เงาแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 3

การพบกันที่ไม่คาดฝัน

ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
ปลายแสงไฟฉายสีขาวนวลที่สาดตัดความมืดมิดในโถงบันไดเก่าแก่ ไม่ได้สะท้อนให้เห็นร่างของศัตรูผู้หมายเอาชีวิตอย่างที่กรณ์คาดคิดไว้ในคราแรก หากแต่เป็นละอองฝุ่นยามค่ำคืนที่ลอยวนอยู่กลางอากาศ และเงาร่างเพรียวระหงของใครบางคนที่กำลังยืนนิ่งสนิท รอคอยเขาอยู่ตรงมุมพักบันไดขั้นที่สิบสามพอดี กรณ์ชะงักเท้าที่กำลังก้าวลง กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือจางด้วยกลิ่นอับของกระดาษโบราณลอยปะทะนาสิก เป็นกลิ่นที่เขาจำได้แม่นยำแม้จะเคยได้กลิ่นเพียงครั้งเดียวในห้องสมุดหอจดหมายเหตุเมื่อสัปดาห์ก่อน "คุณเดินเสียงดังเกินไปสำหรับคนที่กำลังพยายามลักลอบเข้ามาในสถานที่ราชการนะครับ, คุณกรณ์" เสียงทุมนุ่มกังวานเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน รัญยาค่อยๆ ก้าวเลี่ยงออกจากเงาเสาหินอัคนี เผยให้เห็นใบพักตร์เรียวคมที่ประดับด้วยรอยยิ้มมุมปาก เธอยังคงสวมเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีเข้มและกางเกงขายาวทะมัดทะแมงเช่นเคย ดวงตาคู่คมใสตวัดมองเขาด้วยประกายความท้าทายที่อ่านไม่ออก กรณ์ผ่อนลมหายใจยาวเพื่อปรับจังหวะหัวใจที่เต้นโครมครามให้กลับมาสงบ เขาหรี่แสงไฟฉายลงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้แยงตาอีกฝ่าย "คุณมาทำอะไรที่นี่, คุณรัญยา? ตึกนี้ถูกปิดตายหลังเวลาทำการมาหลายชั่วโมงแล้ว" "คำถามนั้นควรเป็นของฉันมากกว่านะคะ... อ๊ะ ขออภัยครับ เป็นของผมต่างหาก" รัญยาแกล้งแซวด้วยน้ำเสียงล้อเลียนเล็กน้อย เธอจงใจเปลี่ยนสรรพนามเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของเขา "นักอนุรักษ์ผู้รักความถูกต้องตามกฎระเบียบอย่างคุณ ถึงกับยอมงัดหน้าต่างหลังตึกเพื่อเข้ามาเดินเล่นในตึกร้างยามวิกาล... เรื่องนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องของการมาตรวจเช็กสภาพความชื้นของเอกสารโบราณหรอกกระมังครับ" กรณ์ไม่ตอบทันที เขากวาดสายตามองสำรวจรอบกาย รัญยาไม่ได้มาคนเดียว บนพื้นไม้ปาร์เกต์มีกระเป๋าเป้สนามวางอยู่ใบหนึ่ง ข้างกันนั้นมีเครื่องสแกนเอกสารพกพาและแฟลชไดรฟ์ขนาดใหญ่เสียบคาอยู่กับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่เปิดหน้าจอทิ้งไว้ แสงสีฟ้าจากหน้าจอสาดสะท้อนใบหน้าของเธอให้ดูราวกับภูตพรายในความมืด "คุณกำลังหาเรื่องใส่ตัว" กรณ์ก้าวลงบันไดอีกสองขั้น ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ "เอกสารที่คุณกำลังพยายามคัดลอก ไม่ใช่เรื่องซุบซิบดาราที่จะเอาไปลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เพื่อเรียกยอดขายได้ มันคือบันทึกการส่งมอบสมบัติชาติเมื่อสามสิบปีก่อน... ช่วงเวลาก่อนที่พ่อแม่ของผมจะเสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนั้น" รอยยิ้มบนมุมปากของรัญยาเลือนหายไปในพริบตา ดวงตาคู่สวยไหววูบลงชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตามแบบฉบับของนักข่าวสาวผู้ไม่เคยยอมจำนนต่ออุปสรรคใดๆ "ฉันรู้ว่าคุณกำลังตามหาอะไร, กรณ์" รัญยาขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นหอมจางๆ นั้นชัดเจนขึ้นจนน่าประหลาดใจ "และฉันก็รู้ด้วยว่า ทำไมคุณถึงพยายามปิดปากเงียบเรื่องรอยประทับตราครั่งสีแดงบนพัสดุปริศนานั้น... เพราะมันคือตราประทับเดียวกันกับที่ปรากฏอยู่ในแฟ้มคดีการเสียชีวิตของพ่อแม่คุณ เมื่อวันที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดเพลิงไหม้ปริศนาเมื่อปี พ.