เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญในกระจกเงา•ตอนที่ 5

แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
เสียงก้าวเท้าของส้นสูงที่กระทบพื้นหินอ่อนขัดเงาภายในห้องโถงจัดเลี้ยงของโรงแรมหรูระดับห้าดาวไม่ได้เป็นเพียงแค่เสียงฝ่าเท้า แต่มันคือจังหวะนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลังสู่การล่มสลายของใครบางคน... ค่ำคืนนี้คือค่ำคืนแห่งความสำเร็จ งานฉลองครบรอบห้าปีของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ใต้การนำทัพของ ธันวา ประธานหนุ่มผู้เย่อหยิ่งและไร้พ่าย แสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลระยิบระยับสาดส่องลงบนสูทสีเข้มสั่งตัดพิเศษที่สะท้อนถึงอำนาจและสถานะอันมั่นคงของเขาในสังคมชั้นสูง แต่ในอกซ้ายของธันวากลับมีรอยโหว่ลึกที่แม้แต่ความสำเร็จนับร้อยล้านก็ไม่อาจถมให้เต็มได้ นับตั้งแต่คืนที่บ้านพักริมผาเกิดเหตุการณ์ประหลาด เงาของรินรดา—อดีตภรรยาผู้เคยถูกเขากระทืบซ้ำเติมจนจมดิ่งสู่ความตาย—ก็ยังคงตามหลอกหลอนเขาทุกค่ำคืน คำว่า *"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะ... คุณพ่อผู้แสนดี"* ยังคงก้องกังวานในโสตประสาท ราวกับคำสาปแช่งที่ไม่มีวันลบเลือน ธันวาถือแก้วคริสตัลบรรจุไวน์สีแดงเข้ม รสชาติฝาดเฝื่อนในปากไม่เท่ากับความขมขื่นในใจ เขากวาดสายตามองไปรอบห้อง เลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดกับเสียงหัวเราะและคำสรรเสริญเยินยอจอมปลอมจากเหล่าแขกเหรื่อ จนกระทั่ง... บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบงันลงอย่างประหลาด ไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบของฝูงชนที่สูดลมหายใจเข้าพร้อมกันราวกับนัดหมาย ประตูบานคู่ขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยลายฉลุดอกไม้ถูกผลักออกช้าๆ โดยพนักงานต้อนรับ ทว่าสายตาทุกคู่ในห้องโถงกลับไม่ได้มองที่ประตู หากแต่หยุดนิ่งอยู่ที่ร่างเพรียวระหงที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยท่าทีสง่างามราวกับราชниผู้สูงศักดิ์ ธันวาชะงัก นิ้วที่ถือแก้วไวน์บีบแน่นจนข้อต่องอขาวซีด ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ในลำคอ ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นมาบีบรัดหัวใจจนแหลกสลาย ผู้หญิงคนนั้น... รินรดา? จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อร่างของเธอถูกฝังกลบไปใต้ดินอันเย็นเยียบเมื่อหลายเดือนก่อน? หรือว่าความรู้สึกผิดและจิตหลอนกำลังเล่นตลกกับสมองของเขาอีกครั้ง? รินรดาก้าวเข้ามาในชุดราตรีผ้าไหมสีดำสนิท ไหล่เนียนเรียบถูกเปิดเปลือยภายใต้แสงไฟสปอตไลท์ เครื่องเพชรราคาแพงระยับบนลำคอระหงไม่ได้ทำให้เธอดูงดงามอ่อนหวานเหมือนในอดีตที่เคยเป็นเงาไร้ค่าในบ้านหลังนั้น ตรงกันข้าม... ดวงตาคู่คมที่ทอดมองตรงมามีความเย็นชา ไร้ความรู้สึก และคมกริบเสียยิ่งกว่าใบมีดโกน รอยยิ้มที่มุมปากของเธอไม่ได้ฉาบด้วยไมตรีจิต แต่มันคือรอยยิ้มของผู้ล่าที่พบเหยื่ออันโอชะในกรงขัง เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ทั่วห้องโถง บรรดาไฮโซและหุ้นส่วนธุรกิจต่างหันมามองหน้ากันด้วยความตกตะลึง บางคนจำได้ว่าเธอคืออดีตภรรยาที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหลังข่าวการหย่าร้างอันอื้อฉาว บ้างก็คิดว่าเธอเสียชีวิตไปแล้ว แต่ในวินาทีนี้... รินรดากลับยืนอยู่ ณ ที่นี่ ท่ามกลางงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสามีเก่า ด้วยท่าทีที่ประกาศชัดเจนว่าเธอไม่ได้มาเพื่อแสดงความยินดี แต่มาเพื่อทวงคืน ธันวาก้าวขาไม่ออก เขารู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้นด้วยเสาเข็มแห่งความจริงอันน่าสะพรึงกลัว ร่างสูงใหญ่สั่นเทาเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวพยายามฝืนควบคุม ไวน์แดงในแก้วกระฉอกรดหลังมือ แต่เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด