“แฟ้มคดีนี้ถูกเปลี่ยนมือไปแล้วสามครั้งในรอบสี่สิบแปดชั่วโมง และตอนนี้... พยานปากเอกของเรากำลังจะกลายเป็นอากาศธาตุไปจริงๆ ค่ะ คุณอัยการ”
รณิดากระแทกแฟ้มหนังสีดำลงบนโต๊ะทำงานกระจกใส เสียงนั้นดังสะท้อนก้องห้องประชุมยามวิกาลที่เงียบงัด แสงไฟนีออนสีขาวนวลจากเพดานส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเธอ คมชัดราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกสลักเสลาขึ้นด้วยความเยือกเย็น ทว่าดวงตากลับพกลقประกายไฟแห่งความกรุ่นโกรธที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างตรงหน้าให้เป็นจุล
ปรินทร์ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่ได้สะท้านสะเทือนต่อท่าทีคุกคามนั้นแม้แต่น้อย เขายังคงหมุนปากกาหมึกซึมราคาแพงในมือเล่นอย่างใจเย็น รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นช่างกวนประสาทและแฝงนัยยะบางอย่างที่เธอเกลียดชังเสียเหลือเกินในยามคับขันเช่นนี้
“ใจเย็นก่อนสิครับ... อ้อ ขอโทษที ดิฉันติดปากคำว่า ‘ครับ’ จากห้องพิจารณาคดีมาน่ะค่ะ คุณทนายคนเก่ง” ปรินทร์จงใจเปลี่ยนสรรพนามและน้ำเสียงเพื่อเย้าแหย่ ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก เขากลับเลือกที่จะเล่นกับเส้นประสาทของเธอราวกับแมวหยอกหนู “คุณก็รู้ว่าเกมนี้ไม่ได้เล่นกันแค่ในชั้นศาล ตั้งแต่คุณตัดสินใจเปิดโปงเครือข่ายอสังหาริมทรัพย์สีเทานั่น คุณก็น่าจะคาดการณ์ได้แล้วว่า... หมากตัวสำคัญย่อมต้องถูกเก็บก่อนที่กระดานจะพลิก”
“ฉันไม่ใช่เด็กฝึกงานนะคะคุณปรินทร์ ที่ต้องให้คุณมานั่งบรรยายสัจธรรมความเน่าเฟะของกระบวนการยุติธรรม!” รณิดาโน้มตัวไปข้างหน้า มือเรียวบางทั้งสองข้างทาบลงบนขอบโต๊ะ สายตาคมกริบจดจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมของเขา “สิ่งที่ฉันต้องการตอนนี้คือ ‘ตัว’ ของนายวิกรม พยานที่จะมัดตัวท่านอธิบดีคนนั้น ไม่ใช่คำคมจากอัยการมือสะอาดแต่มีเบื้องหลังชวนสงสัยอย่างคุณ”
บรรยากาศในห้องประชุมอุณหภูมิลดฮวบลงอย่างฉับพลัน แรงดึงดูดประหลาดระหว่างคนทั้งสองพุ่งพล่านขึ้น ท่ามกลางอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง—ฝ่ายหนึ่งคือกฎหมายที่ต้องบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้รอยด่างพร้อย อีกฝ่ายคือความจริงอันโหดร้ายที่ต้องแลกมาด้วยกลอุบายและเล่ห์เหลี่ยม
ปรินทร์หยุดหมุนปากกาในมือ เขาวางมันลงอย่างช้าๆ ก่อนจะโน้มตัวเข้าหาเธอระยะประชิด กลิ่นอายความเป็นผู้ชายเจือจางด้วยกลิ่นโคโลญจ์ราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นกาแฟดำเข้มข้นลอยเข้าแตะจมูก รณิดาชะงักไปเล็กน้อยแต่ไม่ยอมถอยร่น สายตายังคงแข็งกร้าวท้าทาย
“ถ้าคุณมัวแต่ยืนเท้าสะเอวแล้วใช้ความรู้สึกนำทางแบบนี้ นายวิกรมคงกลายเป็นปุ๋ยฝังใต้ดินไปก่อนที่เราจะขับรถออกจากลานจอดรถตึกนี้เสียอีกค่ะ” ปรินทร์กระซิบเสียงต่ำ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เฉียบคมบาดลึก “กล้องวงจรปิดรอบเซฟเฮาส์ถูกตัดสัญญาณตอนตีสองสิบห้า นาทีเดียวกับที่รถตู้สีดำไร้ป้ายทะเบียนขับออกไป... ฉันมีเส้นทางที่เร็วกว่าทางหลวงหลัก แต่คุณต้องเลิกตั้งแง่แล้วฟังคำสั่งของฉัน... ในฐานะ ‘คู่หู’ จำยอมของคุณ”
รณิดากลืนก้อนความไม่พอใจลงคออย่างยากลำบาก เธอกลอกตามองบนด้วยความหงุดหงิดกับความถือดีของเขา แต่สมองส่วนเหตุผลก็ประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว—เขาพูดถูก เวลาเป็นทรัพยากรเดียวที่พวกเขากำลังจะหมดลง
“นำทางไปสิคะ ถ้าคุณช้าแม้แต่วินาทีเดียว ฉันจะฟ้องหย่า... อ้อ หมายถึงฟ้องร้องคุณฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ!” รณิดาผละตัวออก หยิบเสื้อสูทคลุมไหล่แล้วก้าวฉับๆ นําหน้าไปก่อนโดยไม่รอคำอนุญาต
รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อคันหรูพุ่งทะยานออกจากอาคารสำนักงานอัยการฝ่าความมืดของมหานครยามวิกาล ปรินทร์เป็นคนเหยียบ
