กลิ่นอับชื้นของคุกหลวงผสมผสานกับกลิ่นฟางข้าวเก่าๆ ไม่ได้ทำให้บรรยากาศภายในห้องขังพิเศษนี้น่ารื่นรมย์ขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่คนที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนแคร่ไม้ไผ่กลับทำราวกับที่นี่เป็นห้องรับรองส่วนตัวในโรงเตี๊ยมชั้นนำ
"ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะ… ท่านพัศดีคนสวย"
ประโยคทิ้งท้ายจากเมื่อครู่ยังคงลอยวนอยู่ในโสตประสาท เซี่ยอวี้เหว่ยยืนนิ่งสนิท ดวงตากลมโตหงส์คู่นั้นหรี่แคบลงเล็กน้อย รังสีความเย็นเยียบแผ่ซ่านออกจากร่างจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด นางมิใช่สตรีอ่อนต่อโลกที่จะปล่อยให้คำหยอกล้อไร้สาระของนักโทษปากพล่อยมาสั่นคลอนความนิ่ง
มือเรียวบางภายใต้แขนเสื้อกว้างกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่องอขาวโพลน ฝีมือการควบคุมอารมณ์ที่ฝึกฝนมาแรมปีเกือบจะพังทลายลงในชั่วพริบตา ก็เพราะไอ้ท่าทีลอยชายไม่รู้ร้อนรู้หนาวของบุรุษเบื้องหน้านี่แหละ!
"ปากดีนักนะ มู่หรงอี้" อวี้เหว่ยเอ่ยเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณที่กดดันจนตะเกียงน้ำมันบนผนังไหววูบ "เจ้าคิดว่าที่นี่คือหอคณิกาหรือไร ถึงได้มีอารมณ์มาสำราญปากกับพัศดีผู้คุมนักโทษประหารเช่นข้า"
มู่หรงอี้หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงทุ้มต่ำนั้นนุ่มนวลราวกับเสียงดีดพิณ แต่มันกลับระคายหูสตรีผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบอย่างนางยิ่งนัก เขายืดตัวขึ้นช้าๆ ปัดเศษฟางออกจากอาภรณ์สีขาวที่ยับยู่ยี่เล็กน้อย แม้สภาพจะตกเป็นนักโทษ แต่ท่าทางองอาจและรัศมีที่กดดันคนรอบข้างโดยธรรมชาติกลับไม่ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
เซียนหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้ซี่กรงเหล็กทีละน้อย ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยประกายความสนุกสนาน ราวกับกำลังมองดูแมวป่าตัวน้อยที่กำลังแยกเขี้ยวใส่ตนอย่างจนมุม
"พัศดีคนสวย... เรียกข้าเสียไพเราะเพียงนี้ ข้าชักจะใจเต้นไม่เป็นจังหวะเสียแล้วสิ" มู่หรงอี้จงใจลากเสียงยาวอย่างยียวน สายตาแพรวพราวไล่สำรวจตั้งแต่ใบหน้างามที่บึ้งตึงด้วยความโกรธ ลงมายังลำคอระหง และหยุดอยู่ที่กระบี่ประจำตัวที่นางคาดไว้ที่เอว "ว่าแต่... ท่านพกกระบี่เล่มงามขนาดนั้น ไว้ใช้ป้องกันตัวจากนักโทษ หรือว่า... ใช้ไว้แก้เขินเวลาที่ข้าชมกันแน่เล่า?"
*ฉับ!*
ประกายแสงสีเงินวาบผ่านหน้ากรงเหล็กด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงแหวกอากาศแหลมคม ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ของอวี้เหว่ยหยุดห่างจากปลายจมูกโด่งเป็นสันของมู่หรงอี้เพียงแค่ลมหายใจกั้น รัศมีกระบี่ที่แผ่ซ่านออกมาเฉือนเส้นผมสีดำสนิทร่วงหล่นลงพื้นหนึ่งเส้นถ้วน
ทว่า... มู่หรงอี้กลับไม่แม้แต่จะกะพริบตา รอยยิ้มมุมปากยังคงประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างท้าทาย เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้คมกระบี่เสียจนแทบจะแนบชิด กล้าหาญจนน่าโมโห
"อืม... ฝีมือรวดเร็ว เด็ดขาด และงดงาม สมกับเป็นยอดพัศดีแห่งคุกหลวง" เขากระซิบเสียงพร่า แววตาคมกริบทอดมองนางด้วยความลึกล้ำที่อ่านไม่ออก "แต่การชักกระบี่ใส่หน้าบุรุษผู้ไร้ทางสู้เช่นนี้ ออกจะ... รุนแรงเกินไปหน่อยกระมังแม่นางเซี่ย"
อวี้เหว่ยกัดริมฝีปากแน่น หัวใจในอกเต้นกระหน่ำไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความโกรธและ... ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่นางไม่เคยเผชิญมาก่อน ใกล้ชิดเกินไปแล้ว! กลิ่นอายบุรุษจางๆ เจือกลิ่นอายเซียนที่หลงเหลืออยู่ปะปนกับกลิ่นอายความเย็นชาของนาง สร้างเคมีที่ร้อนรุ่มจนน่าประหลาด
"ข้าจะเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย มู่หรงอี้" อวี้เหว่ยกดเสียงต่ำ ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาพราวระยับนั้น "ที่นี่คือคุกหลวง ใต้หล้าไม่มีใครรอดพ้นจากเงื้อมมือของกฎหมาย หากเจ้ายังไม่หุบปากพล่อยๆ ของเจ้า อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!"
