กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของซากอิฐปรักหักพังลอยอบอวลอยู่ในอากาศยามวิกาล ทว่าสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของกรณ์สะดุด ไม่ใช่กลิ่นอากัปกิริยาเหล่านี้ หากแต่เป็นสุ้มเสียงที่ลอยลอดผ่านความมืดออกมากระทบโสตประสาท เสียงที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังแห่งกาลเวลามานานถึงสามทศวรรษ เสียงของคนที่ควรจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปนานแล้ว
"ไม่คิดเลยว่าลูกชายของอาจารย์กมลจะยังดึงดันตามกลิ่นอายของอดีตมาได้ไกลขนาดนี้... กรณ์"
เงาร่างโปร่งบางในชุดคลุมกันหนาวสีเข้มก้าวพ้นจากแนวเขตของแสงไฟฉาย ร่างนั้นขยับเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความตกตะลึงที่เกาะกุมหัวใจของกรณ์จนแทบขยับเขยื้อนไม่ได้ ดวงตาภายใต้กรอบแว่นโลหะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากที่เม้มสนิทพยายามเอื้อnเอ่ยนามของผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่ลำคอกลับแห้งผากราวกับถูกแผดเผาด้วยความร้อนระอุของกองเพลิงในอดีต
ไม่ใช่ผีสาง... แต่เป็นเนื้อหนังมังสาที่ร่วงโรยไปตามวัย คนที่พ่อแม่ของเขาเคยไว้วางใจที่สุด คนที่หายสาบสูญไปในคืนวันเพลิงผลาญพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุเมื่อสามสิบปีก่อน
"คุณ... อาจารย์ประจักษ์?" กรณ์เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาด้วยความยากลำบาก ความสั่นเทาในน้ำเสียงไม่สามารถซ่อนเร้นความหวาดหวั่นที่พุ่งพล่านขึ้นมาได้
ชายชราผู้มีใบหน้ายับย่นตามกาลเวลาแต่แววตากลับคมกلاวราวกับเหยี่ยวแย้มยิ้มบางๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่มันชวนให้รู้สึกหนะบหน่วงในอกราวกับถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น เขากวาดสายตามองกรณ์ด้วยความพึงพอใจปนสมเพช ก่อนจะเบนสายไปหยุดอยู่ที่ร่างระหงของรัญยาที่ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหลังกรณ์ ห่างออกไปเพียงแค่เอื้อมมือ
รัญยาไม่ได้แสดงอาการตกใจหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม แววตาของนักข่าวสาวกลับพราวระยับด้วยประกายแห่งความกระหายใคร่รู้ ราวกับเธอกำลังจ้องมองชิ้นส่วนสุดท้ายของปริศนาที่กำลังจะเข้าที่เข้าทาง
"ตกใจมากสินะครับคุณกรณ์" อาจารย์ประจักษ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่นุ่มนวล "ความจริงมักจะโหดร้ายเสมอเมื่อเราขุดคุ้ยมันขึ้นมา... เหมือนกับซากปรักหักพังพวกนี้แหละ ยิ่งรื้อ ยิ่งพังทลาย และในที่สุด มันก็จะฝังกลบคนที่โง่เขลาพอจะค้นหาความจริงให้จมดิ่งลงไปตลอดกาล"
สิ้นคำพูดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนที่ถือไฟฉายก็เริ่มขยับเข้ามาปิดล้อมวงสนทนา วงล้อมที่แคบลงเรื่อยๆ บีบบังคับให้กรณ์ต้องถอยหลังโดยอัตโนมัติ จนแผ่นหลังของเขาเกือบจะชนเข้ากับไหล่บางของรัญยา
ในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย กรณ์คาดหวังจะได้ยินเสียงกรีดร้องหรือความตื่นตระหนกจากหญิงสาวข้างกาย แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นเพียงสัมผัสแผ่วเบาที่ปลายนิ้วมือของเธอ ซึ่งแตะลงบนท่อนแขนของเขาอย่างเยือกเย็นและมั่นคง
"อย่าเพิ่งตื่นตูมไปสิคะ... เอ๊ย... อย่าเพิ่งตื่นตูมไปสิครับคุณกรณ์" รัญยาเปลี่ยนสรรพนามและน้ำเสียงอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจับพิรุธได้ แม้ในยามคับขันเธอก็ยังคงรักษาความเยือกเย็นได้อย่างน่าประหลาด เธอขยับเข้าไปกระซิบข้างหูของชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบกลืนไปกับสายลม "ถ้าเรายังอยากออกจากที่นี่ทั้งที่มีลมหายใจ... ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งรำลึกความหลัง"
กรณ์เหลือบสายตาไปมองรัญยาเพียงเสี้ยววินาที ความระแวงและความไม่ไว้วางใจยังคงฉายชัดในแววตาของเขาตลอดมา ผู้หญิงคนนี้เข้าหาเขาอย่างมีเป้าหมาย เธอคือตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ แต่ในยามนี้ คำพูดของเธอกลับเป็นสิ่งเดียวที่ดึงสติของเขากลับคืนมาจากขอบเหวแห่งความหวาดกลัว
"คุณต้องการอะไรกันแน่ ประจักษ์?" กรณ์หันกลับไปเผชิญหน้ากับชายชราอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาเริ่มกลับมามั่นคงขึ้น ความโกรธแค้นที่ถูกกดทับไว้เริ่มแผดเผาความกลัวจนมอดไหม้ "พ่อแม่ฉันตายเพราะอะไร? และไอ้สมุดบันทึกเล่มนั้น... มันมีความลับอะไรกันแน่?"
