เสียงหัวเราะคิกคักที่ดังแว่วมาจากโถงทางเดินชั้นสอง ไม่ได้ทำให้ธันวาตื่นตัวด้วยความรู้สึกเอ็นดู หากแต่เป็นความหนาบดบังขั้วหัวใจที่บีบรัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายจางๆ ของน้ำหอมกลิ่นดอกการ์ดิเนีย—กลิ่นที่เขาเคยแสดงความรังเกียจนักหนาในวันที่รินรดายังมีชีวิตอยู่—บัดนี้กลับลอยวนอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวที่ปิดทึบ
ผู้ชายที่ใครต่อใครในแวดวงธุรกิจต่างยกย่องว่าไร้พ่ายและไร้หัวใจ กำลังใช้มือสั่นเทากดปิดเอกสารบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างลนลาน ดวงตาคมกริบที่เคยตวัดมองภรรยาด้วยความเย็นชา บัดนี้เบิกกว้างด้วยความหวาดระแวง เขาพยายามบอกตัวเองว่าภาพที่เห็นเมื่อครู่เป็นเพียงอาการประสาทหลอนจากความเครียดสะสม สมองของเขาเพียงแค่เล่นตลกเพราะความรู้สึกผิดที่ยังคงกัดกินในยามดึกสงัด... ใช่ มันต้องเป็นอย่างนั้น
"คุณกำลังกลัวอะไรอยู่หรือคะ ธันวา..."
เสียงกระซิบแผ่วเบาดั่งสายลมหนาวพัดผ่านต้นคอ ร่างสูงผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้หนังราคาแพงจนมันไถลไปกระแทกกับชั้นหนังสือด้านหลังเสียงดังสนั่น ธันวาหันขวับกลับไปมอง ทว่าความว่างเปล่าและความมืดสลัวของห้องทำงานกลับต้อนรับเขาด้วยความเงียบงัน มีเพียงเงาสะท้อนของตัวเขาเองในกระจกเงาบานใหญ่ริมผนัง—เงาของผู้ชายที่ใบซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำ และเต็มไปด้วยรอยร้าวที่ไม่มีวันประสาน
เขาเดินตรงไปยังกระจกบานนั้นด้วยความรู้สึกหงุดหงิดระคนหวาดกลัว ฝ่ามือหนายกขึ้นหมายจะทุบลงไปเพื่อทำลายภาพหลอนตรงหน้า แต่แล้ว... ปลายนิ้วที่แตะลงบนผิวคริสตัลเย็นเฉียบกลับพบกับความแปลกประหลาด
รอยเปื้อนสีแดงจางๆ คล้ายรอยลิปสติกรูปเรียวปากประทับอยู่บนกระจกตรงตำแหน่งริมฝีปากของเงาสะท้อนพอดี ทั้งที่ในห้องนี้ไม่มีผู้หญิงคนอื่น นอกจากเขา... และเสียงหัวเราะของเด็กน้อยที่ยังคงดังลอดมาจากห้องนอนใหญ่ที่เคยเป็นของรินรดา
"เหลိုးไหล... สติฉันคงฟั่นเฟือนไปกันใหญ่แล้ว" ธันวาพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเทาอย่างน่าสมเพช
เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะตัดสินใจก้าวออกจากห้องทำงาน เดินตรงไปยังห้องนอนใหญ่ที่ถูกปิดตายมาตลอดนับตั้งแต่โศกนาฏกรรมเมื่อหเดือนก่อน กุญแจสำรองที่เขาเก็บไว้ในลิ้นชักลับถูกหยิบออกมาด้วยมือที่สั่นระริก ลูกบิดประตูโลหะเย็นเฉียบดั่งน้ำแข็ง และทันทีที่มันถูกหมุนเปิดออก กลิ่นอายความทรงจำที่เขาพยายามฝังกลบก็โถมเข้าใส่จนเซถอยหลัง
ภายในห้องไม่ได้มืดมิดและมีฝุ่นเกาะอย่างที่ควรจะเป็น แสงจันทร์สีนวลที่ลอดผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเผยให้เห็นภาพที่ทำให้หัวใจของธันวาแทบหยุดเต้น
บนเตียงนอนขนาดใหญ่... ร่างระหงในชุดนอนผ้าไหมสีมุกนั่งพิงหัวเตียง เส้นผมยาวสลวยสีดำสนิทแผ่สยายราวกับม่านหมอกยามวิกาล ในอ้อมแขนของเธอคือร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงวัยราวสองขวบเศษ ใบหน้าจิ้มลิ้มแก้มป่องกำลังซบหลับตาพริ้มอยู่บนอกนุ่มนวลนั้น
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ลมหายใจของเขาสะดุดกึก "ริน... รินรดา?"
