“อย่าอ่านมันค่ะ กวิน”
น้ำเสียงของรินราบเรียบ ทว่าสั่นไหวเล็กน้อยในจังหวะสุดท้าย มือของเธอเอื้อมมาคว้าขอบกระดาษหน้าสุดท้ายนั้นไว้แน่น หมึกสีแดงสดยังดูชุ่มฉ่ำราวกับบาดแผลที่เพิ่งถูกกรีดลงบนกระดาษ กวินชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ในลำคอ ความเงียบภายในห้องสมุดเก่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นฝุ่นจางๆ และไอความชื้นจากฝนภายนอก กลายเป็นเครื่องกดดันให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
กวินไม่ได้ดึงสมุดกลับ แต่เขาสังเกตเห็นนิ้วมือของรินที่สั่นเทา เธอไม่ได้สั่นเพราะความกลัว แต่มันคือความสับสนที่พยายามกดทับเอาไว้ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉย
“ริน... นี่มันไม่ใช่ลายมือคุณ” กวินเอ่ยเสียงแผ่ว พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เขามักจะเห็นแต่ความสดใส ทว่าในยามนี้มันกลับหม่นแสงลงราวกับท้องฟ้าก่อนพายุใหญ่ “ใครเข้ามาที่นี่ ใครเขียนสิ่งนี้ลงไปในขณะที่ผมกับคุณกำลังคุยกันอยู่เพียงลำพัง?”
รินปล่อยมือจากขอบกระดาษ เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู “มันไม่มีใครหรอกค่ะกวิน... ไม่มีใครนอกจากเราสองคน แต่นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะสิ่งที่เขียนอยู่ตรงหน้า... มันคือความลับที่คุณไม่เคยแม้แต่จะกล้าสารภาพกับตัวเอง”
กวินก้มลงมองข้อความสีแดงฉานนั้นอีกครั้ง หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น เมื่อสิ่งที่ปรากฏบนหน้ากระดาษไม่ใช่ประโยคบอกเล่า แต่มันคือรายชื่อของ ‘ความล้มเหลว’ ที่เขาพยายามฝังกลบไว้ใต้กองเอกสารของชีวิตพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ ตลอดสิบปีที่ผ่านมา
*‘วันที่ความฝันถูกทิ้งไว้ข้างทางไม่ใช่เพราะโลกโหดร้าย แต่เพราะคุณกลัวที่จะเดินต่อต่างหาก... กวิน’*
เขาเงยหน้าขึ้นมองรินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม “คุณเขียนมันใช่ไหม? คุณต้องการจะบอกอะไรกันแน่?”
รินหัวเราะเบาๆ เป็นการหัวเราะที่ไร้ซึ่งความร่าเริง มันเป็นเสียงหัวเราะที่เปราะบาง “ฉันจะเขียนสิ่งที่คุณคิดในใจไปทำไมคะ ในเมื่อฉันเองก็กำลังติดอยู่ในกับดักที่มองไม่เห็นเช่นกัน ลองมองดูที่หน้ากระดาษอีกฝั่งสิคะ... ฝั่งที่เคยว่างเปล่ามาตลอดหลายปี”
กวินพลิกกระดาษอย่างระมัดระวัง หัวใจของเขาหล่นวูบ เมื่อพบว่าลายมืออีกชุดหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า ราวกับภาพสะท้อนในกระจก มันเป็นลายมือของเขาเอง ทั้งที่เขามั่นใจว่าไม่ได้จับปากกาด้ามนั้นเลยแม้แต่วินาทีเดียว
*‘ถ้ารินเปิดเผยความจริงนี้ คุณจะยังกล้าที่จะมองหน้าเธอในฐานะคู่คิด หรือจะถอยกลับไปเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกัน?’*
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องสมุดอีกครั้ง บรรยากาศดูอึดอัดจนกวินรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวเบาบางลง รินจ้องมองเขาราวกับกำลังรอคำตัดสินจากผู้พิพากษา กวินรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การเล่นสนุกของจิตใต้สำนึก แต่มันคือรอยร้าวของความสัมพันธ์ที่กำลังจะปริแตกออก เขาเลื่อนสายตาไปที่บันทึกเล่มนั้นอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจถามคำถามที่สำคัญที่สุดออกมา
“คุณเป็นใครกันแน่... ริน? คุณไม่ได้แค่บังเอิญทำบันทึกเล่มนี้หายในวันนั้นใช่ไหม?”
รินนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเธอ เธอเอื้อมมือมาสัมผัสที่ปกสมุดบันทึกเบาๆ “ฉันคือกวิน... ในเวอร์ชันที่คุณเคยฆ่าทิ้งไปเมื่อสิบปีที่แล้วไงคะ ความกล้าที่หายไป ความฝันที่ถูกทิ้งขว้าง... มันไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น และตอนนี้ มันกำลังจะย้อนกลับมาทวงคืนทุกอย่างที่ควรจะเป็นของคุณ”
กวินรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นปราดไปทั่วร่าง เมื่อเขาสังเกตเห็นว่าที่ข้อมือของรินมีรอยแผลเป็นจางๆ ลักษณะเดียวกับที่เขาเคยทำพลาดจากการพยายามคว้าโอกาสสุดท้ายในวันที่เขาตัดสินใจถอดใจจากความฝันครั้งก่อน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดมิดหน้าประตูห้องสมุด เสียงนั้นไม่ได้ฟังดูเหมือนคนทั่วไป แต่เหมือนเสียงรองเท้าที่ลากพื้นอย่างเชื่องช้าและมั่นคง กวินและรินหันไปมองพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ ประตูไม้เก่าแก่ค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างของบุคคลที่กวินไม่คิดว่าจะได้เจออีกตลอดชีวิตนี้
เงาร่างนั้นก้าวเข้ามาในแสงไฟสลัว พร้อมกับวางบันทึกอีกเล่มหนึ่งลงบนโต๊ะข้างๆ บันทึกเล่มนั้นมีรอยเปื้อนสีแดงแบบเดียวกับที่อยู่ในมือของกวินไม่มีผิดเพี้ยน ชายผู้มาใหม่คือคนคนเดียวกับกวินในภาพถ่ายใบเก่าที่เขาเคยพยายามเผาทิ้งเมื่อหลายปีก่อน
“ผมเตือนคุณแล้วว่าอย่าอ่านมันจนจบ” เสียงของชายคนนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยร่องรอยของความเจ็บปวด “เพราะตอนนี้... หน้าสุดท้ายของสมุดเล่มนั้น ไม่ใช่เรื่องของอดีตอีกต่อไป แต่มันคือเรื่องราวในนาทีสุดท้ายของชีวิตคุณแล้ว”
กวินมองดูหน้ากระดาษที่เขายังไม่ได้อ่าน ลมหายใจของเขาเริ่มสั่นพร่า เมื่อเห็นว่าตัวอักษรสีแดงสดเริ่มขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต มันไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยปากกา แต่มันกำลังถูกถักทอขึ้นจากเลือดที่ซึมออกมาจากหน้ากระดาษโดยตรง และทันทีที่เขากำลังจะปิดสมุดเพื่อหนีจากความจริงอันโหดร้ายนั้น รินก็คว้ามือเขาไว้แน่น
“ถ้าคุณปิดมันตอนนี้” รินกระซิบเสียงต่ำ ดวงตาของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับเพิ่งผ่านการร่ำไห้มาอย่างหนัก “เราสองคนจะหายไปจากโลกนี้พร้อมกัน... กวิน เลือกเอาว่าคุณจะยอมรับความตายที่แสนธรรมดา หรือจะยอมถูกกลืนกินโดยความฝันที่คุณเพิ่งจะเขียนมันขึ้นมาใหม่ในวินาทีนี้”
กวินมองหน้ากวินอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงข้าม ก่อนจะหันมามองรินที่กำลังกุมมือเขาไว้แน่น เขาตัดสินใจคว้าปากกาสีแดงด้ามนั้นขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา หากนี่คือบทสุดท้ายที่ต้องเลือก เขาจะไม่ยอมเป็นเพียงตัวละครที่ถูกขีดเขียนโดยความกลัวอีกต่อไป
“ถ้าจะจบ... ก็ต้องจบด้วยมือของผมเอง” กวินกล่าวพร้อมกับจดปลายปากกาลงบนกระดาษ ทันใดนั้น ไฟในห้องสมุดก็ดับวูบลงพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ดังสะท้อนออกมาจากบันทึกเล่มนั้น... แต่ไม่ใช่เสียงของคนอื่น มันคือเสียงของเขาเอง
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยความลับไปพร้อมกับสมุดบันทึกสีน้ำตาลนะคะ
บันทึกจากหน้าต่างบานเก่า: เรื่องที่ลืมเล่าในวันที่ฝนตก•ตอนที่ 38
บทที่ 38
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกจากหน้าต่างบานเก่า: เรื่องที่ลืมเล่าในวันที่ฝนตก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!