กลิ่นอายของความตายมักจะมีกลิ่นเฉพาะตัว... มันไม่ใช่กลิ่นของดอกไม้จันทน์หรือดินกลบหน้า แต่มันคือกลิ่นของความว่างเปล่าที่อบอวลอยู่ตามซอกมุมของคฤหาสน์หลังใหญ่โตมโหฬารแห่งนี้
รินรดากวาดสายตามองผ่านเลนส์แว่นตากันแดดสีชา ประตูเหล็กดัดลายวิจิตรของคฤหาสน์ตระกูลอัครเดชาภัทรเปิดออกต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเชื่องช้า ทว่าในความรู้สึกของเธอ มันเหมือนกรงขังมรณะที่เธอเคยหนีออกไปได้ครั้งหนึ่ง และในวันนี้... เธอย้อนกลับมาเพื่อเป็นผู้ถือลูกกรงขังคนอื่นแทน
ข่าวการเสียชีวิตของเธอในอุบัติเหตุรถยนต์ตกหน้าผาเมื่อสามเดือนก่อน ถูกเผยแพร่ไปทั่วหน้าสังคมไฮโซด้วยความอาลัยอาวรณ์จอมปลอม พวงหรีดนับร้อยถูกส่งมาประดับประดาในงานศพที่ไร้ร่างของผู้ตาย ธันวา อดีตสามีผู้เพียบพร้อมและเยียบเย็น คงคิดว่าเขาได้กำจัด "เศษเกิน" ที่น่ารำคาญออกไปจากชีวิตอย่างไร้ร่องรอยแล้ว... ช่างน่าขันสิ้นดีที่ความตายของเธอมันเป็นเพียงภาพลวงตา
รถยนต์ยุโรปสีดำสนิทเคลื่อนตัวเข้ามาจอดสนิทบนลานน้ำ fountains กลางคฤหาสน์ ประตูรถฝั่งผู้โดยสารเปิดออก รินรดาก้าวเท้าลงเหยียบบนพื้นหินอ่อนด้วยส้นสูงที่ส่งเสียงกระทบพื้นเป็นจังหวะหนักแน่นและมั่นคง ชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดีขับเน้นรูปร่างระหงที่ดูสง่างามและเปี่ยมด้วยอำนาจ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผู้หญิงเงียบขรึม เจียมเนื้อเจียมตัว และเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายในอดีต
"ขอโทษด้วยครับ พื้นที่ตรงนี้เป็นเขตส่วนบุคคลของตระกูลอัครเดชาภัทร ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอก..."
เสียงทุ้มต่ำของชายในชุดสูทสากลเอ่ยขึ้น พร้อมกับฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาขวางหน้า รินรดาค่อยๆ เลื่อนแว่นกันแดดสีชาลงช้าๆ เผยให้เห็นดวงตากลมโตที่เยียบเย็น ไร้ประกายความอ่อนโยนใดๆ ราวกับเศษกระจกเงาที่แตกละเอียดและบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
บอดี้การ์ดหนุ่มชะงักกึก ลมหายใจสะดุดทันทีที่สบเข้ากับดวงคู่นั้น ใบหน้าที่ถอดแบบมาจากภาพถ่ายบนข่าวหน้าหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน... ผู้หญิงที่ควรจะนอนเน่าเปื่อยอยู่ก้นเหวลึก กลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขาในสภาพที่ทรงพลังยิ่งกว่าภูตผีปีศาจ
"คุณ... คุณรินรดา..." เสียงของเขาขาดห้วง ใบหน้าซีดเผือกด้วยความหวาดกลัว
"จำฉันได้ด้วยเหรอคะ?" น้ำเสียงหวานแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุกเอ่ยขึ้น รินรดาก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย บีบให้ชายฉกรรจ์ต้องถอยหลังโดยไม่รู้ตัว "แปลกจัง... ทั้งๆ ที่สามีของฉันประกาศกร้าวกับคนทั้งโลกว่าฉันตายไปแล้วแท้ๆ แต่ทำไมพวกคุณถึงยังทำหน้าเหมือนเห็นผีเวลาเจอฉันล่ะคะ"
"มะ... ไม่ใช่ครับ... คือ... นายท่านไม่อนุญาตให้..."
"หลบไปค่ะ" รินรดาเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่น่าเกรงขามจนอีกฝ่ายไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เธอปัดไหล่ผ่านร่างของบอดี้การ์ดคนนั้นไปราวกับเขาเป็นเพียงฝุ่นผง ไร้ค่าเสียยิ่งกว่ากระดาษทิชชูใช้แล้ว
ภายในตัวคฤหาสน์ยังคงถูกตกแต่งด้วยโทนสีเทา ดำ และขาว สะท้อนรสนิยมอันเย็นชาและไร้หัวใจของเจ้าของบ้าน ทว่าบรรยากาศรอบตัวในยามนี้กลับกดดันและอึมครึมราวกับมีพายุฝนตั้งเค้า ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วโถงบันไดวนขนาดใหญ่ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังมาจากชั้นสอง
รินรดาเงยหน้าขึ้นมอง ผู้ชายที่เคยเป็นเจ้าของชีวิตและลมหายใจของเธอในอดีต ธันวาก้าวลงมาจากบันไดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบฉายแววหงุดหงิดที่ถูกรบกวนเวลาพักผ่อน แต่แล้ว... ฝีเท้าคู่นั้นก็หยุดชะงักกึกทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับร่างที่ยืนสงบนิ่งอยู่กลางโถงรับแขก
สีหน้าของธันวาเปลี่ยนจากความรำคาญกลายเป็นความตกตะลึงพรึงเพริด ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือกไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างราวกับไม่เชื่อสิ่งที่เห็นตรงหน้า ลมหายใจของนักบริหารหนุ่มผู้ไม่เคยสะทกสะท้านต่อสิ่งใด สะดุดกึกจนหน้าอกกระเพื่อมไหว
"ริน..." เสียงทุ้มแหบพร่าหลุดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทาเล็กน้อย ธันวาก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว มือหนาเผลอยึดราวบันไดไว้แน่นเพื่อพยุงร่างตัวเอง "เป็นไปไม่ได้... เธอ... เธอตายไปแล้ว ตำรวจยืนยันศพ..."
