิ้งไว้ข้างทางนะคะ... แต่คุณยังทิ้ง 'ความกล้าที่จะรักและเจ็บปวด' ไว้ในคืนที่ฝนตกเมื่อสิบปีก่อนด้วย" ก่อนที่กวินจะทันได้เอ่ยถามคำถามใดๆ ออกไป เสียงเคาะประตูกระจกเบาๆ จากด้านนอกก็ดังขึ้น ขัดจังหวะการสนทนาอันตึงเครียด กวินสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองทางหน้าต่างบานเก่าที่ฝนเพิ่งซาลง ท่ามกลางแสงไฟสลัวของถนนยามค่ำคืน มีร่างของหญิงสาวอีกคนยืนถือร่มสีแดงสดใสกำลังส่งยิ้มเข้ามาในร้าน หน้าตาของเธอ... ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับรินเสียเหลือเกิน จนกวินต้องขยี้ตาตัวเองซ้ำๆ เพื่อความแน่ใจ และเมื่อกวินหันกลับมามองที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม—ที่ซึ่งรินควรจะนั่งอยู่เมื่อเสี้ยววินาทีก่อน—มันกลับว่างเปล่า... หลงเหลือเพียงสมุดบันทึกสีน้ำตาลที่เปิดหน้าภาพวาดค้างไว้ และรอยหยดน้ำสีใสบนโต๊ะไม้ที่ยังไม่ทันแห้งสนิท ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเปราะบางนี้มาด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกจากหน้าต่างบานเก่า: เรื่องที่ลืมเล่าในวันที่ฝนตก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%