เงาแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 2

ร่องรอยในอดีต

ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
"ค้นให้ทั่ว! อย่าให้มันเอาชิ้นส่วนสมุดบันทึกไปได้แม้แต่หน้าเดียว!" เสียงคำรามแหบพร่าของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แม้ว่ากรณ์จะหลบหนีออกมาจากตรอกมืดหลังหอสมุดกลางมาได้นานนับสิบนาทีแล้วก็ตาม ความเย็นเฉียบของโลหะสันสมุดบันทึกหนังแท้ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้เสื้อแจ็คเก็ตกันหนาว ให้ความรู้สึกราวกับมันกำลังแผ่ไอความร้อนแผดเผาแผ่นอกของเขา กรณ์ยืนพิงกำแพงอิฐเปลือยสีแดงของตึกแถวโบราณ ลมหายใจของชายหนุ่มหอบถี่ ใบหน้าคมสันชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ปลายนิ้วเรียวยาวที่ผ่านการสัมผัสกระดาษโบราณมานับไม่ถ้วนกำลังสั่นเทาเล็กน้อย ความเงียบของยามวิกาลไม่ได้ช่วยให้จิตใจที่ปั่นป่วนสงบลงเลยแม้แต่น้อย ภาพของสมุดบันทึกหน้ากระดาษสีเหลืองกรอบที่ร่วงหล่นในคืนที่พ่อกับแม่ของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเพลิงไหม้เมื่อสิบปีก่อน ซ้อนทับขึ้นมาในหัวราวกับภาพฉายซ้ำ และตอนนี้... ชิ้นส่วนที่เหลือรอดเพียงชิ้นเดียวจากกองเพลิงวันนั้น อยู่ในมือเขาแล้ว กรณีก้มลงมองกระเป๋าเสื้อของตนเอง ช้าๆ เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่ร่วงติดมือออกมา มันไม่ใช่หน้ากระดาษบันทึกธรรมดา แต่เป็นภาพร่างทางสถาปัตยกรรมและลายเส้นรูปเทวดากรีกโบราณที่วาดด้วยหมึกซึมสีดำสนิท มุมขวาล่างมีรอยประทับตราครั่งสีแดงรูปนาฬิกาทรายไร้เม็ดทราย—สัญลักษณ์ปริศนาที่เขาตามหามาค่อนชีวิต "คุณนี่รอดตัวมาได้อย่างหวุดหวิดจริงๆ นะครับ... คุณกรณ์" เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นจากความมืดทางด้านซ้าย กรณ์สะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณการป้องกันตัวทำให้เขาหมุนตัวกลับพร้อมตั้งการ์ดทันที แต่แล้วเขาก็ต้องชะงัก เมื่อพบว่าร่างเพรียวบางที่ก้าวออกมาจากเงาของเสาไฟคือนักข่าวสาวผู้ไม่เคยยอมแพ้อะไรอย่างรัญยา เธอสวมเสื้อโค้ทสีเทายาว ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่อ่านไม่ออก ดวงตากลมโตคู่นั้นมองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของเขา ราวกับกำลังประเมินมูลค่าสิ่งของที่ซ่อนอยู่ภายใน "คุณมาทำอะไรที่นี่ รัญยา" กรณ์ถามเสียงต่ำ พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ดวงตาคมกริบหรี่ลงด้วยความระแวง "คุณสะกดรอยตามผมมาตั้งแต่หอสมุด?" "สะกดรอยตาม ฟังดูเสียมารยาทจังเลยนะครับ" รัญยาหัวเราะในลำคอเบาๆ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้โดยไม่เกรงกลัวท่าทีคุกคามของชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย "ฉันแค่... มีสัญชาตญาณของนักข่าวที่ดีพอจะรู้ว่า เมื่อไหร่ที่ผู้ชายเงียบขรึมอย่างคุณทำหน้าเหมือนเพิ่งเห็นผี นั่นแปลว่าเรื่องสนุกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น" รัญยาหยุดยืนห่างจากเขาเพียงก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมจางๆ คล้ายกลิ่นกุหลาบป่าปะปนกับกลิ่นฝนยามค่ำคืนลอยเข้าจมูก