"ศพใครเหรอคะ?" รินรดาเอ่ยขัดขึ้น มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่มันคือรอยยิ้มของการพิพากษา "ศقผู้หญิงนิรนามที่ถูกไฟคลอกจนจำเค้าเดิมไม่ได้น่ะเหรอคะ? คุณธันวาผู้ฉลาดหลักแหลม... รีบปักใจเชื่อขนาดนั้น เพราะอยากให้ฉันตายเร็วๆ หรือเพราะกลัวความจริงบางอย่างกันแน่คะ"
ธันวากลืนก้อนอืดลงคอ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านไปตามสันหลัง ความเงียบงันระหว่างเขากับเธอในอดีตที่เต็มไปด้วยความกดดันและอำนาจที่เหนือกว่าของเขา บัดนี้มันถูกพลิกผันกลับตาลปัตร รินรดาในวันนี้ไม่ใช่ผู้หญิงที่นั่งกอดเข่าร้องไห้รอความสนใจจากเขาอีกต่อไปแล้ว เธอดูลึกลับ น่ากลัว และทรงพลัง ราวกับปีศาจที่ปีนขึ้นมาจากขุมนรกเพื่อทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่าง
"เธอต้องการอะไร..." ธันวาเค้นเสียงถาม พยายามตั้งสติและควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว แม้ว่าหัวใจของเขาจะเต้นรัวราวกำลังจะระเบิดออกนอกอก "ถ้าเธอยังไม่ตาย ทำไมถึงไม่ติดต่อมา ทำไมปล่อยให้ทุกคนเข้าใจผิด... เธอเล่นตลกอะไรอยู่ รินรดา!"
"เล่นตลกเหรอคะ?" รินรดาก้าวเข้าไปใกล้เขาเรื่อยๆ จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระรื่นหูผสมผสานกับความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ ทำให้ธันวารู้สึกหายใจไม่ออก "คนที่เล่นตลกกับชีวิตคนอื่นมากที่สุด... ก็คือคุณต่างหากล่ะคะ ธันวา"
เธอยกมือขึ้นแตะที่ปกเสื้อสูทของเขาเบาๆ ราจะปัดฝุ่นละอองที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสนั้นกลับทำให้ธันวารู้สึกเหมือนถูกคมมีดกรีดลงบนผิวเนื้อ
"สามเดือนก่อน คุณผลักฉันตกเหวทั้งเป็น... ทั้งในทางนิตินัยและพฤติกรรม คุณเป็นคนฆ่าฉันด้วยมือของคุณเอง" รินรดากระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาชิดริมหูของเขา แต่ทุกคำกลับก้องกังวานลึกลงไปในโสตประสาทของชายหนุ่ม "และในเมื่อฉันฟื้นคืนชีพกลับมาแล้ว... ฉันก็สัญญาค่ะ ว่านรกที่คุณสร้างไว้ให้ฉัน... คุณจะต้องลงไปสัมผืสมันทีละชั้น... จนกว่าจะแหลกสลายคามือฉัน"
ธันวาผะหนasถอยหลังด้วยความสะพรึงกลัว ดวงตาของเขาฉายแววสำนึกผิดและความเจ็บปวดที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างรุนแรง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยคำแก้ตัวใดๆ ออกมา เสียงฝีเท้าเล็กๆ ของเด็กน้อยคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านหลังห้องโถง พร้อมกับเสียงใสแจ๋วที่เอ่ยเรียกชื่อผู้เป็นแม่
"คุณแม่ครับ... คุณพ่ออยู่ไหนเหรอ ทำไมคุยกันเสียงดังจัง?"
ธันวาตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน เมื่อก้มลงมองตามเสียงนั้น ดวงตาคมกริบก็เบิกกว้างยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นเด็กชายวัยประมาณสองขวบ หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม และมีโครงหน้าที่ถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับพิมพ์เดียวกัน... ยืนอยู่เคียงข้างร่างเงาของอดีตภรรยาที่เขาคิดว่ากำจัดพ้นทางไปแล้วอย่างถาวร
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมดำดิ่งไปกับความมืดมนนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ — กระจกเงาต้องสาป
เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญในกระจกเงา•ตอนที่ 1
เสียงเรียกจากบานกระจก
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญในกระจกเงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!