เสียงเหล็กกระทบกันจากกลไกขึ้นลำนับสิบเสียงดังประสานกันอย่างน่าสะพรึงกลัว ท่ามกลางความเงียบงันของสายน้ำเจ้าพระยาที่ไหลเอื่อยในยามพลบค่ำ รัศมีแสงสีส้มจากดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าสาดส่องกระทบกับคมโลหะสีดำสนิทของปากกระบอกปืนนับสกระบอกที่จดจ่อตรงมายังพวกเราอย่างไร้ซึ่งความปรานี
"หมอบลง!"
รัญยาคำรามเสียงต่ำ พร้อมกับกระชากแขนของผมให้ทรุดตัวลงหลบหลังแนวเขื่อนคอนกรีตเก่าคร่ำคร่า แรงกระแทกทำให้ข้อศอกของผมขูดกับผิวปูนหยาบๆ จนแสบแปลบ แต่ความเจ็บปวดทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความตึงเครียดที่บีบอัดอยู่ในอากาศ
กระสุนนัดแรกแหวกอากาศพุ่งเฉี่ยวหัวไหล่ผมไปฝังลงในเนื้อไม้ของท่าเรือเก่า เสียง "ฉัวะ" และเศษไม้ที่แตกกระจายทำให้รู้ว่าพวกมันไม่ได้ขู่
"เราติดกับแล้วครับคุณรัญยา" ผมกัดฟันพูดลอดไรฟัน พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น ขณะที่สายตากวาดมองหาเส้นทางหนีทีไล่ "พวกมันรู้พิกัดที่เราถอดรหัสได้จากฟิล์มม้วนนั้นตั้งแต่แรก... นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ"
"ฉันรู้แล้วน่า!" รัญยาหอบหายใจถี่กระชั้น ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยและเต็มไปด้วยความมั่นใจบัดนี้ชื้นไปด้วยเหงื่อ เส้นผมสีเข้มที่หลุดลุ่ยแนบแก้มยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงความตื่นตระหนกที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้แววตาดุดัน "ไอ้สารเลวพวกนั้น... มันต้องการแผ่นฟิล์มต้นฉบับ ไม่ใช่แค่สำเนาที่เราถืออยู่"
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับคู่กำลังย่างสามขุมเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับเสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นไม้กระดานดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะที่คุกคามหัวใจให้เต้นรัวระส่ำ
ในสถานการณ์ความเป็นความตายเช่นนี้ สมองของผมกลับแล่นเร็วกว่าปกติ ภาพความทรงจำเกี่ยวกับโครงสร้างของโกดังเก่าและคลังสินค้าบริเวณนี้ผุดขึ้นมาในหัว... ท่อระบายน้ำทิ้งขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อไปยังคลองสาขาด้านหลัง คือทางรอดเดียว
"ตามผมมาครับ!" ผมเอ่ยสั้นๆ คว้าข้อมือเรียวของหญิงสาวให้ลุกขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะพุ่งตัวออกไปทางซ้ายสวนทางกับวิถีกระสุนที่เริ่มระดมยิงเข้ามาดั่งห่าฝน
เสียงกระจกแตกและเศษปูนที่กระเด็นใส่แผ่นหลังทำให้พวกเราต้องเร่งฝีเท้าจนสุดแรง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดผลักดันให้เราพุ่งทะยานผ่านความมืดของเงาไม้ริมตลิ่ง จนกระทั่งทิ้งห่างกลุ่มชายชุดดำมาได้ในที่สุด เสียงฝีเท้าและเสียงตะโกนสั่งการค่อยๆ เลือนหายไปในความเวิ้งว้างของสายน้ำ
***
ล้อรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อบด
ผ่านผิวถนนดินลูกรังที่ขรุขระและเต็มไปด้วยหลุมบ่อ แรงกระแทกทำให้โครงสร้างรถเก่าๆ ส่งเสียงโอดครวญไม่ต่างจากสังขารของคนขับ บรรยากาศภายในห้องโดยสารอบอวลไปด้วยความเงียบงันอันหนักอึ้ง มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และเสียงกิ่งไม้ที่ปัดป่ายตัวถังรถดังแกรกกราดเป็นระยะ
พิกัดบนแผ่นฟิล์มไม่ได้นำพาเราเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงเก่าที่เต็มไปด้วยวัดวาอرامอันงดงามอย่างที่ใครหลายคนคาดคิด หากแต่มันลากเราลึกเข้ามาในเขตป่าทึบทางตอนเหนือของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่รกร้างที่ถูกลืมเลือนไปจากแผนที่ปัจจุบัน
รัญยาที่นั่งเบาะข้างคนขับทอดสายออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาคู่คมจดจ้องไปยังความมืดมิดของแมกไม้ที่หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เธอยกมือขึ้นกอดอก ท่าทางเย่อหยิ่งและมั่นใจในตัวเองเมื่อวันก่อนดูราวกับถูกความกดดันของสถานที่แห่งนี้กัดกินจนหมดสิ้น
"คุณแน่ใจเหรอกรณ์ ว่าเรากำลังมาถูกทาง" น้ำเสียงของเธอแหบพร่าเล็กน้อย ทำลายความเงียบขึ้นมา "ฉันเริ่มรู้สึกว่า... เรากำลังเดินเข้าไปในหลุมพรางที่ใครบางคนขุดรอไว้ตั้งแต่แรกแล้ว"
