เสียงโลหะหนักอึ้งกระทบกันดังสนั่น กลิ่นอับชื้นของสนิมและฝุ่นผงโบราณคละคลุ้งตลบอบอวลอยู่ในห้องใต้ดินแคบๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง ผมกุมประแจเหล็กในมือแน่นจนข้อต่องนิ้วขึ้นสีขาวซีด สายตาคมกริบจับจ้องไปยังบานประตูไม้สักหนาทึบเบื้องหน้า ซึ่งบัดนี้สั่นสะเทือนจากการกระแทกจาก
"ใจเย็นๆ ครับคุณกรณ์ ขืนพังประตูออกไปตอนนี้ มีแต่จะเข้าทางพวกมัน"
เสียงกระซิบแหบพร่าแต่ทรงพลังของวุฒิชัยดังขึ้นจากมุมมืด ชายชราก้าวเท้าเข้ามาใกล้โดยไร้ซึ่งเสียงสะท้อน ดวงตาฝ้าฟางผ่านโลกมามากคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัว เจือไว้เพียงประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวที่ทำให้ผมรู้สึกสงบลงได้บ้างอย่างน่าประหลาด
ผมผ่อนลมหายใจออกทางจมูกช้าๆ พยายามกดความเร่งร้อนในอกให้จมดิ่งลงไป การเผชิญหน้ากับความจริงมักเรียบเย็นและโหดร้ายกว่าที่จินตนาการไว้เสมอ กล่องไม้โบราณที่บรรจุแผ่นฟิล์มกระจกต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ถูกเหน็บไว้ข้างเอวอย่างแน่นหนา ขณะที่สมองส่วนลึกกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็วถึงทางหนีทีไล่ วุฒิชัยไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง มือเหี่ยวย่นเอื้อมไปเปิดช่องระบายอากาศขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่หลังตู้เก็บเครื่องมือเก่าๆ กลิ่นดินชื้นและอากาศบริสุทธิ์ภายนอกโชยเข้ามาปะทะใบหน้าทันที
"ทางนี้ครับ ทางออกฉุกเฉินที่สร้างไว้ตั้งแต่สมัยสงครามโลก... ผมรู้ว่าคุณยังมีเรื่องต้องสะสาง แต่ไม่ใช่ที่นี่ และไม่ใช่ตอนนี้" วุฒิชัยเอ่ยพรางผายมือเชิญ
ผมเหลียวกลับไปมองบานประตูที่ยังคงถูกกระแทกอย่างต่อเนื่อง รอยร้าวเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ การดะทะกันตรงๆ ในพื้นที่ปิดตายแบบนี้มีแต่ความตายที่รออยู่ ผมพยักหน้ารับสั้นๆ ก่อนจะมุดตัวเข้าไปในช่องแคบนั้นตามชายชราไป
ความมืดมิดและกลิ่นอับของอุโมงค์ใต้ดินโอบล้อมเราไว้ มีเพียงแสงไฟฉายดวงเล็กจากวุฒิชัยที่ส่องนำทาง เราเดินลัดเลาะไปตามทางเดินอิฐมอญโบราณที่ชื้นแฉะ เสียงหยดน้ำดัง "ติ๋ง... ติ๋ง..." สะท้อนก้องกังวาน ราวกับเสียงนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังชีวิตของเราทีละน้อย ความคิดเรื่องการตายปริศนาของพ่อแม่วนเวียนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง ภาพใบหน้าของท่านทั้งสองในคืนวันเกิดเหตุก่อนไฟไหม้บ้านพักโบราณวัตถุผุดขึ้นมาเด่นชัด ทุกเบาะแสที่ค้นพบเริ่มร้อยเรียงเข้าหากันอย่างน่ากลัว มันไม่ใช่ อุบัติเหตุ แต่มันคือการฆาตกรรมที่ถูกอำพรางไว้อย่างแยบยลด้วยเงื่อนงำทางประวัติศาสตร์
หลังจากเดินลัดเลาะผ่านความมืดเกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดเราก็โผล่ขึ้นมายังโกดังร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ มีเพียงสายลมเย็นยะเยือกยามค่ำคืนที่พัดพาละอองน้ำขึ้นมาปะทะผิวกาย
ผมทรุดตัวลงนั่งพักบนลังไม้เก่า หยิบกล่องไม้บรรจุฟิล์มกระจกออกมาวางบนตักอย่างระมัดระวัง วุฒิชัยยืนมองอยู่ห่างๆ ก่อนจะส่งกระบอกไฟฉายแรงสูงให้ผม
"ถึงเวลาแล้วครับคุณกรณ์... ถอดรหัสสิ่งที่คุณพ่อของคุณทิ้งเอาไว้เสียที" ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความคาดหวัง
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ เปิดฝากล่องไม้ออก เผยให้เห็นแผ่นฟิล์มกระจกโบราณสามแผ่นที่สะท้อนแสงไฟวับแวม ภายใต้ความมืดและเงาสลัว ผมยกแผ่นแรกขึ้นส่องกับแสงไฟฉาย ภาพที่ปรากฏบนกระจกไม่ใช่ภาพถ่ายทิวทัศน์ทั่วไป แต่มันคือภาพถ่ายมุมสูงของแผนที่โบราณบางส่วน ผสมผสานกับตัวเลขพิกัดละติจูดและลองจิจูดที่ถูกขูดขีดทับซ้อนกันอย่างจงใจด้วยฝีมือของพ่อ
"นี่มัน..." ผมพึมพำกับตัวเอง ดวงเบิกกว้างขึ้นเมื่อตระหนักถึงความหมาย
"รหัสลับทับซ้อน" รัญยาที่ก้าวออกมาจากเงาเสาด้านหลังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงแววตื่นเต้น เธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ ร่างเพรียวในชุดสูททะมัดทะแมงก้าวเข้ามาใกล้ แววตาคมกริบจดจ้องมองแผ่นฟิล์มในมือผมไม่วางตา "ไม่ใช่แค่แผนที่ธรรมดาหรอกค่ะคุณกรณ์ แต่มันคือลายแทงซ่อนเร้นที่เชื่อมโยงกับสมบัติของชาติที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน... และเป็นเหตุผลว่าทำไมพ่อแม่ของคุณถึงต้องตาย"
ผมหันขวับไปมองหน้าหญิงสาวทันที ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นมาในอกจนระงับไม่อยู่ "คุณรู้เรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้ว รัญยา? คุณเข้าหาผมเพราะต้องการฟิล์มพวกนี้ตั้งแต่แรกใช่ไหม!"
รัญยาไม่ได้แสดงอาการสะดุ้งสะเทือน เธอยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างคนเหนือกว่า ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ทแล้วกางออกให้ผมดู แสงไฟฉายสาดส่องลงบนกระดาษแผ่นนั้น เผยให้เห็นลายมือที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี—ลายมือของพ่อผมเอง
"ฉันไม่ได้เป็นศัตรูของคุณกรณ์ค่ะ..." รัญยาเว้นจังหวะ เลื่อนสายตาขึ้นสบตากับผมตรงๆ แววตาคู่นั้นไหววูบคล้ายซ่อนความลับอันดำมืดบางอย่างไว้ "แต่ถ้าคุณยังช้าอยู่แบบนี้ คนที่ตามเรามาเมื่อกี้... อาจจะไม่ได้มาแค่เพื่อทวงของ แต่มันมาเพื่อปิดปากเราทุกคนถาวร"
ก่อนที่ผมจะได้โต้เถียงอะไรกลับไป เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังสะท้อนก้องมาจากปากทางเข้าโกดังร้าง พร้อมกับแสงไฟฉายหลายดวงที่สาดส่องเข้ามาทางพวกเราอย่างรวดเร็ว วุฒิชัยหน้าถอดสีทันที ชายชราคว้าแขนผมไว้แน่น
"พวกมันตามมาเร็วกว่าที่คิด... ทางนี้!"
รัญยารีบคว้ากระดาษพิกัดในมือผมยัดใส่กระเป๋าเสื้อตัวเอง ก่อนจะวิ่งนำหน้าไปยังประตูหลังโกดังที่ติดกับท่าเรือ ท่ามกลางเสียงตะโกนสั่งการและเสียงฝีเท้าที่ไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด ผมกอดกล่องไม้ฟิล์มกระจกไว้แน่นในอ้อมอก ขายาวก้าววิ่งเต็มแรงตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
พิกัดใหม่บนแผ่นฟิล์มนำพาเรามุ่งหน้าสู่ "จังหวัดพระนครศรีอยุธยา" สถานที่โบราณที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังและปริศนาที่รอการชำระสะง้าง แต่ทว่า... ทันทีที่เราวิ่งพ้นประตูหลังโกดังออกไปยังลานจอดเรือริมแม่น้ำ ร่างของชายปริศนากลุ่มใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิทก็ก้าวออกมาดักรออยู่เบื้องหน้าแล้ว พร้อมกับปากกระบอกปืนนับสกระบอกที่เล็งตรงมายังพวกเราโดยไร้ซึ่งเสียงเตือนใดๆ!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไขปริศนากับผมในตอนนี้นะครับ
เงาแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 10
รหัสลับทับซ้อน
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาแห่งกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!