ศ. 2537" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางอกของกรณ์ ร่างสูงชะงักงัน ดวงตาทอประกายความตกใจระคนหวาดระแวง เขาไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใคร แม้แต่ตำรวจเจ้าاحุมคดีในตอนนั้นก็ยังสรุปเพียงว่าเป็นอุบัติเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร แล้วผู้หญิงคนนี้... นักข่าวสายอาชญากรรมที่เพิ่งย้ายกลับมาจากต่างประเทศ จะล่วงรู้ความลับนี้ได้อย่างไร? "คุณเป็นใครกันแน่, รัญยา?" กรณ์เค้นเสียงถาม ลมหายใจเริ่มติดขัด ความทรงจำในวัยเด็กที่เต็มไปด้วยควันไฟ เสียงกรีดร้อง และความสูญเสียผุด vายขึ้นมาในสมองราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำ "คุณทำงานให้ใคร? หรือว่า... คุณเป็นคนส่งพัสดุกล่องนั้นมาให้ผมตั้งแต่แรก" รัญยายกมือขึ้นเชิงปฏิเสธ แววตาของเธอฉายความจริงจังที่หาได้ยากยิ่ง เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เบาลง ราวกับเกรงว่ากำแพงโบราณรอบตัวจะแอบฟัง "ฉันไม่ได้ส่งพัสดุอะไรให้คุณทั้งนั้น... แต่ฉันเป็นคนพบเบาะแสนี้จากแฟ้มลับที่ถูกขโมยออกจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติเมื่อสัปดาห์ก่อน และคนที่กำลังตามล่าคุณกับฉันอยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่ตำรวจนอกราชการธรรมดา แต่เป็น 'องค์กรเงา' ที่อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของโบราณวัตถุมูลค่าหลายพันล้าน... รวมถึงการตายของพ่อแม่คุณด้วย" บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง เสียงลมหายใจของคนทั้งสองประสานกันท่ามกลางความมืดมิดของตึกเก่า กรณ์จ้องมองลึกลงไปในดวงตาของรัญยาเพื่อค้นหาความจริง เขากำมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน ชายหนุ่มชั่งใจอยู่ชั่วครู่ระหว่างความหวาดระแวงกับความอยากรู้ที่กัดกินหัวใจมาครึ่งค่อนชีวิต ทว่า ก่อนที่ใครคนใดคนหนึ่งจะได้เอ่ยคำพูดใดออกมาเพื่อคลายข้อสงสัย *กริ๊ก...* เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังขึ้นจากความมืดที่ปลายโถงบันไดชั้นบนสุด ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ที่กำลังก้าวเร่งรีบลงมาอย่างเป็นจังหวะ พร้อมกับลำแสงไฟฉายทรงพลังหลายดวงที่สาดส่องกวาดเข้ามายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ราวกับกำลังไล่ต้อนเหยื่อให้จนมุม รัญยาหน้าถอดสีทันที เธอคว้าข้อมือของกรณ์ไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว แรงบีบนั้นเย็นเฉียบและสั่นเทาเล็กน้อย "พวกมันมาเร็วกว่าที่คิด..." รัญยากล่าวลอดไรฟันด้วยความตื่นตระหนก "ทางหนีไฟด้านหลังถูกล็อกไว้แล้ว... เราติดกับดักแล้วครับ, กรณ์!" กรณ์ไม่ตอบ เขาเหลียวมองรอบกายอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางออก แต่ก่อนที่สติปัญญาจะทันได้ประมวลผลอะไร แสงไฟฉายสว่างจ้าก็สาดกระทบเข้าที่ใบหน้าของเขาทั้งสองคน พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ดังสะท้อนกังวานไปทั่วโถงบันได "อยาขยับ! ยกมือขึ้นให้พ้นหัวทั้งสองคน!" และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าของใครอีกคนหนึ่งที่ก้าวออกมาจากเงามืดด้านหลังกลุ่มคนที่ถือไฟฉาย ก็ทำให้เลือดในกายของกรณ์เย็นเฉียบลงจนแทบหยุดไหล เมื่อเงาร่างนั้นเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงคุ้นเคยที่เขาไม่มีวันลืมตลอดชีวิต... เสียงของคนที่ควรจะตายไปพร้อมกับกองเพลิงเมื่อสามสิบปีก่อน! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามการเดินทางข้ามกาลเวลาครั้งนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาแห่งกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%