กลิ่นอายความอับชื้นของหยาดฝนเมื่อคืนยังคงลอยวนอยู่ในห้องนอนใหญ่ที่เงียบงันราวกับห้องใต้ดินของสุสาน ธันวานั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงสไตล์โมเดิร์นที่เขาเคยคิดว่ามันหรูหราและสมบูรณ์แบบที่สุดในชีวิต ความเย็นเยียบจากพื้นไม้ปาร์เกต์เนื้อดีแล่นพล่านขึ้นมาตามเรียวขา ไต่ลึกผ่านกระดูกสันหลังจนถึงต้นคอ แต่ความหนาวเหน็บนั้นยังเทียบไม่ได้เลยกับความว่างเปล่าและภาพหลอนที่ยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตา
เด็กชายตัวน้อยคนนั้น... ดวงตากลมโตที่สะท้อนเงาของเขาอย่างแม่นยำ และรอยยิ้มจางๆ ที่ประดับอยู่บนเรียวปากเล็กๆ ก่อนจะเลือนหายไปพร้อมกับเงาร่างของรินรดา อดีตภรรยาที่เขาเคยตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นเพียงส่วนเกินในคฤหาสน์หลังนี้
"ภาพหลอน... มันก็แค่ความเครียดจากการทำงานหนัก" ธันวาพึมพำกับความว่างเปล่า เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครืออย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิตนักบริหารผู้ไร้พ่าย
ชายหนุ่มขยี้ขมับทั้งสองข้างอย่างแรง ราวกับต้องการลบภาพเหตุการณ์เมื่อคืนออกจากสมอง แต่ยิ่งพยายามลืม ภาพใบหน้าจิ้มลิ้มที่โครงหน้าถอดแบบมาจากเขาราวกับพิมพ์เดียวกันก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นมาในความรู้สึก ลมหายใจของเขากระชั้นถี่ สัญชาตญาณดิบภายในตัวกำลังกรีดร้องเตือนว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ที่เขาเคยคิดว่าตนเองเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ
เขาตัดสินใจลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเดินไปยังห้องแต่งตัวและมุมโต๊ะเครื่องแป้งโบราณ—เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดียวที่รินรดายืนกรานว่าจะไม่ยอมทิ้งไว้ และเขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจจะขนมันไปทิ้งในตอนที่เธอ ‘จากไป’ ในคราวนั้น กระจกเงาบานใหญ่กรอบไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรแต่มืดหม่น ตั้งตระหง่านสะท้อนภาพห้องนอนที่เงียบเชียบ
ธันวาหยุดยืนอยู่หน้ากระจกบานนั้น มือหนาสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่เขายื่นออกไปสัมผัสผิวแก้วที่เย็นเยียบ
ทันใดนั้นเอง ผิวเงากระจกที่ควรจะสะท้อนภาพใบหน้าเคร่งเครียดของเขา กลับเกิดระลอกคลื่นราวกับผิวน้ำในยามที่ถูกโยนก้อนหินลงไป ภาพสะท้อนของธันวาในกระจกไม่ได้ขยับตามท่าทางที่เขากำลังทำอยู่ แต่มันกลับยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน—รอยยิ้มที่เขาคุ้นเคยดีว่าเป็นของใคร
รินรดา... ผู้หญิงคนที่เขาเคยผลักไสอย่างไร้เยื่อใย
"เธอต้องการอะไรกันแน่..." ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบแดงก่ำด้วยความโกรธและหวาดผวาในเวลาเดียวกัน "ริน... ถ้าเธอยังไม่ตาย ก็ออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง อย่ามาเล่นตื้นๆ แบบนี้!"