อาจารย์ประจักษ์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและน่าขนลุก "ความลับงั้นหรือ? คุณกรณ์เอ๋ย... บางทีความรู้อาจไม่ใช่สิ่งที่ช่วยให้รอดชีวิต แต่มันคือเครื่องประหารชีวิตต่างหากล่ะ อาจารย์ของคุณ... พ่อของคุณ... ก็ตายเพราะความอยากรู้อยากเห็นนี่แหละ และตอนนี้ คุณกำลังเดินตามรอยเท้าของพวกเขาอย่างไม่ผิดเพี้ยน"
ชายชรายกมือขึ้นเป็นสัญญาณ กลุ่มคนที่ถือไฟฉายต่างชี้แสงสว่างจ้าตรงมาที่คนทั้งสอง แสงไฟบาดตาทำให้กรณ์ต้องหรี่ตาลงพร้อมกับยกแขนขึ้นบัง พริบตานั้นเอง รัญ자가ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวบังร่างของกรณ์ไว้ครึ่งหนึ่ง สายตาคมกริบของเธอจ้องตรงไปยังอาจารย์ประจักษ์อย่างไม่เกรงกลัว
"อาจารย์ประจักษ์คงไม่ได้มาที่นี่เพื่อยืนคุยเรื่องอดีตท่ามกลางซากปรักหักพังนี้เฉยๆ หรอกกระมังครับ?" รัญยาเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง "คนระดับอาจารย์... ย่อมรู้ดีว่าการเก็บกวาดปัญหาให้สิ้นซากในที่แจ้งแบบนี้ มันเสี่ยงเกินไปสำหรับคนระมัดระวังตัวอย่างท่าน"
อาจารย์ประจักษ์หรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไปแทนที่ด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย เขากวาดสายตามองนักข่าวสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ประเมินค่าความกล้าหาญที่ดูเหมือนจะเกินตัวของเธอ
"แล้วเธอคิดว่าฉันควรจะทำอย่างไรกับพวกเธอดีล่ะ แม่นักข่าวสาว?" เสียงของอาจารย์ประจักษ์กดต่ำลง แฝงไปด้วยคุกคามอันตราย
"ข้อเสนอไงล่ะคะ... เอ๊ย... ข้อเสนอครับ" รัญยาแก้คำพูดอย่างแนบเนียนทันที "ฆ่าพวกเราตอนนี้ นอกจากจะทิ้งร่องรอยหลักฐานมหาศาลไว้ให้ตำรวจตามแกะรอยแล้ว อาจารย์ก็จะไม่ได้สิ่งที่ท่านตามหาอยู่ดี... สมุดบันทึกเล่มนั้นไม่ได้อยู่กับกรณ์คนเดียวหรอกครับ มันถูกคัดลอกและซิงค์ข้อมูลไว้ในคลาวด์ที่ตั้งเวลาตั้งค่าความปลอดภัยสูงสุดเอาไว้ หากพวกเราไม่กดรหัสยืนยันตัวตนทุกๆ หกชั่วโมง ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับ 'ประตูแห่งกาลเวลา' จะถูกส่งตรงไปยังสำนักข่าวต่างประเทศและหน่วยงานสืบสวนทันที"
กรณ์หันขวับไปมองรัญยาด้วยความตกตะลึง ข้อมูลเรื่องคลาวด์และระบบตั้งเวลาบ้าบออะไรนั่น เขาได้ยินเป็นครั้งแรก! มันเป็นเรื่องโกหกคำโตที่เธอปั้นแต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ เพื่อเอาตัวรอดอย่างแน่นอน ทว่า น้ำเสียงที่หนักแน่นและแววตาที่จริงจังไร้พิรุธของเธอกลับทำให้แม้แต่กรณ์เกือบจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
อาจารย์ประจักษ์นิ่งเงียบไป ดวงตาฝ้าฟางจ้องมองรัญยานิ่งราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของเธอ บรรยากาศรอบตัวตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด มีเพียงเสียงลมหวีดหิวที่พัดผ่านซากอาคารเก่าแก่ราวกับเสียงกระซิบจากภูตผี
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจที่ยาวนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ ก่อนที่อาจารย์ประจักษ์จะระบายยิ้มเย็นเยียบออกมาอีกครั้ง