คันเร่งด้วยความเร็วสูง ขณะที่รณิดานั่งนิ่งอยู่เบาะข้างคนขับ นิ้วเรียวกดทัชสกรีนแท็บเล็ตในมือรัวเร็วเพื่อแกะรอยสัญญาณโทรศัพท์ครั้งสุดท้ายของนายวิกรม หน้าจอแสดงแผนที่ดิจิทัลที่มีจุดสีแดงกะพริบถี่ๆ อยู่ในโซนชานเมืองที่เต็มไปด้วยโกดังร้างและท่าเรือเก่า
“สัญญาณหายไปแถวท่าเรือหมายเลขเจ็ด โกดังของบริษัทในเครือข่ายสหภัทร” รณิดารายงานเสียงเครียด ดวงตาเพ่งมองเส้นทาง “นั่นมันอาณาจักรของเสี่ยธงชัย... คนสนิทของจำเลยที่คุณพยายามสั่งฟ้องนี่คะ คุณปรินทร์”
“หึ พาตัวเองมาเหยียบจมูกเสือถึงถิ่น แบบนี้ค่อยสมน้ำสมเนื้อกับทนายมือหนึ่งหน่อย” ปรินทร์หักพวงมาลัยเลี้ยวโค้งกะทันหันจนยางรถส่งเสียงกรีดร้องกับพื้นถนน แรงเหวี่ยงทำให้ร่างของรณิดาเซไปกระแทกกับเข็มขัดนิรภัย เธอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บใจแต่ไม่ยอมเปล่งเสียงบ่นออกมาสักคำ
เมื่อรถแล่นมาถึงเป้าหมายและจอดซ่อนตัวอยู่หลังกองตู้คอนเทนเนอร์เก่า ปรินทร์เอื้อมมือไปคว้าปืนพกขนาดพกพาออกมาจากช่องเก็บของหน้ารถ ตรวจเช็กแมกกาซีนอย่างคล่องแคล่วว่องไว ท่าทางที่เปลี่ยนจากข้าราชการหนุ่มสำอางมาเป็นนักสู้ผู้เจนจัดในเสี้ยววินาทีนั้น ทำให้รณิดามองเขาด้วยหางตาอย่างประหลาดใจ—ผู้ชายคนนี้มีมุมที่ลึกซึ้งและอันตรายเกินกว่าที่เธอกล้าจินตนาการ
“คุณอยู่บนรถ คอยประสานงานกับทีมกำลังเสริมที่ฉันแจ้งไว้” ปรินทร์เอ่ยเสียงเรียบขณะผลักประตูรถออกไปครึ่งหนึ่ง
“ฝันไปเถอะค่ะ!” รณิดาคว้ากระเป๋าเอกสารคู่ใจที่มีสนับมือเหล็กซ่อนอยู่ด้านใน ก้าวลงฝั่งตรงข้ามอย่างไม่เกรงกลัว “คดีนี้เป็นของฉัน ชีวิตพยานก็เป็นความรับผิดชอบของฉัน อย่ามาทำตัวเป็นพระเอกหนังแอคชั่นฉายเดี่ยวต่อหน้าฉันเด็ดขาด”
ปรินทร์ชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองผู้หญิงตรงหน้าที่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์วิกฤตแค่ไหนก็ยังคงรักษาความดื้อรั้นและสง่างามเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและความระอาใจในคราวเดียวกัน
“ตามใจคุณค่ะ... แต่ถ้ากระสุนนัดแรกเฉียดหัวคุณ ฉันไม่รับประกันว่าจะอุ้มคุณวิ่งหนีไหวหรือเปล่านะคะ”
ทั้งสองลัดเลาะไปตามเงาของตู้คอนเทนเนอร์เข้าสู่เขตโกดังร้าง กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสนิมเหล็กคละคลุ้งไปกับสายลมยามดึก เสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งแว่วมาไกลๆ ท่ามกลางความเงียบสงบที่น่าสะพรึงกลัว เบื้องหน้าพวกเขาคือแสงไฟสลัวจากหลอดนีออนดวงเดียวที่แขวนอยู่กลางโกดัง ร่างของชายวัยกลางคนถูกมัดติดกับเก้าอี้ไม้ ใบหน้าบวมปูดและมีรอยเลือดกรัง—นายวิกรม พยานปากเอกที่พวกเขากำลังตามหา!
“อยู่นิ่งๆ นะคะ” ปรินทร์กระซิบเตือนเมื่อเห็นเงาร่างของชายฉกรรจ์สองคนยืนคุมเชิงอยู่ข้างๆ เหยื่อ
รณิดาพยักหน้ารับอย่างรู้จังหวะ มือเรียวกำกระเป๋าแน่นเตรียมพร้อมสำหรับการปะทะ ทว่าในวินาทีที่พวกเขากำลังจะก้าวเข้าสู่รัศมีแสงไฟ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครอีกคนก็ดังขึ้นจากด้านหลังความมืด พร้อมกับลำกล้องปืนเย็นเฉียบที่กดแนบลงบนท้ายทอยของรณิดาอย่างแม่นยำ
“ก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว สมองของทนายคนสวยคนนี้คงต้องกระจายอยู่บนพื้นคอนกรีตแน่ครับ... ท่านอัยการ”
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่พวกเขานึกไม่ถึงที่สุด... คนที่ควรจะนั่งรอฟังคำพิพากษาอยู่ในห้องขังของเรือนจำพิเศษ!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ - แสงดาวพร่างพราว
สยบหัวใจทนายตัวร้ายให้กลายเป็นโบ้•ตอนที่ 6
พยานปากเอกที่หายตัวไป
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบหัวใจทนายตัวร้ายให้กลายเป็นโบ้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!