อัศวินฝึกหัดกับทฤษฎีเวทต้องห้าม•ตอนที่ 6

คืนแห่งการก่อไฟและมิตรภาพ

ผลงานโดย วาเลนเทียอัศวินมืด
เศษไม้สนแห้งส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะปร๊ะ ประกายไฟสีส้มจัดสะเก็ดหนึ่งดีดตัวขึ้นจากกองไฟกลางลานฝึกร้างหลังหอพักปีหนึ่ง ก่อนจะมอดดับลงไปในความมืดมิดยามวิกาล ความเงียบงันที่โรยตัวอยู่ระหว่างเราสองคนยาวนานเสียจนเสียงลมหายใจและเสียงหอบเหนื่อยจากการทดสอบภาคสนามเมื่อช่วงหัวค่ำกลายเป็นดนตรีประกอบฉากเดียวที่มีอยู่ "นายจะนั่งเงียบเป็นก้อนหินอยู่อีกนานไหมไคล์? หรือว่ากลัวความมืดจนลืมวิธีพูดไปแล้วกันแน่ครับ" ผมเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงเรื่อยเปื่อย มือข้างหนึ่งใช้กิ่งไม้เขี่ยถ่านแดงๆ ในกองไฟให้ขยับเข้าที่ เพื่อให้ความอบอุ่นแผ่ซ่านออกมาสู้กับลมหนาวปลายฤดูที่เริ่มพัดโชยเข้ามาปะทะแผ่นหลัง ไคล์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าคมคายที่มักจะเชิดขึ้นด้วยความหยิ่งทะนงตามแบบฉบับทายาทตระกูลอัศวินชั้นสูง บัดนี้กลับหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่คมมองตรงมาที่ผมด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความอึดอัด ความไม่ยอมแพ้ และความลังเลใจที่จะปริปาก เขาไม่ได้ตอบทันที แต่เลือกที่จะหยิบกระบอกน้ำโลหะขึ้นมาเปิดจิบเงียบๆ ราวกับต้องการใช้ความเย็นของน้ำช่วยดับความร้อนรุ่มภายในอก ก่อนจะวางมันลงกระแทกกับพื้นหินเสียงดังฟังชัด "เรย์... นายทำได้ยังไงกันแน่?" น้ำเสียงของไคล์แหบพร่าและเต็มไปด้วยความอัดอั้น "เวทมนตร์เสริมพลังกายบ้าๆ ที่นายใช้เมื่อตอนบ่ายนั่น... มันไม่ใช่รูปแบบที่สอนกันในตำราหลวงด้วยซ้ำ นายประยุกต์มันขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ ระหว่างการต่อสู้จริงเนี่ยนะ? นายเห็นฉันเป็นตัวตลกหรือไง ถึงได้ซ่อนไพ่ตายแบบนั้นเอาไว้ตลอด" ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาของไคล์ในยามนี้ไม่มีประกายความเย่อหยิ่งเหลืออยู่เลย มีเพียงความเปราะบางของเด็กหนุ่มผู้แบกรับความคาดหวังอันหนักอึ้งของตระกูลเอาไว้บนบ่า จนเกือบจะแหลกสลายเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกำแพงความสามารถที่เรียกว่า 'พรสวรรค์' และ 'ไหวพริบ' ผมอมยิ้มบางๆ ไม่ได้โกรธเคืองกับคำพูดตัดพ้อนั้นแม้แต่น้อย ในฐานะที่เคยผ่านโลกแห่งการแข่งขันอันโหดร้ายมา ผมเข้าใจดีว่าความกดดันของการเป็น 'ที่หนึ่ง' มันกัดกินจิตใจคนเราได้มากแค่ไหน "ไม่ได้ซ่อนหรอกครับไคล์... ผมแค่ไม่ได้พูดต่างหาก" ผมตอบเสียงนุ่ม หยิบก้อนมันสำปะหลังเผาออกจากกองไฟด้วยผ้าเนื้อหนา ก่อนจะแบ่งมันออกเป็นสองส่วนแล้วส่งชิ้นที่ควันยังกรุ่นๆ ไปให้เขา "อีกอย่างนะ เวทมนตร์มันก็เหมือนกับการใช้ชีวิตนั่นแหละครับ ถ้าเรามัวแต่เดินตามรอยเท้าของคนอื่น ย่ำไปบนเส้นทางที่ถูกขีดไว้ให้โดยไม่เคยตั้งคำถามเลย เราก็จะไม่มีวันรู้หรอกว่า จริงๆ แล้วเท้าคู่นี้ของเรามันสามารถพาเราก้าวไปได้ไกลแค่ไหน" ไคล์รับมันมาถือไว้ด้วยมือสั่นเทาเล็กน้อย เขาก้มมองมันสำปะหลังชิ้นนั้นสลับกับใบหน้าของผม ปากเม้มเข้าหากันแน่น "นายพูดมันง่ายนี่... นายไม่รู้หรอกว่าการเกิดมาในตระกูลขุนนางอัศวินมันต้องแลกมาด้วยอะไร" ไคล์แค่นหัวเราะในลำคออย่างขมขื่น ดวงตาเริ่มแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย "ทุกย่างก้าว ทุกคะแนนสอบ ทุกการเคลื่อนไหว... ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะผิดพลาด ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะอ่อนแอ เพราะถ้าฉันแพ้ ตระกูลของฉันก็จะกลายเป็นตัวตลกในสังคมชั้นสูง... นายที่มีอิสระ มีอาจารย์ลูเนียคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังแบบลับๆ จะไปเข้าใจอะไรความรู้สึกของฉัน!" ประโยคสุดท้ายของเขาหลุดออกมาด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน จนกระทั่งบรรยากาศรอบกองไฟกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ผมชะงักไปนิดเมื่อได้ยินชื่อของอาจารย์ลูเนียหลุดออกมาจากปากเขา รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป เปลี่ยนเป็นแววตาสุขุมลุ่มลึกขึ้น ทว่าผมไม่ได้แก้ตัวหรือโวยวาย กลับเลือกที่จะทอดถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วโยนกิ่งไม้ในมือลงกองไฟ ปล่อยให้มันลุกโชนขึ้นอีกระลอก "ใครบอกล่ะครับว่าผมไม่มีภาระ" ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจังจนไคล์ต้องเงยหน้าขึ้นมอง "นายคิดว่าการที่ผมต้องมายืนอยู่จุดนี้ ในฐานะอัศวินฝึกหัดที่ถูกจับตามองจากทุกสารทิศ ทั้งจากพวกหัวโบราณในสภา และจากเงาสีดำที่ซ่อนอยู่หลังรั้วสถาบันแห่งนี้ มันง่ายดายนักหรือครับไคล์?" ผมขยับตัวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด เงาของพวกเราทอดยาวทาบทับกันบนผนังหินด้านหลัง "เราต่างก็มีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นล่ามเอาไว้ด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ... ต่างกันแค่ โซ่ของนายคือความคาดหวังของวงศ์ตระกูล ส่วนโซ่ของผมคือความอยู่รอดของตัวเองและคนที่ผมแคร์" ผมยื่นมือออกไปตบลงบนไหล่กว้างของไคล์เบาๆ สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งแน่นของอีกฝ่ายค่อยๆ ผ่อนคลายลง "แต่การที่เราต้องแบกมันไว้ ไม่ได้แปลว่าเราต้องแบกมันไปพร้อมกับความโดดเดี่ยวไม่ใช่เหรอครับ?" ไคล์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย คำพูดของผมราวกับกุญแจที่ไขเข้าไปในห้องมืดทึบภายในจิตใจของเขา ความเงียบงันกลับมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความอึดอัดแบบเมื่อครู่ หากแต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยการซึมซับความหมาย ชั่วขณะหนึ่ง... ไคล์ก้มมองมือตัวเองที่ถือมันสำปะหลังอยู่ ก่อนที่มุมปากของเขาจะค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มแรกตั้งแต่เราเริ่มรู้จักกัน ที่ไม่ใช่รอยยิ้มเยาะหยันหรือรอยยิ้มแห่งการแข่งขัน "นายเนี่ย... เป็นคนประหลาดจริงๆ นะเรย์" ไคล์ส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาในลำคออย่างโล่งอก "พูดจาเหมือนพวกตาแก่เจ้าเล่ห์ไม่มีผิด ทั้งๆ ที่อายุเท่ากันแท้ๆ... เออ ยอมรับก็ได้วะ ฉันมันยังเด็กเกินไปในเรื่องแบบนี้" เขาใช้มืออีกข้างชกเบาๆ ที่ไหล่ของผมกลับคืน แรงไม่เบานักแต่ก็ไม่ได้เจ็บอะไร เป็นการกระทำแบบลูกผู้ชายที่สื่อความหมายชัดเจนว่า *'เราเข้าใจกันแล้ว'* "ยินดีต้อนรับสู่ชมรมคนหัวรั้นนะครับเพื่อน" ผมหัวเราะร่วน บรรยากาศรอบกองไฟกลับมาอบอุ่นและเป็นกันเองอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงลมราตรีที่พัดผ่านยอดไม้ ทว่า... ในวินาทีที่เรากำลังจะชนกระบอกน้ำกันเพื่อเป็นสักขีพยานแห่งมิตรภาพครั้งใหม่นั้นเอง *ติ๊ง!* ดวงตาของผมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเสียงแจ้งเตือนอันคุ้นเคยและเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นก้องอยู่ในโสตประสาทของสมอง โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าใดๆ ทั้งสิ้น [ระบบตรวจพบเงื่อนไขพิเศษ: 'พันธมิตรแห่งจิตวิญญาณ' สำเร็จลุล่วง] [ปลดล็อกสกิลพิเศษระดับแรร์: 'เสียงสะท้อนแห่งอัศวินคู่' (Knight's Resonance)] [คำเตือนจากระบบตรวจจับพลังงานภายนอก: ตรวจพบการเคลื่อนไหวของ 'สิ่งแปลกปลอม' กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เขตหวงห้ามชั้นใน... ระยะทาง 500 เมตร และกำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง!] รอยยิ้มบนใบหน้าของผมแข็งค้างไปในทันที เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่ส่งผ่านมาทางพื้นดินใต้ฝ่าเท้า พร้อมกับไอความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านทะลุกำแพงเวทมนตร์ป้องกันรอบลานฝึกเข้ามาอย่างไร้ร่องรอย งานนี้... ท่าจะสนุกเกินคาดซะแล้วสิครับ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับเรย์และผองเพื่อนในค่ำคืนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (วาเลนเทียอัศวินมืด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินฝึกหัดกับทฤษฎีเวทต้องห้าม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%