"เธอเป็นเด็กที่ฉลาดและกล้าหาญมาก... น่าเสียดายที่ความฉลาดมักจะมีอายุสั้น" อาจารย์ประจักษ์เอ่ยช้าๆ "แต่เอาล่ะ ฉันไม่ใช่คนใจร้าย ข้อเสนอของเธอก็น่าสนใจไม่น้อย... ในเมื่อพวกเธอก็อยากรู้ความจริง และฉันก็ต้องการตัวสมุดบันทึกฉบับสมบูรณ์ ทำไมเราไม่มาร่วมมือกันล่ะ?"
กรณ์ขมวดคิ้วมุ่นทันที "ร่วมมือ? กับคนที่ฆ่า... กับคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้น่ะหรือ?"
"อย่าเพิ่งใช้คำว่าฆ่าให้มันระคายหูเลยครับคุณกรณ์" อาจารย์ประจักษ์ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกระยะหนึ่ง แสงไฟฉายสาดสะท้อนแววตาที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานอันมืดบอดของชายชรา "โลกใบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความยุติธรรม แต่มันขับเคลื่อนด้วยอำนาจและเวลา... ถ้าพวกคุณอยากรอดชีวิตออกไปจากที่นี่พร้อมกับคำตอบที่พวกคุณไขว่คว้า จงร่วมมือกับฉัน... มอบสมุดบันทึกเล่มนั้นให้ฉันเสียดีๆ แล้วฉันจะพาพวกคุณไปพบกับ 'ความจริง' ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติน้ำลายสออยากครอบครอง... ความจริงที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์โลกไปตลอดกาล"
รัญยาไม่รอช้า เธอเอื้อมมือไปจับข้อมือของกรณ์ไว้แน่น บีบมันเบาๆ เป็นสัญญาณเชิงบังคับให้เขาสงบปากสงบคำ ก่อนที่เธอจะเงยหน้าสบตากับอาจารย์ประจักษ์แล้วตอบตกลงแทนเขาทันที
"ข้อเสนอของคุณน่าสนใจมากครับอาจารย์... พวกเราตกลง" รัญยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง ทว่าในจังหวะที่เธอก้าวเท้าก้าวออกไปข้างหน้าเพื่อแสดงท่าทีจำนนต่อหน้าศัตรู มืออีกข้างที่ซ่อนอยู่ด้านหลังลำตัวของเธอกลับค่อยๆ เลื่อนเข้าไปหยิบวัตถุเย็นเฉียบชิ้นหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อคลุม—ปืนพกขนาดเล็กที่กรณ์ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอพกมันมาด้วย!
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่อาจารย์ประจักษ์จะยื่นมือออกมารับสมุดบันทึกที่ไม่มีอยู่จริง รัญยาก็ชักปืนขึ้นเล็งตรงไปที่ศีรษะของชายชรา พร้อมๆ กับที่เสียงฝีเท้าอีกระลอกหนึ่งดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลังซากตึก... เสียงฝีเท้าที่ไม่ได้มาจากพวกของอาจารย์ประจักษ์ แต่เป็นเสียงของใครบางคนที่กำลังวิ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูง พร้อมกับเสียงตะโกนลั่นที่ทำให้เลือดในกายของทุกคนต้องแข็งค้าง
"อยาขยับ! ตำรวจล้อมไว้หมดแล้ว!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาแห่งกาลเวลานี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
* * * * *
เงาแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 4
ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาแห่งกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!