ซุปเปอร์มาร์เก็ตมิติฟาร์มกับสามีทหารคลั่งรักในยุค 80•ตอนที่ 17

เผชิญหน้ากับตัวร้ายประจำหมู่บ้านอีกครั้ง

ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
"เปิดห้องเก็บของอะไรกัน? พวกเจ้ามีหมายศาลหรือกระดาษตราประทับจากคอมมูนสักแผ่นไหม ถึงกล้ามาตะโกนแหกปากอยู่หน้าบ้านคนอื่นแบบนี้!" น้ำเสียงใสกระจ่างแต่กังวานและเฉียบคมราོ་ใบมีดโกนดังขึ้นแทรกกลางความอึกทึก ไป๋ลี่อินก้าวเท้าพ้นธรณีประตูออกมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าแววตาคู่สวยกลับกวาดมองฝูงชนที่ยืนออกันแน่นขนัดหน้าบ้านด้วยความเย็นชา ชุดผ้าฝ้ายสีครามสะอาดสะอ้านไม่ได้ทำให้เธอดูน่าเกรงขามน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม รัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวหญิงสาวกลับทำให้คนที่กำลังส่งเสียงเอะอะโวยวายเมื่อครู่ต้องชะงักฝีเท้าลงโดยอัตโนมัติ ผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ "ป้าสะใภ้ใหญ่จาง" หญิงปากร้ายประจำหมู่บ้านผู้มีชื่อเสียงเรื่องการชอบสอดรู้สอดเห็นและรีดไถชาวบ้าน นางสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ที่ปะชุนตรงข้อศอก ใบหน้าย่นยู่บิดเบี้ยวด้วยความริษยา มือข้างหนึ่งเท้าสะเอว ส่วนอีกข้างชี้หน้าลี่อินด้วยท่าทีหาเรื่อง "ไป๋ลี่อิน! เจ้ายังกล้าปากดีอีกนะ! มีคนตาดีเห็นว่าเมื่อวานนี้พวกเจ้าแอบลักลอบขนกระสอบแป้งและเนื้อสัตว์ชั้นดีเข้าบ้านหลังนี้เป็นคันรถ! ในยุคสมัยที่ทุกคนต้องประหยัดอดออมและใช้คูปองอาหาร เจ้าเอาวัตถุดิบพวกนี้มาจากไหน ถ้าไม่ใช่เพราะแอบค้าขายของเถื่อนในตลาดมืด หรือกักตุนทรัพยากรไว้กินคนเดียว!" เสียงแหลมปรี๊ดของป้าสะใภ้ใหญ่จางดังทะลุฟ้า เรียกเสียงฮือฮาจากชาวบ้านที่มุงดูได้เป็นอย่างดี ลี่อินแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ "หึ... คนตาดีที่ว่า คือตาสับปะรดของท่านเองหรือเปล่าคะ ป้าสะใภ้ใหญ่? หรือว่าท่านแค่อิจฉาจนตาพ่าม มองเห็นก้อนหินริมทางกลายเป็นทองคำแท่งไปหมดแล้ว?" "นังเด็กนี่! ปากดีนักนะ!" ป้าสะใภ้ใหญ่หน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธ นางพยายามดันตัวผ่านประตูเข้ามาเพื่อจะค้นบ้านให้ได้ "หลีกไป! ข้าจะเข้าไปตรวจดูให้เห็นกับตาว่าพวกเจ้าซ่อนของหลวงไว้ที่ไหนบ้าง!" ชั่วพริบตานั้นเอง ร่างสูงใหญ่ของหานฉหยางก็ก้าวออกมายืนขวางหน้าภรรยาเอาไว้ราวกับกำแพงเหล็ก สายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีที่ผ่านสนามรบมาโชกโชนกวาดมองผู้บุกรุก ทำเอาป้าสะใภ้ใหญ่ถึงกับผงถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ความกดดันอันน่ากลัวแผ่ซ่านออกมาจากตัวนายหนุ่มจนรอบบริเวณเงียบกริบลงทันตาเห็น "ถ้าใครกล้าก้าวล่วงเข้ามาในเขตบ้านผมแม้แต่ก้าวเดียว อย่าหาว่าผมไม่เตือน" น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของหานฉหยางทรงพลังพอที่จะทำให้ทุกคนในที่นั้นขนลุกซู่ ทว่าป้าสะใภ้ใหญ่มีหรือจะยอมถอยง่ายๆ นางตั้งสติได้ก็แกล้งทำเป็นตีโพยตีพาย นั่งลงกับพื้นดินแล้วตบเข่าฉาดใหญ่ ร้องแรกแหกระเชอทันที "โอ๊ย! ดูเอาเถิดพี่น้องชาวบ้าน! ทหารนอกราชการกับเมียเด็กของมันรังแกคนแก่! ข้าแค่จะมาทวงความยุติธรรมให้ส่วนรวม กลับถูกข่มขู่คุกคามเช่นนี้! ฟ้าดินเอ๋ย