"กฎหมายหรือ?" มู่หรงอี้แค่นหัวเราะเบาๆ ดวงตาคู่นั้นทอประกายเย้ยหยันขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าสร้อยที่วับหายไปอย่างรวดเร็ว "สวรรค์ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับกฎหมายของมนุษย์เล่า... ท่านพัศดีผู้เคร่งครัด ท่านคิดจริงๆ หรือว่าคนที่ส่งข้ามาที่นี่ ต้องการแค่การกักขัง?"
คำพูดนั้นทำให้อวี้เหว่ยชะงักไปชั่วขณะ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางรู้ดีว่าคดีของมู่หรงอี้มีความซับซ้อนเกินกว่าขุนนางทั่วไปจะจัดการได้ การที่เซียนหนุ่มผู้มีพลังแก่กล้าจู่ๆ ก็สูญเสียพลังและถูกส่งตัวมายังคุกใต้ดินแห่งนี้โดยไม่มีคำสั่งประหารชีวิตที่ชัดเจน ย่อมต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่เน่าเฟะยิ่งกว่าศล
แต่กระนั้น นางก็ไม่อนุญาตให้ตัวเองแสดงความอ่อนแอหรือความสงสัยออกมาให้เขาเห็น
"เรื่องนั้นไม่ใช่ธุระอะไรของข้า หน้าที่ของข้าคือการเฝ้าขังเจ้าให้ดีจนกว่าจะมีคำสั่งเบื้องบน" อวี้เหว่ยสะบัดข้อมือ เก็บกระบี่เข้าฝักด้วยความรวดเร็วและงดงาม พยายามดึงความเยือกเย็นของตัวเองกลับคืนมา "หวังว่าวันพรุ่งนี้ เจ้าจะยังมีลมหายใจมาพูดจาไร้สาระแบบนี้อีกนะ"
นางหมุนตัวเตรียมจะก้าวเดินหนีจากบรรยากาศที่ชวนให้หายใจไม่ออกนี้ ทว่าเสียงทุ้มต่ำเบื้องหลังกลับดังขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นจริงจังจนน่าตกใจ
"ระวังตัวด้วยล่ะ... ท่านพัศดี"
อวี้เหว่ยชะงักฝีเท้า หันกลับไปมอง "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
มู่หรงอี้ไม่ได้ตอบคำถาม เขากลับยิ้มมุมปาก คล้ายจะเยาะเย้ยคล้ายจะเตือนสติ ก่อนที่แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าจะเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ เสียงระฆังเตือนภัยดังสนั่นหวั่นไหวมาจากด้านนอกคุกหลวง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยที่กำลังมุ่งตรงมายังแดนคุมขังนักโทษประหาร!
*แอ๊ด——!*
ประตูเหล็กบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของใต้เท้าจ้าวที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือก เหงื่อกาฬไหลท่วมตัวราวกับคนตกน้ำ
"แย่แล้ว! ท่านพัศดี! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ใต้เท้าจ้าวหอบหายใจตัวโยน ละล่ำละลักรายงานเสียงสั่น "มี... มีราชโองการด่วนจากห้องทรงพระอักษร! ให้... ให้ปล่อยตัวนักโทษมู่หรงอี้ทันที!"
เซี่ยอวี้เหว่ยเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย หันขวับกลับไปมองเซียนหนุ่มในกรงขังอีกครั้ง ทว่าในเวลานี้ มู่หรงอี้กลับก้าวออกมาจากซี่กรงที่เปิดอ้าออกเองโดยไม่มีใครไขกุญแจ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลานั้นอีกครั้ง พร้อมกับที่เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาหัวใจนางกระตุกวูบ
"ดูท่า... เราคงต้องร่ำลากันเร็วกว่าที่คิดแล้วล่ะนะ... คนสวย"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ยอดพัศดีสาวกับเซียนหนุ่มจอมกวน•ตอนที่ 2
วาจาเชือดเฉือนในห้องขัง
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยอดพัศดีสาวกับเซียนหนุ่มจอมกวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
