ก,แคร็ก...
เสียงไม้เนื้อแข็งลั่นรับน้ำหนักใต้ฝ่าเท้า ดังสะท้อนก้องกังวานในความมืดทึบของโถงทางเดินชั้นบน บรรยากาศภายในคฤหาสน์ยามวิกาลช่างเหน็บหนาวเสียจนลมหายใจพ่นออกมาเป็นไอจางๆ ธันวากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ กลีบปากหยักเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง ภาพรอยยิ้มของเด็กชายตัวน้อยที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากเขาเมื่อครู่ ยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตา ราวกับรอยแผลเป็นที่ถูกกรีดซ้ำลงบนรอยเดิม
เด็กคนนั้น... ดวงตาคู่นั้น...
มันไม่ใช่แค่ความคล้ายคลึง แต่มันคือกระจกเงาที่สะท้อนเงาของเขาในวัยเด็กออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด และนั่นหมายความว่า รินรดา... อดีตภรรยาผู้เคยจมดิ่งอยู่กับความเงียบงันและความเปราะบางคนนั้น ได้ซ่อนความลับอะไรบางอย่างเอาไว้ ตลอดหลายปีที่เขามองเห็นเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ
เป้าหมายของธันวาในยามวิกาลนี้ไม่ใช่ห้องนอนของตัวเอง แต่เป็นประตูไม้บานทึบที่ถูกลงกลอนหนาแน่น ณ สุดปลายทางเดินฝั่งตะวันตก—ห้องเก็บของที่ถูกปิดตายมาเนิ่นนานตั้งแต่พวกเขาย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันครั้งแรก รินรดาเคยบอกว่ามันเป็นห้องเก็บของเก่าที่ไม่มีอะไรสำคัญ แต่ทำไม... หัวใจของเขาถึงร่ำร้องว่าคำตอบทั้งหมดที่กำลังกัดกินวิญญาณของเขา ซ่อนอยู่หลังบานประตูที่ถูกพันธนาการด้วยแม่กุญแจเก่าคร่ำครึนี้
กุญแจดอกเล็กที่เขาแอบฉกฉวยมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงานของเธอ ส่งเสียงกระทบกันเบาหวิวในอุ้งมือที่ชื้นเหงือก
ธันวากลั้นหายใจ มือหนาสั่นเทาเล็กน้อยยามสอดดอกกุญแจเข้าไปในรูกุญแจที่ฝุ่นเกาะหนา มันฝืดเคืองจนต้องออกแรงบิดสุดกำลัง ก่อนที่เสียง "คลิก" หนักแน่นจะดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นอับชื้นที่โชยทะลักออกมาปะทะนาวิกโยคทันที กลิ่นอับที่ผสมผสานด้วยกลิ่นของกาลเวลา... และกลิ่นจางๆ ของบางสิ่งที่ชวนให้คลื่นไส้
เขาผลักบานประตูออกช้าๆ ความมืดมิดกลืนกินร่างของเขาเข้าไปราวกับสัตว์ร้ายอ้าปากรอเหยื่อ นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปกดสวิทต์ไฟข้างผนัง
แสงไฟสีส้มสลัวสาดส่องลงกระทบกับกองกล่องกระดาษและเฟอร์นิเจอร์เก่าที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาว ทว่า สิ่งที่ดึงดูดสายตาของธันวาให้หยุดนิ่ง ไม่ใช่ความรกรุงรังเหล่านั้น หากแต่เป็น "โต๊ะทำงานไม้สีเข้ม" ที่ตั้งอยู่กลางห้อง บนโต๊ะตัวนั้นไม่มีฝุ่นเกาะเลยแม้แต่น้อย ราวกับมีใครบางคนเพิ่งใช้งานมันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนนี้เอง
หัวใจของธันวากระตุกวูบ ฝ่ายชายก้าวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะทีละน้อยอย่างระมัดระวัง บนโต๊ะมีสมุดบันทึกปกหนังสีดำเล่มหนึ่งวางอยู่ พร้อมกับกรอบรูปคว่ำหน้าเอาไว้
ความลังเลฉายชัดในแววตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ธันวาไม่รู้เลยว่าเขากำลังกลัวอะไรระหว่าง "ความจริง" ที่เขาอาจไม่มีวันรับไหว กับ "ภาพเงา" ของอดีตที่เขาเป็นคนทำลายมันด้วยมือของตัวเอง
มือหนาเอื้อมไปพลิกกรอบรูปนั้นขึ้นมา
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ลมหายใจของธันวาขาดห้วยไปชั่วขณะ รินรดาในชุดคล้องคอสีขาว รอยยิ้มบนใบหน้าของเธองดงามและสดใสจนเจิดจ้า ทว่าที่สะดุดตาที่สุดคือช่วงท้องที่นูนเด่นชัดเจน—เธอกำลังตั้งครรภ์... ตั้งครรภ์ในย่วงเวลาที่เขาเคยตอกย้ำซ้ำๆ ว่าเธอไม่มีค่าพอแม้แต่จะมีทายาทให้ตระกูลใหญ่โตของเขา
