เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญในกระจกเงา•ตอนที่ 3

รอยร้าวที่มองไม่เห็น

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
กระดาษแผ่นนั้นกรอบเกรียมราวกับถูกแผดเผาด้วยไฟแห่งความพินาศ ตัวอักษรสีดำบนหัวกระดาษผลตรวจ DNA ฉบับจริงไม่ได้เป็นเพียงแค่หมึกพิมพ์ แต่มันคือคมมีดที่กรีดลึกลงไปในเนื้อเยื่อหัวใจของธันวาจนแหลกละเอียด ความเงียบงันภายในห้องนอนใหญ่แผ่ขยายกว้างออกไปราวกับหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ที่ลำคอ เม็ดเหงื่อกาฬผุดซึมเต็มกรอบหน้าคมคายที่บิดเบี้ยวด้วยความหวาดผวา *“ของขวัญชิ้นสุดท้าย… จากคนที่เธอเคยฆ่า”* ลายมือหวัดๆ นั้นตอกย้ำภาพความทรงจำสีเลือดในคืนวันอุบัติเหตุ คืนที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งภรรยาผู้ไร้เดียงสาออกไปเผชิญความมืดมิดโดยไม่แม้แต่จะเหลียวแล รินรดาในอดีตคือเงาจางๆ ที่เขาเหยียบย่ำ แต่รินรดาในตอนนี้… กำลังกลับมาทวงลมหายใจของเขาคืนทีละน้อย "คุณอ่านมันจบหรือยังคะ ธันวา" เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้นจากมุมมืดของห้องแต่งตัว ธันวาสสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต เขารีบหันขวับไปมองตามต้นเสียง หัวใจเต้นรำด้วยจังหวะที่บ้าคลั่งจนแทบจะทะลักออกมานอกอก รินรดาก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัว ชายกระโปรงสีดำสนิทลากผ่านพื้นไม้ปาร์เกต์ราวกับพญายมที่กำลังเดินตรวจตราอาณาเขต แววตาของเธอนิ่งสนิท ไร้ซึ่งประกายความรัก ความโกรธ หรือแม้แต่ความเกลียดชัง—มันว่างเปล่าจนน่ากลัว ว่างเปล่าเสียจนคนที่ยืนเผชิญหน้าอย่างเขาต้องรู้สึกหนาบ่าและเสียวสันหลังวาบ "ริน..." ธันวาเค้นเสียงออกมาได้เพียงเท่านั้น ลำคอของเขาแห้งผาก ร่างสูงใหญ่ที่เคยผยองในโลกธุรกิจกลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ มือหนาที่ถือกระดาษแผ่นนั้นกำเข้าหากันแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ "นี่มัน... หมายความว่ายังไง ผลตรวจนี่... มันคืออะไรกัน!" รินรดายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตาเลยสักนิด เธอก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นกายหอมเย็นยะเยือกที่เขาคุ้นเคยในอดีตบัดนี้กลับกลายเป็นกลิ่นอายของความตายและความทรงจำอันเน่าเฟะ "แปลว่าอะไรอย่างนั้นหรือคะ..." เธอทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบแต่กดดันทุกอณูอากาศ "แปลว่าตลอดเวลาที่คุณคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ เป็นสามีผู้แสนดีที่ต้องทนอยู่กับภรรยาไร้ค่าคนหนึ่ง คุณนั่นแหละค่ะ... ที่เป็นคนฆ่าลูกในท้องของตัวเองด้วยมือของคุณเอง" คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าปักอกธันวาอย่างแม่นยำ เขารู้สึกเหมือนถูกค้อนเหล็กทุบซ้ำลงที่แผลเก่า ภาพเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อนย้อนกลับมาในหัวเป็นฉากๆ วันที่รินรดาร้องขอความเห็นใจ วันที่เธอกอดขาเขาและบอกว่ากำลังจะมีเลือดเนื้อเชื้อไขของเขานิ่งนอนอยู่ในครรภ์ แต่เขากลับตราหน้าว่าเเป็นเรื่องโกหกเพื่อเรียกร้องความสนใจ เป็นมารยาของหญิงสาวที่น่าสมเพช… และไล่เธอออกไปจากบ้านในคืนที่ฝนตกกระหน่ำ "ไม่... ไม่จริง" ธันวาส่ายหัวระรัว