ความเงียบคือคำตอบเดียวที่สะท้อนกลับมา แต่ทว่า... บรรยากาศภายในห้องกลับลดฮวบลงจนลมหายใจของเขากลายเป็นไอสีขาวจางๆ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิอียิปต์—กลิ่นประจำตัวที่รินรดามักจะใช้เสมอเมื่อครั้งที่เธอยังมีชีวิตอยู่—ลอยอบอวลเข้ามาแตะจมูกอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่ห้องนี้ไม่มีดอกไม้ชนิดนั้นมานานนับปีแล้ว
ธันวากัดฟันกรอด หัวใจเต้นโครมครามราจะทะลุออกมานอกอก ความเย่อหยิ่งและอีโก้ที่เคยค้ำคอมาตลอดชีวิตถูกความกลัวกัดกินจนไม่เหลือชิ้นดี เขายื่นมือออกไปหมายจะกระชากกรอบกระจกบานนั้นให้หลุดออกจากผนังเพื่อทำลายมันให้สิ้นซาก แต่ทว่า... ปลายนิ้วของเขากลับสัมผัสได้ถึงความอุ่นประหลาดจากผิวแก้ว แทนที่จะเป็นความเย็นเฉียบเช่นเมื่อครู่
ครู่ต่อมา ภาพในกระจกก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
มันไม่ใช่ภาพห้องนอนของเขาอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นภาพห้องคลอดสีขาวโพลนในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเมื่อสองปีก่อน ภาพของหญิงสาวร่างผอมโซที่กำลังนอนร้องไห้ปริ่มขาดใจ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดและรอยยิ้มแห่งความสิ้นหวัง ขณะที่พยาบาลอุ้อมทารกน้อยออกจากอ้อมอกของเธอไปโดยที่เธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอื้อมมือไปคว้าไว้ เสียงสะอื้นไห้ปะปนกับเสียงหัวใจที่แตกสลายดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของธันวา ราวกับมันกำลังถูกกรอซ้ำด้วยความเร็วสูงเพื่อย้ำเตือนถึงบาปมหันต์ที่เขาเป็นผู้ก่อขึ้นด้วยมือของตนเอง
"ไม่... ไม่จริง..." ธันวาส่ายหัวระรัว ถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังไปกระแทกกับผนังห้องอีกด้านหนึ่ง ลมหายใจขาดห้วง ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต วันที่เขาเคยเซ็นเอกสารปฏิเสธการดูแลและปัดความรับผิดชอบทุกอย่าง เพราะคิดว่าเด็กในท้องไม่ใช่สายเลือดของเขา วันที่เขาไล่เธอออกไปจากบ้านอย่างไร้ความปรานีในคืนที่พายุโหมกระหน่ำ
เสียงฝีเท้าเล็กๆ... ตึง... ตึง... ตึง...
ดังขึ้นมาจากทางระเบียงห้องนอนด้านนอก ทั้งๆ ที่ประตูถูกล็อคสนิทจากด้านในอย่างแน่นหนา
ธันวาตัวแข็งทื่อ สมองประมวลผลช้าลงราวกับถูกแช่แข็งด้วยความหวาดกลัว ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งจนก้าวไม่ออก สายตาจดจ้องไปยังประตูห้องนอนที่ค่อยๆ ถูกแง้มเปิดออกช้าๆ อย่างไร้เสียง แรงลมเย็นยะเยือกพัดผ่านเข้ามาพร้อมกับเงาร่างของเด็กชายตัวน้อยคนเดิม ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง นัยน์ตากลมโตใสแป๋วคู่นั้นมองตรงมาที่เขา ก่อนที่ริมฝีปากเล็กๆ จะขยับเปล่งเสียงเรียกคำที่ทำเอาวิญญาณของนักบริหารหนุ่มแทบหลุดออกจากร่าง
"คุณพ่อ... ทำไมถึงทิ้งพวกเราไปล่ะครับ..."
เสียงนั้น... ไม่ใช่เสียงของเด็กวัยสองขวบธรรมดา แต่เป็นเสียงที่สะท้อนซ้อนทับกันระหว่างเสียงเด็กและเสียงกระซิบอันเย็นเยียบของอดีตภรรยาผู้ล่วงลับ ธันวาเข่าทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง มือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมศีรษะที่ปวดร้าวราวกับจะระเบิด ในขณะที่เงามืดบนผนังห้องเริ่มบิดเบี้ยวและขยายใหญ่ขึ้น โอบล้อมรอบตัวเขาไว้ราวกับกรงขังแห่งความตายที่ไม่มีวันหลุดพ้น
และก่อนที่สติสัมปชัญญะครั้งสุดท้ายของเขาจะดับวูบลงในความมืดมิด ประตูห้องแต่งตัวที่ควรจะปิดตาย ก็เปิดผางออกอย่างแรง พร้อมกับกล่องไม้กำมะหยี่สีดำสนิทที่กลิ้งหล่นออกมาหยุดแทบเท้าของเขา บนฝากล่องนั้นมีเอกสารบางอย่างเสียบคาไว้ และเมื่อก้มลงมองผ่านสายตาที่พร่ามัว ตัวอักษรบนหัวกระดาษผลตรวจ DNA ฉบับจริงก็ปรากฏเด่นชัดเจนต่อหน้าต่อตา—ระบุความเป็นพ่อลูกร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างไม่100% เต็มประตู พร้อมกับข้อความด้วยลายมือคุ้นตาที่เขียนไว้ว่า... *'ของขวัญชิ้นสุดท้าย... จากคนที่เธอเคยฆ่า'*
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญในกระจกเงา•ตอนที่ 2
เงาสะท้อนที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญในกระจกเงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!