ร่างที่นั่งอยู่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยไร้ประกายความสุขในอيامที่ยังอยู่กินด้วยกัน บัดนี้กลับพราวระยับด้วยรอยยิ้มเยียบเย็นที่ส่งไม่ถึงดวงตา เธอกอดกระชับร่างเล็กในอ้อมแขนแน่นขึ้น ราวกับกำลังปกป้องสมบัติล้ำค่าที่สุดจากปีศาจใจร้ายอย่างเขา
"แปลกจังนะคะ ทั้งๆ ที่คุณบอกว่าไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าฉัน ไม่อยากได้ยินแม้แต่เสียงหายใจ... แต่ทำไมคืนนี้ ถึงได้เดินตามหาฉันมาจนถึงห้องนี้ได้ล่ะคะ คุณธันวา" น้ำเสียงหวานใสแต่แฝงด้วยความเย็นชาบาดลึกเอ่ยขึ้น ทำเอาคนที่ยืนอยู่หน้าประตูรู้สึกราวกับถูกตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง
"เธอ... เธอเข้ามาได้ยังไง นี่มันบ้านของฉัน ลูกกุญแจอยู่กับฉัน..." ธันวาเค้นเสียงแข็งเพื่อปกปิดความหวาดกลัวที่กำลังกัดกินวิญญาณ แต่คำพูดของเขากลับดูไร้พลังเมื่อเผชิญหน้ากับแววตานิ่งสนิทคู่นั้น
"บ้านของคุณหรือคะ?" รินรดาหัวسเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูไพเราะแต่กลับน่าขนลุก "น่าขันทwดีนะคะ พื้นที่ทุกตารางเมตรในบ้านหลังนี้ หยาดน้ำตาที่ฉันเคยหลั่งรินทุกคืนวัน ความเจ็บปวดทรมานที่คุณมอบให้... ทุกอย่างมันคือของฉันต่างหากค่ะ ธันวา คุณเป็นแค่ผู้อาศัยชั่วคราวในความแค้นของฉันเท่านั้นเอง"
"อย่ามาพูดจาเพ้อเจ้อ!" เขาตะคอกเสียงดัง หวังจะกลบเกลื่อนความสั่นไหวในใจ "รินรดาตายไปแล้ว! ตำรวจสรุปสำนวนแล้ว ร่างของเธออยู่ในกองเพลิง... เธอเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ได้!"
รินรดาไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย เธอก้มลงมองเด็กหญิงในอ้อมแขนด้วยความอ่อนโยนผิดกับแววตาที่ใช้มองเขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาตรงๆ
"ถ้าฉันตายไปแล้วจริงๆ แล้วเด็กผู้หญิงคนนี้... ลูกสาวที่คุณไม่เคยแม้แต่จะชายตากล่าวถึงในวันที่เธอยังอยู่ในครรภ์... เป็นลูกของใครกันล่ะคะ?"
ธันวารู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม ขาทั้งสองข้างทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นพรมอย่างไม่เป็นท่า ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อคำพูดของเธอเชื่อมโยงกับความจริงบางอย่างที่เขาพยายามปฏิเสธมาตลอด
ภาพถ่ายใบหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากผ้าห่มสีขาวปลิวมาแทบเท้าของเขา ธันวาก้มลงมองด้วยมือที่สั่นเทา ภาพถ่ายโพลารอยด์เก่าๆ ที่ด้านหลังมีลายมือคุ้นตาเขียนไว้ด้วยหมึกสีดำ
*'แด่คุณปผู้ใจร้าย... หวังว่าสักวันคุณจะจำลูกสาวที่ชื่อ "รินตา" คนนี้ได้'*
ธันวาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวบนเตียงด้วยความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงมาตรงหน้า ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาหัวใจวายยิ่งกว่าคือภาพสะท้อนในกระจกเงาด้านหลังเตียงนอน—กระจกที่ไม่มีเงาของรินรดา... แต่มีเงาของใครอีกคนที่กำลังยืนซ้อนหลังเขา พร้อมกับเสียงกระซิบข้างหูที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
*"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะ... คุณพ่อผู้แสนดี"*
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกสู่ความมืดมิดนี้ไป1ด้วยกันนะคะ ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ)
เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญในกระจกเงา•ตอนที่ 4
ความเย็นชาที่เคยเป็นอาวุธ
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญในกระจกเงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!