ช่วยเป็นพยานให้ข้าด้วย!" บรรดาชาวบ้านเริ่มซุบซิบนินทากันเซ็งแซ่ หลายคนมองมาด้วยสายตาสกิดใจ สงสัยว่าเรื่องที่ป้าสะใภ้ใหญ่พูดจะมีมูลความจริงหรือไม่ เพราะช่วงหลังมานี้ ครอบครัวของหานฉหยางดูจะกินดีอยู่ดีผิดหูผิดตา มีผักสดเขียวขจีแปลงงามงอกเงยขึ้นมาในแปลงหลังบ้าน ทั้งยังมีกลิ่นอาหารหอมฟุ้งชวนน้ำลายสอโชยออกมาทุกวันจนคนข้างบ้านกลืนน้ำลายแทบไม่ลง ลี่อินมองภาพการแสดงงิ้วฉากใหญ่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ เธอไม่ได้รีบร้อนเข้าไปโต้เถียง กลับหันไปกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับสามีเบาๆ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัวชั่วครู่ แล้วกลับออกมาพร้อมกับสมุดบัญชีเล่มเล็กและกระดาษแผ่นหนึ่งในมือ "ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ ร้องไห้พอหรือยังคะ? ถ้ายังไม่พอ ข้าจะหาเก้าอี้มาให้ท่านนั่งร้องต่อดีไหม?" ลี่อินเอ่ยด้วยน้ำพักน้ำแรงที่ราบเรียบ รอยยิ้มบนใบหน้ามีความเย้ยหยันซ่อนอยู่ลึกๆ "แต่ก่อนจะร้องต่อ ช่วยตอบคำถามข้าสักข้อก่อน... เมื่อครู่ท่านบอกว่า เห็นข้าขนกระสอบแป้งและเนื้อสัตว์เข้าบ้านเมื่อวานนี้ใช่ไหมคะ?" "ใช่! ข้าเห็นกับตาตัวเอง! สองตาของข้าไม่มีทางมองพลาดแน่!" ป้าสะใภ้ใหญ่รีบเช็ดน้ำตาปลอมๆ แล้วลุกขึ้นยืนเชิดหน้าชูตา "อ๋อ... ช่างบังเอิญเสียจริงนะคะ" ลี่อินยกยิ้มมุมปาก "เพราะเมื่อวานนี้ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ข้าอยู่ร่วมกับตัวแทนจากสหกรณ์ตำบลและผู้ใหญ่บ้านเพื่อทำเรื่องขออนุญาตขยายแปลงเกษตรอินทรีย์ และมีใบเสร็จรับเงินค่าเมล็ดพันธุ์พืชที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ส่วนเนื้อสัตว์และแป้งที่ท่านกล่าวหา... ข้าเพิ่งไปเบิกมาจากโควตา "ทหารผ่านศึก" ของสามีฉันเมื่อเช้าตรุนนี้เอง มีลายเซ็นและตราประทับของกองพันอย่างเป็นทางการ ท่านบอกว่าเห็นข้าขนของพวกนั้นเมื่อวานนี้... หรือว่าท่านมีตาทิพย์ มองเห็นอนาคตล่วงหน้าได้กันแน่คะ?" สิ้นคำพูดของลี่อิน บรรยากาศรอบตัวก็เงียบกริบลงทันที ป้าสะใภ้ใหญ่หน้าถอดสี อ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ เหงื่อกาฬแตกพลั่กออกมาเต็มขมับ "วะ... ว่ายังไงนะ..." "ยังไม่หมดแค่นั้นค่ะ" ลี่อินก้าวเข้าไปใกล้ป้าสะใภ้ใหญ่อีกก้าว ดวงตากลมโตเป็นประกายคมปลาบ "นอกจากข้อหาสร้างความเท็จใส่ร้ายป้ายสีแล้ว... เมื่อครู่ตอนที่ท่านโวยวายผลักดันข้าวของหน้าบ้าน ข้าสังเกตเห็นว่าเท้าซ้ายของท่านเหยียบย่ำลงไปบน "แปลงผักสมุนไพรหายาก" ที่ข้าเพิ่งเพาะพันธุ์ด้วยความยากลำบากเสียหายไปหลายต้น ต้นอ่อนราคาแพงเหล่านั้นเป็นพันธุ์พืชทดลองพิเศษที่ฉันตั้งใจจะส่งมอบให้ทางสถานีวิจัยเกษตรกร... ป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านคิดว่าความเสียหายครั้งนี้ มีมูลค่าเท่าไหร่ดีคะ?" ป้าสะใภ้ใหญ่หันขวับไปมองแปลงผักริมรั้วตามนิ้วเรียวที่ชี้ไป ก็พบว่าต้นกล้าสีเขียวอ่อนกลุ่มหนึ่งถูกเหยียบย่ำจนแหลกเหลวคลาดดินจริง ๆ หน้าของนางซีดเผือดลงทันทีทันใด เพราะรู้ดีว่าพืชผลในยุคนี้ หากเป็นพันธุ์หายากหรือพืชทดลองจะมีราคาแพงลิบลิ่ว และถ้าสร้างความเสียหายให้แก่ทางราชการหรือโครงการพัฒนาท้องถิ่น โทษทัณฑ์ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่นอน! "นะ... นังเด็กนี่! ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ! ใครใช้ให้พวกเจ้าเอาผักมาปลูกเกะกะแถวนี้เล่า!" ป้าสะใภ้ใหญ่เริ่มลนลาน ถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นสายตาของหานฉหยางที่จ้องมองมาดั่งจะกินเลือดกินเนื้อ "ไม่ได้ตั้งใจงั้นหรือคะ?" ลี่อินหัวเราะเสียงใส แต่แววตากลับไร้ซึ่งความปรานี "ในเมื่อท่านบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ งั้นเราคงต้องไปเคลียร์กันที่สถานีตำรวจคอมมูน หรือไม่ก็ให้หัวหน้าหมู่บ้านมาตีราคาค่าเสียหายทั้งหมดต่อหน้าธารกำนัล... อ้อ ลืมบอกไป ค่าเสียหายของแปลงผักทดลองชุดนี้ รวมกับค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของพวกเรา น่าจะประมาณสัก... ห้าร้อยหยวนพองดงามไหมคะ?" "ห้าร้อยหยวน?!" ป้าสะใภ้ใหญ่กรีดร้องเสียงหลง หน้าหงายแทบจะเป็นลมล้มพับไปกับพื้นทันที เงินจำนวนนี้สำหรับครอบครัวชาวนาชนบทอย่างนาง ถือเป็นรายได้ทั้งปีเลยทีเดียว! ชาวบ้านรอบข้างต่างสูดปากด้วยความตกใจ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากเข้าข้างป้าสะใภ้ใหญ่อีกต่อไป ทุกคนต่างมองไปที่ไป๋ลี่อินด้วยความยำเกรง สะใภ้บ้านหานผู้นี้ไม่เพียงแต่ฉลาดเป็นกรดและโต้ตอบได้อย่างเจ็บแสบชนิดที่อีกฝ่ายดิ้นไม่หลุด แต่เธอยังกำจัดปัญหาตัวน่ารำคาญได้อย่างงดงามโดยไม่ต้องลงมือทำร้ายร่างกายเลยแม้แต่น้อย หานฉหยางก้มมองภรรยาตัวน้อยของตน แววตาเย็นชาในคราแรกบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มหลงและอ่อนโยนจนแทบหยดหยย ริมฝีปากหยักยกยิ้มขึ้นบางๆ อย่างนึกทึ่งในความสามารถของหญิงสาว ศึกครั้งนี้ ไป๋ลี่อินเป็นฝ่ายชนะขาดลอยอย่างไร้ข้อกังขา ป้าสะใภ้ใหญ่ถูกบังคับให้ชดใช้ค่าเสียหายและต้องก้มหัวขอขมาท่ามกลางสายตาของคนทั้งหมู่บ้านอย่างอัปยศอดสู ทว่า ในขณะที่ความวุ่นวายกำลังจะสงบลงและลี่อินกำลังจะหันหลังกลับเข้าบ้านเพื่อไปเตรียมปรุงอาหารมื้อเที่ยงเพื่อฉลองชัยชนะ กลิ่นหอมประหลาดบางอย่างก็ลอยมาตามสายลมจากทางทิศทางเข้าหมู่บ้าน... มันไม่ใช่กลิ่นผักสด หรือกลิ่นอาหารพื้นบ้านธรรมดา แต่เป็นกลิ่นหอมหวานเย้ายวนของเครื่องเทศชั้นดีผสมผสานกับเนื้อตุ๋นเคี่ยวไฟอ่อนๆ ที่ลอยมาจากเกวียนม้าลึกลับ ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวตรงมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของพวกเขาพอดี! และบุคคลที่ก้าวลงมาจากเกวียนคันนั้น... กลับเป็นชายหนุ่มแปลกหน้าในชุดสูทสากลสมัยใหม่ สวมแว่นตากรอบทอง ท่าทางภูมิฐานราวกับคุณชายจากเมืองหลวง ซึ่งส่งยิ้มให้ลี่อินพร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้หานฉหยางต้องหรี่ตาลงด้วยความไม่พอใจ "สวัสดีครับ คุณไป๋ลี่อิน... ผมได้รับคำสั่งจาก "ท่านประธานบริษัทนำเข้าอาหาร" ให้มารับสินค้าล็อตใหญ่ตามสัญญา... หวังว่าเราคงจะเริ่มเจรจากันได้แล้วสินะครับ?" (โปรดติดตามตอนต่อไป) --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "กระท่อมไผ่ริมธาร" มาโดยตลอดนะคะ
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ซุปเปอร์มาร์เก็ตมิติฟาร์มกับสามีทหารคลั่งรักในยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%