เธอมองต่ำลงไปที่มือของกรณ์ที่กำกระดาษแผ่นนั้นแน่น "นั่นสินะ... สิ่งที่คุณซ่อนไว้ คงไม่ใช่แค่รายงานการอนุรักษ์โบราณวัตถุธรรมดาหรอกกระมัง" รัญยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาคู่นั้นจริงจังขึ้นจนน่าตกใจ "คนที่บุกเข้าไปรื้อค้นห้องสมุดกลางเมื่อครู่... ไม่ใช่แค่โจรขโมยของเก่าทั่วไปแน่ พวกมันต้องการสิ่งที่คุณถืออยู่ และถ้าฉันเดาไม่ผิด พวกมันน่าจะรู้ด้วยว่าคุณกำลังจะไปที่ไหนต่อ" กรณ์จ้องมองเธออย่างชั่งใจ ในโลกของการอนุรักษ์ศิลปวัตถุที่เขาคุ้นเคย ทุกคนมักจะสุภาพและใส่หน้ากากเข้าหากัน แต่รัญยาไม่ใช่ เธอเหมือนคมมีดที่พร้อมจะกรีดทุกอย่างเพื่อให้ได้ความจริง แม้ว่าความจริงนั้นจะบาดมือเธอก็ตาม "ผมไม่รู้ว่าคุณพูดถึงอะไร" กรณ์ปฏิเสธเสียงเรียบ เก็บกระดาษแผ่นนั้นใส่กระเป๋าเสื้อโค้ทอย่างมิดชิด "ผมแค่มาเดินเล่นรับลม และบังเอิญเจอเรื่องวุ่นวาย" "เดินเล่นตอนตีสอง ในย่านเมืองเก่าที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากร้านค้าปิดร้างเนี่ยนะ?" รัญยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะปรากฏที่มุมปาก "เอาเถอะครับ ถ้าคุณอยากจะเล่นบทผู้ชายลึกลับผู้แบกรับความลับของโลกต่อไปก็ตามใจ แต่ฉันบังเอิญไปได้เบาะแสสำคัญมาอย่างหนึ่ง... เกี่ยวกับ 'หอศิลป์วรโชติ' สถานที่ที่คุณกำลังจะไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้" ชื่อนั้นทำให้หัวใจของกรณ์กระตุกวูบ หอศิลป์วรโชติ—สถานที่จัดแสดงงานศิลปะเก่าแก่ที่ปิดตัวลงอย่างไร้สาเหตุเมื่อสิบปีก่อน และเป็นสถานที่ทำงานแห่งสุดท้ายของมารดาเขาก่อนจะเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ กรณ์จ้องหน้ารัญยานิ่ง ราวกับต้องการค้นหาพิรุธในแววตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น แต่เขาพบเพียงความมั่นใจและความดื้อรั้นที่ฉายชัดเจน "คุณรู้เรื่องหอศิลป์นั้นได้ยังไง" เสียงของกรณ์ทุบลงต่ำอย่างคาดคั้น "เพราะบรรพบุรุษของฉันไม่ได้เป็นแค่ช่างซ่อมนาฬิกานะครับคุณกรณ์" รัญยาตอบเสียงเบาแต่หนักแน่น เธอยื่นสมาร์ทโฟนในมือให้เขาดูหน้าจอ ซึ่งแสดงภาพถ่ายเอกสารเก่าแผ่นหนึ่ง เป็นจดหมายเชิญเข้าร่วมงานแสดงศิลปะเมื่อสามสิบปีก่อน ลงนามโดยผู้ก่อตั้งหอศิลป์วรโชติ และมีลายมือหวัดๆ เขียนด้วยหมึกสีเดียวกันกับกระดาษในมือของกรณ์ไม่มีผิดเพี้ยน "ถ้าคุณอยากรู้ว่าพ่อแม่ของคุณตายเพราะอะไร และทำไมสมุดบันทึกเล่มนั้นถึงกลายเป็นเป้าหมายของการตามล่า..." รัญยาเงียบไปนิดหนึ่งเพื่อเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินจากเธอ "คุณต้องเดินตามฉันมาที่หอศิลป์นั่น... ตอนนี้เลย" กรณ์นิ่งงึมงำอยู่ในลำคอ ความลังเลตีรวนอยู่ในอก สมองส่วนหนึ่งร้องเตือนว่านี่อาจเป็นกับดักของนักข่าวสาวผู้ทะเยอทะยานคนนี้ แต่สัญชาตญาณอีกส่วนกลับบอกว่า นี่คือประตูบานเดียวที่เหลืออยู่ที่จะไขปริศนาการตายของบุพการี สายฝนปรอยเริ่มโปรยปลงมาอีกครั้ง ความเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านเนื้อผ้า กรณ์ตัดสินใจพยักหน้าช้าๆ "นำทางไปสิครับ" ทั้งคู่เดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยที่มืดมิดของย่านเมืองเก่า