หยาดน้ำตาอุ่นร้อนรินไหลลงมาอาบแก้มสากของชายหนุ่มโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินหัวใจมาตลอดหลายเดือน พลุ่งพล่านขึ้นมาจนจุกแน่นที่ลำคอ เขาจำได้ดี... ในช่วงเวลานั้น เขาเย็นชาใส่เธอแค่ไหน เขาผลักไส ไล่ส่ง และทำลายทุกความรู้สึกของเธออย่างไร้ความปรานี
ธันวาผละสายตาจากกรอบรูปด้วยความเจ็บปวดร้าวราญ ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดสมุดบันทึกปกหนังสีดำเล่มนั้นออก หน้ากระดาษทุกหน้าเต็มไปด้วยลายมือคุ้นตา ลายมือของรินรดาที่บรรจงเขียนความรู้สึกในแต่ละวัน
*“วันที่ 14 ตุลาคม... ฝนตกหนักมาก คุณธันวากลับบ้านดึกอีกแล้ว เขาบอกว่าฉันน่ารำคาญ รำคาญเสียงร้องไห้ของฉัน รำคาญที่เห็นฉันอยู่ร่วมบ้าน... แต่เขาไม่รู้เลยว่า ในท้องของฉันตอนนี้ มีอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังเติบโตขึ้นมาพร้อมกับหัวใจที่แตกสลายของแม่”*
*“วันที่ 2 พฤศจิกายน... วันนี้ฉันแพ้ท้องอย่างหนักจนลุกไม่ไหว โทรหาเขาแต่เขาตัดสายทิ้ง ข้อความตอบกลับมาสั้นๆ ว่า ‘อย่าสำออย’... ลูกจ๋า แม่ขอโทษนะลูก ที่หนูต้องมาทนรับความเย็นชาจากผู้ชายใจร้ายคนนี้”*
*“วันที่ 20 ธันวาคม... ธันวา คุณจำไม่ได้ใช่ไหมคะว่าวันนี้วันอะไร? วันครบรอบแต่งงานของเราไงล่ะ... แต่คุณอยู่กับผู้หญิงคนอื่น ฉันนั่งรอคุณอยู่ที่โต๊ะอาหารจนอาหารเย็นชืด เช่นเดียวกับหัวใจของฉันที่ตอนนี้มันด้านชาจนไม่เหลือความรู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว... ขอบคุณความเย็นชาของคุณนะธันวา ที่ทำให้ฉันกลายเป็นคนใหม่... คนที่จะไม่มีวันยอมก้มหัวให้คุณอีกต่อไป”*
ทุกตัวอักษรกรีดลึกลงไปในเนื้อหนังมังสาของธันวา ราวกับมีใครเอาเข็มเล่มใหญ่มาทิ่มแทงซ้ำๆ ที่กลางอก เขาอ่านมันด้วยความรู้สึกที่แหลกสลาย ผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าอ่อนแอและโง่เขลา แท้จริงแล้วถูกความโหดร้ายของเขากลืนกินจนหมดสิ้น แล้วสร้างปีศาจตัวใหม่ขึ้นมาจากเศษซากความเจ็บปวด
ทว่า... ท่ามกลางความเงียบงันและเสียงสะอื้นไห้ในใจของธันวา สายตาก็เหลือบไปเห็นข้อความบรรทัดสุดท้ายในหน้ากระดาษแผ่นรองสุดท้ายของสมุดบันทึก ซึ่งถูกเขียนด้วยหมึกสีแดงเข้ม... สีที่ดูคล้ายกับคราบสนิม และส่งกลิ่นคาวคลุ้งแปลกประหลาด
*“ความตายไม่ใช่จุดจบของความแค้น... ธันวา คุณเตรียมตัวชดใช้ลมหายใจทุกวินาทีที่คุณเคยพรากไปจากฉันหรือยัง?”*
กึก!
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นที่หน้าประตูห้องเก็บของ ธันวาชะงักกึก หัวใจร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขารีบเงยหน้าขึ้นมองความมืดเบื้องหน้าอย่างตื่นตระหนก
แสงไฟนีออนจากโถงทางเดินด้านนอกกะพริบไหววับ ก่อนจะดับลงสนิท เหลือเพียงความมืดมิดที่เข้าโอบล้อมห้องเก็บของแห่งนี้ไว้จนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วของตัวเอง และในความเงียบงันนั้น กลิ่นอายของความตายก็โชยเข้าเตะจมูกอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังขึ้นชิดใบหูของเขา...
*“หาของที่อยากเจอ... เจอแล้วใช่ไหมคะ ที่รัก?”*
ลมหายใจของธันวาขาดห้วย ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เมื่อปลายนิ้วเย็นเฉียบราศจากอุณหภูมิของมนุษย์ แตะลงบนต้นคอของเขาอย่างแผ่วเบา... พร้อมกับรอยยิ้มที่กรีดลึกอยู่ในความมืดมิด
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ
เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญในกระจกเงา•ตอนที่ 6
กลิ่นอายความตาย
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญในกระจกเงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!