ผมเหลือบมองเธอกวาดสายตาผ่านกระจกมองข้าง มือทั้งสองข้างยังคงกำพวงมาลัยแน่น "ถ้าเรากลัวที่จะตกลงไปในหลุมพราง เราก็ไม่มีวันรู้หรอกครับว่าความจริงที่พ่อกับแม่ของผมต้องตาย มันคืออะไร"
คำพูดของผมทำให้รัญยาชะงัก เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองผมด้วยแววตาที่อ่านยาก
"ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น... แค่คิดว่า บางทีความลับบางอย่าง มันควรปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับกาลเวลา มากกว่าจะขุดคุ้ยมันขึ้นมาให้ใครต้องเจ็บปวดอีก" เธอกล่าวเสียงแผ่วเบา เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเปราะบางจากปากของผู้หญิงคนนี้
รถกระบะเลี้ยวโค้งหักศอกผ่านแนวต้นไทรใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาราวกับมือปีศาจที่พยายามคว้าจับตัวรถ และในวินาทีนั้นเอง... ภาพเบื้องหลังม่านหมอกจางๆ ก็ปรากฏแก่สายตา
คฤหาสน์โบราณสไตล์โคโลเนียลผสมผสานความเป็นไทยยุค รัชกาลที่ 5 ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ตัวอาคารไม้สักทองขนาดใหญ่สีขาวที่เคยสง่างาม บัดนี้กลับถูกความชื้นและกาลเวลาบด
กัดจนทรุดโทรม หน้าต่างกระจกสีหลายบานแตกละเอียด เถาวัลย์และรากไม้เลื้อยพันระโยงระยายปกคลุมผนังราวกับมันมีชีวิตจิตใจ บรรยากาศรอบด้านวังเวงและเยือกเย็นจนน่าขนลุก แม้แต่เสียงหริ่งเรไรก็ยังเงียบงัน ราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
ผมดับเครื่องยนต์ เสียงคำรามของเครื่องยนต์สงบลง เหลือไว้เพียงความเงียบงันที่กดทับลงบนโสตประสาท เราทั้งคู่ต่างนั่งนิ่งอยู่ในรถ ปล่อยให้ความยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวของคฤหาสน์ตรงหน้าซึมซับเข้าสู่ความรู้สึก
"ถึงแล้วครับ... บ้านเก่าของตระกูลที่ถูกลืม" ผมพึมพำเบาๆ พร้อมกับปลดเข็มขัดนิรภัย
รัญยาไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงแต่เอื้อมมือไปหยิบไฟฉายกระบอกเล็กขึ้นมาถือไว้แน่น นิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยยามเมื่อเธอดันประตูรถเปิดออก เสียงเอี๊ยดของบานพับดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณป่าทึบ
พวกเราก้าวเท้าลงเหยียบบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยใบไม้แห้งกรอบ กลิ่นอับชื้นของดินและซากพืชลอยแตะจมูก ผสมผสานกับกลิ่นอานุภาพบางอย่างที่บอกไม่ถูก รัญยาเดินเข้ามาใกล้ผมโดยไม่รู้ตัว มือของเธอเผลอจับชายเสื้อแจ็คเก็ตของผมไว้แน่น เป็นภาษากายที่บอกชัดเจนว่าเธอหวาดกลัวเพียงใดแต่ก็ยังฝืนทอดก้าวเดินต่อไป
ทางเดินปูด้วยอิฐมอญเก่าคร่ำคร่าทอดยาวนำไปสู่บันไดทางขึ้นหน้ามุขคฤหาสน์ ความมืดของยามเย็นเริ่มเข้าปกคลุม ทำให้เงาของต้นไม้และเสาเรือนดูบิดเบี้ยวคล้ายภูตผีปีศาจที่กำลังจ้องมองผู้บุกรุก
เราก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดใต้ฝ่าเท้าดังชัดเจนในความเงียบ ประตูไม้สักบานใหญ่แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงแต่ผุพังตามกาลเวลาปิดสนิทอยู่เบื้องหน้า
ผมสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า มือขวายื่นออกไปหมายจะผลักบานประตูหนักอึ้งนั้นให้เปิดออก
แต่ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วของผมจะสัมผัสกับผิวไม้เย็นเฉียบ เสียงฝีเท้าที่ดังแว่วมาจากด้านหลัง—จากมุมมืดใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เราเพิ่งเดินผ่าน—ก็หยุดชะงักทุกการเคลื่อนไหวของเราทันที!
"ยินดีต้อนรับสู่บ้าน... คุณกรณ์ และคุณรัญยา"
เสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกดังขึ้นจากความมืด พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบส่องตรงมาที่ใบหน้าของเราอย่างจัง จนต้องยกมือขึ้นบังตาตามสัญชาตญาณ!
ด้วยความเคารพรักจากใจจริง
- นาโนบอทมาสเตอร์ -
เงาแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 11
การเดินทางสู่บ้านเก่า
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาแห่งกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!