จนกระทั่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้าอาคารสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลผสมนีโอคลาสสิกขนาดใหญ่ สภาพของมันในยามวิกาลดูน่ากลัวและเวิ้งว้าง หน้าต่างทุกบานถูกปิดตายด้วยแผ่นไม้เก่าคร่ำครึ ป้ายชื่อ 'หอศิลป์วรโชติ' ที่ทำจากทองเหลืองขึ้นสนิมเขียวเข้มจนแทบอ่านไม่ออก รัญยาใช้กิ๊บติดผมเหล็กเส้นเล็กๆ งัดกลอนประตูไม้ด้านข้างที่ชำรุดอย่างคล่องแคล่ว เสียงโลหะกระทบกันดังคลิเบาๆ ก่อนที่บานประตูจะแง้มเปิดออก เผยให้เห็นความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นของฝุ่นผงที่ไม่ได้ถูกสัมผัสมานานนับทศวรรษ กรณ์ก้าวเท้าตามเข้าไปข้างใน มือหนาหยิบไฟฉายขนาดเล็กออกจากกระเป๋าแล้วกดเปิดลำแสงสีขาวนวลพุ่งแหวกความมืด ภายในห้องโถงใหญ่ รูปปั้นหินอ่อนของเทพเจ้ากรีกและภาพวาดสีน้ำมันขนาดมหึมาที่แขวนเรียงรายอยู่ตามผนัง ดูน่าขนลุกราวกับพวกมันกำลังจ้องมองผู้บุกรุกทั้งสองด้วยสายตำหนิ แสงไฟฉายกวาดผ่านซากปรักหักพังและเศษซากงานศิลปะที่ถูกทิ้งร้าง จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่อยู่กลางห้องโถง มันคือห้องจัดแสดงนิทรรศการพิเศษที่มีประตูกระจกนิรภัยหนาเตอะกั้นเอาไว้ แต่สิ่งที่ทำให้ฝีเท้าของกรณ์ต้องหยุดชะงักกึกจนแทบไม่หายใจ ไม่ใช่ความเก่าแก่ของสถานที่... บนพื้นไม้ปาร์เกต์กลางห้องจัดแสดงนั้น มีร่างของชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ ท่ามกลางกองเลือดสีแดงเข้มที่ยังไม่แห้งสนิท ไหลนองไปตามร่องไม้ แสงไฟฉายสาดส่องกระทบกับด้ามมีดสั้นที่ปักคาอยู่กลางหลังของศพนั้นอย่างแม่นยำ กรณ์ก้าวเข้าไปใกล้กระจกด้วยความตกตะลึง รัญยาตามมาติดๆ เธอสูดหายใจเข้าลึกเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า ชายคนนั้นสวมชุดสูทสีเข้ม—คนเดียวกับกลุ่มคนที่ไล่ล่าเขาที่หอสมุดกลางเมื่อไม่กี่นาตรีก่อนหน้านี้ "เขา... เขาเพิ่งจะถูกฆ่า" รัญยาพึมพำเสียงสั่น ความมั่นใจเมื่อครู่หายวับไปกับตา กรณ์ขบกรามแน่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว หากพวกมันตามล่าเขาเพื่อแย่งชิงสมุดบันทึก แล้วทำไมหนึ่งในผู้ไล่ล่าถึงกลายเป็นศพอยู่ที่นี่? ใครเป็นคนฆ่ามัน? หรือว่า... มีบุคคลที่สามแฝงตัวอยู่ในเงามืดของหอศิลป์แห่งนี้ตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะมาถึง? ฉับพลันนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นมาจากชั้นสองของอาคาร เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นไม้ดัง "เอี๊ยด... อาด..." ช้าๆ ท่ามกลางความเงียบงัน กรณ์และรัญยาต่างหันขวากับไปมองบันไดวนเบื้องหน้าพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ท่ามกลางความมืดมิดของโถงบันได ปลายแสงไฟฉายอีกดวงหนึ่งก็ส่องสว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งที่กำลังก้าวเดินลงมาอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังต้อนรับแขกผู้มาเยือนลงสู่หลุมพรางที่เตรียมไว้เป็นอย่างดี ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปไขปริศนานี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาแห่งกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%