สายตาของเขาสบเข้ากับดวงตาสีนิลคู่สวยที่เต็มไปด้วยความแค้นฝังหุ่นของอดีตภรรยา รินรดาไม่หลบตา เธอก้าวเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ฝีเท้าของเธอมั่นคงและทรงพลัง ทุกย่างก้าวคือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีที่ธันวาเคยสร้างขึ้นมาตลอดหลายปี ท่ามกลางความตกตะลึงของแขกเหรื่อที่พากันหลีกทางให้เธอราวกับแหวกทางให้มัจจุราช "คุณ... รินรดา?" เสียงของธันวาแหบพร่า เล็ดลอดออกมาจากไรฟันที่ขบเข้าหากันแน่น ความเย่อหยิ่งทระนงตนของนักบริหารหนุ่มมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงชายผู้พ่ายแพ้ต่อภาพหลอนที่กลายมาเป็นเนื้อหนังมังสาตรงหน้า รินรดาหยุดยืนห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบผสมกลิ่นอายความเย็นชาลอยแตะจมูกเขา มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่โชยมาในห้องนอนคืนนั้น... คืนที่เขาเกือบเสียสติ "ตกใจมากเลยเหรอคะ ธันวา" น้ำเสียงของเธอหวานหยาดเยิ้มแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาคู่นั้นกวาดมองชุดสูทราคาแพงของเขาด้วยแววตาสสมเพชเวทนาอย่างไม่ปิดบัง "ทำหน้าเหมือนเห็นผีไปได้ ทั้งๆ ที่... คุณควรจะดีใจไม่ใช่เหรอคะที่ได้เห็นภรรยาเก่าคนนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง" ธันวากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก สมองของเขารวนเร เขารู้สึกหายใจไม่ออก ราวกับออกซิเจนในห้องนี้ถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น "เธอ... เธอรอดมาได้อย่างไร... ที่งานศพ... ฉันเห็น..." "คุณเห็นฉันตายใช่ไหมคะ?" รินรดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจของคนฟัง "ความตายมันง่ายเกินไปสำหรับคนอย่างฉันค่ะ ธันวา... และมันก็ยังเร็วเกินไปสำหรับคนที่ยังสะสางบัญชีแค้นไม่จบ" เธอยื่นมือเรียวบางที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตออกไปแตะที่ปกเสื้อสูทของเขาเบาๆ เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ธันวาก็สะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต ความเย็นยะเยือกจากตัวเธอแผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้าเข้ามาถึงผิวหนัง "ยินดีด้วยนะคะกับความสำเร็จของบริษัท... แต่อย่าเพิ่งรีบฉลองนานนักล่ะค่ะ" รินรดาโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงกระซิบที่สั่นประสาทที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินในชีวิต "เพราะของขวัญชิ้นจริง... ที่ฉันเตรียมไว้ให้คุณ มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเองค่ะ" ธันวายืนแข็งทื่อ ขยับตัวไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว ขณะที่รินรดาผละออกไปพร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยัน เธอกำลังจะเดินผ่านเขาไปเพื่อกลกลืนหายเข้าไปในฝูงชน ทว่าจังหวะนั้นเอง... ประตูห้องโถงที่ปิดสนิทไปแล้วกลับเปิดผางขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงฝีเท้าเล็กๆ และเสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยราวสามขวบที่วิ่งตามหาแม่เข้ามาในงาน "คุณแม่ครับ! รอผมด้วยสิครับ!" เด็กชายตัวน้อยหยุดยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้ารินรดา ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นถอดแบบมาจากธันวาในวัยเด็กราวกับพิมพ์เดียวกัน ทว่าดวงตากลับคมกริบและเย็นชาไม่ต่างจากผู้เป็นแม่ และก่อนที่ธันวาจะได้ตั้งสติ เด็กชายคนนั้นก็หันมาสบตากับเขา พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก... รอยยิ้มที่เป็นพิมพ์เดียวกับเขาไม่มีผิดเพี้ยน ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมดิ่งลึกไปกับความมืดมนในจิตใจของตัวละครด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญในกระจกเงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%