ดวงตาแดงก่ำด้วยความเจ็บปวดและตื่นตระหนก เขาก้าวเข้าไปหาเธอหมายจะคว้าแขนเรียวนั้นไว้เพื่อเค้นหาความจริง แต่รินรดากลับถอยหลังหลบอย่างรังเกียจ ราวกับสัมผัสของเขาคือสิ่งสกปรกโสโครกที่เธอไม่อาจทนทาน "อย่ามาแตะต้องตัวฉันด้วยมือคู่นั้นค่ะ" เธอกล่าวเสียงต่ำ แววตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "มือที่เคยผลักไสเด็กตาดำๆ คนหนึ่งให้ต้องดับสลายไปก่อนที่จะได้ลืมตาดูโลก คุณลืมไปแล้วหรือคะว่าคืนนั้นคุณพูดอะไรกับฉันบ้าง... *'ถ้าอยากจะไปตายที่ไหนก็ไป อย่ามาตายขวางหูขวางตาฉันที่นี่'*... จำได้ไหมคะ ธันวา?" เสียงทุ้มนุ่มที่เคยเอ่ยถ้อยคำเชือดเฉือนในอดีตสะท้อนก้องขึ้นมาในโสตประสาทของธันวา ราวกับวิญญาณร้ายกำลังกระซิบกราบอยู่ที่ข้างหู เขาเซถอยหลังจนสะดุดเข้ากับขอบเตียง ล้มลงไปนั่งกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ ความเข้มแข็งและอำนาจที่เขาสั่งสมมานานนับปีพังทลายลงในพริบตาต่อหน้าผู้หญิงคนที่เขาเคยเหยียบย่ำ "ริน... ผมขอโทษ" เสียงของเขาแหบพร่า น้ำตาของผู้ชายที่หลั่งออกมาจากความสำนึกผิดและหวาดกลัวไหลอาบแก้ม "ผมไม่รู้... ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเขามีตัวตนอยู่ ผมคิดว่า... ผมคิดว่าคุณแค่โกหก..." "คำขอโทษของคุณมันมีค่าเท่ากับเศษขยะค่ะ" รินรดาย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเขา เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจเย็นเฉียบปะทะเข้ากับพวงแก้มของอดีตสามี "และจำไว้... ว่าสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่ตอนนี้ มันยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่คุณเคยทำกับฉันและลูก" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจสะอื้นไห้ของธันวาที่ดังสะท้อนก้องห้อง รินรดายืดตัวขึ้นเต็มความสูง เธอมองดูสภาพของอดีตสามีผู้ยิ่งใหญ่ที่บัดนี้ไม่ต่างอะไรจากสุนัขจนตรอกด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความปรานี ก่อนที่ธันวาจะทันได้เอ่ยคำใดแก้ตัว เสียงฝีเท้าเล็กๆ และเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กน้อยก็ดังขึ้นแว่วๆ จากทางเดินด้านนอกห้องนอน ประตูห้องที่เปิดแง้มไว้ปรากฏร่างเล็กป้อมของเด็กหญิงวัยราวสามขวบคนหนึ่ง ในชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ ดวงตากลมโตและจมูกโด่งรั้นถอดแบบมาจากธันวาไม่มีเพี้ยน กำลังวิ่งถือตุ๊กตากระต่ายเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าห้อง ธันวาเบิกตากว้างจนแทบถลน ลมหายใจของเขาหยุดชะงักลงทันทีเมื่อมองเห็นเด็กหญิงคนนั้น หัวใจที่กำลังแตกสลายกลับถูกกระชากอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เมื่อรินรดาหันไปยิ้มให้เด็กน้อยด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุด—รอยยิ้มที่ไม่เคยมีให้เขาเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิตคู่ "มานี่สิคะ ลูกรัก..." รินรดาเอ่ยเสียงอ่อนโยนพลางกวักมือเรียก "มาหาหม่าม้าค่ะ... แล้วช่วยบอกคุณป๋าเขาหน่อยสิคะ ว่าหนูเป็นใครกันแน่" ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมดิ่งลึกไปกับความเจ็บปวดครั้งนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญในกระจกเงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%