"ถ้าคุณขยับอีกนิดเดียว ปลายปากกาเล่มนั้นคงจิ้มทะลุกระดาษแผ่นสุดท้ายไปแล้วนะครับ, คุณรัญยา"
เสียงทุ้มต่ำของกรณ์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงั้นภายในห้องสมุดโบราณของหอจดหมายเหตุประจำจังหวัด ฝุ่นละอองยามค่ำคืนลอยวนระริกอยู่ใต้ลำแสงสีส้มอุ่นจากโคมไฟตั้งโต๊ะ ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มยืนพิงชั้นหนังสือไม้มะค่าโมงโบราณ นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจดจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความระแวดระวัง ทว่าแฝงไว้ด้วยความนุ่มนวลตามวิสัยสุภาพบุรุษ
รัญยาชะงักมือที่กำลังถือคีมคีบเอกสารกระดาษสาเก่าคร่ำคร่า เธอมองค้อนเขาด้วยหางตาเล็กน้อย ริมฝีปากบางเฉียบคลี่ยิ้มเยาะหยันตามวิสัยของนักข่าวสาวผู้ทะเยอทะยานผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อสิ่งใด
"ถ้าฉันไม่รีบลงมือ ฉันเกรงว่าคุณกรณ์คงมัวแต่ยืนดมกลิ่นกระดาษโบราณจนลืมไปว่า... 'ของสิ่งนั้น' กำลังจะถูกทำลายจนหมดสิ้นต่างหากล่ะคะ" รัญยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึก เธอวางคีมลงบนโต๊ะไม้สักอย่างเบามือ แล้วหันมาประจันหน้ากับเขาตรงๆ "บันทึกหน้าสุดท้ายของปี พ.ศ. 2482 ที่พ่อของคุณตามหาจนตัวตาย... ตอนนี้มันควรจะอยู่ในมือเราแล้วไม่ใช่หรือไง?"
กรณ์ถอนหายใจยาว แววตาไหววูบชั่วขณะเมื่อได้ยินคำว่า 'พ่อของคุณ' ปมในใจที่ยังไม่เคยได้รับการเยียวยากระตุกขึ้นมาอีกครั้ง เขาเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานตัวใหญ่ กวาดสายตามองเอกสารนับร้อยแผ่นที่กระจัดกระจายอยู่เบื้องหน้า
เบาะแสสำคัญ... บันทึกเหตุการณ์การหายตัวไปของโบราณวัตถุล้ำค่าช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งถูกซ่อนไว้ในแฟ้มคดีเก่าของกรมศิลปากร
"คุณใจร้อนเกินไปรัญยา... ความจริงไม่ได้วิ่งหนีเราไปไหน แต่มันมักซ่อนอยู่ตรงรอยต่อของกาลเวลาเสมอ หากเราใจร้อน เราก็จะมองเห็นเพียงสิ่งที่อยากเห็น ไม่ใช่ความจริงที่เกิดขึ้นจริง" กรณ์กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่หนักแน่นในหลักการของตนเอง
"นักประวัติศาสตร์มักพูดยังก้องโลกแบบนี้เสมอแหละค่ะ เมื่อถึงเวลาที่ความจริงปรากฏ คนที่มัวแต่ 'รอคอย' อย่างคุณก็มักจะเหลือแค่มือเปล่า" รัญยาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองเขาอย่างท้าทาย ก่อนที่เธอจะหยิบแฟ้มหนังสีดำเก่าคร่ำคร่าขึ้นมาเปิดดูหน้ากระดาษด้านในอย่างรวดเร็ว "ไหนล่ะ? ไหนล่ะบันทึกแผ่นที่ระบุพิกัดของหีบสมบัติที่ซ่อนไว้?"
นิ้วเรียวยาวของนักข่าวสาวพลิกกระดาษทีละแผ่น เสียงกระดาษเก่ากรอบแกรบดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ กรณ์ขยับเข้าไปใกล้โดยสัญชาตญาณ กลิ่นอายความคุ้นเคยจากเอกสารเก่าผสมผสานกับกลิ่นน้ำหอมจางๆ ของหญิงสาวลอยแตะจมูก บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบอัดด้วยความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทว่า... ยิ่งพลิก หน้ากระดาษกลับยิ่งว่างเปล่า
รอยยิ้มมั่นใจบนใบหน้าของรัญยาค่อยๆ เลือนหายไป นัยน์ตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความตื่นตระหนกฉายชัดผ่านม่านตาของเธอ นิ้วมือที่ถือกระดาษเริ่มสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อพบความจริงบางอย่าง
"มัน... มันหายไปไหน?" รัญยาพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอขาดหายไปในลำคอ
กรณ์ขมวดคิ้วมุ่น เขาโน้มตัวลงใช้มือทั้งสองข้างท้าวขอบโต๊ะ ก้มลงมองเอกสารในแฟ้มนั้นด้วยความตกใจไม่แพ้กัน
พื้นที่ตรงกลางของหน้ากระดาษแผ่นสำคัญ ซึ่งควรจะมีร่องรอยหมึกปากกาคอแร้งเขียนบันทึกด้วยลายมืออันเป็นเอกลักษณ์ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในอดีต บัดนี้... กลับเหลือเพียงรอยฉีกขาดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ร่องรอยขอบกระดาษที่ถูกตัดออกอย่างประณีตด้วยคมมีด แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีใครบางคน "จงใจ" ตัดมันออกไป
ไม่ใช่การผุกร่อนตามกาลเวลา... แต่มันคือการโจรกรรมข้อมูลอย่างเลือดเย็น
"มีคนตัดมันออกไป..." กรณ์พึมพำ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นทันที นัยน์ตาสีเข้มฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง "และรอยตัดนี่... ยังใหม่มาก"
รัญยาเงยหน้าขึ้นสบตากัน ท่าทีเย่อหยิ่งเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดระแวงและความตระหนักรู้ถึงภัยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้พวกเขาทุกที
"ใหม่มาก... หมายความว่าอย่างไรคะ?" รัญยาถามเสียงเครียด
"หมายความว่า... มีคนมาก่อนหน้าเราไม่นานนัก" กรณ์ตอบทันที พรางกวาดสายตามองไปรอบห้องสมุดมืดทึบ "และคนคนนั้น... รู้อยุ่แล้วว่าเรากำลังตามหาอะไรอยู่ เขารู้ว่าเราจะมาที่นี่ในคืนนี้"
สิ้นคำพูดของกรณ์ บรรยากาศภายในห้องสมุดโบราณก็เปลี่ยนไปราวกับพลิฝ่ามือ อุณหภูมิรอบตัวดูลดฮวบลงอย่างกะทันหัน เสียงลมยามค่ำคืนที่พัดกระทบหน้าต่างไม้บานเกล็ดเก่าๆ ดังเอี๊ยดอ๊าด ราวกับเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่กำลังเดินย่องเข้ามาใกล้
*กริ๊ก...*
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังขึ้นจากมุมมืดบริเวณชั้นหนังสือแถวที่สี่ ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในความสลัว
กรณ์ดึงตัวรัญยาให้หลบลงมาอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่ทันที สัญชาตญาณการเอาตัวรอดเตือนภัยเขาสุดขีด มือหนาเอื้อมไปปิดโคมไฟตั้งโต๊ะบนโต๊ะทำงาน เหลือเพียงความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์สลัวสาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างสีชาเข้ามา
"ใครอยู่ที่นั่น?" กรณ์ตะโกนถามเสียงดัง ก้องกังวานไปทั่วห้องโถงโล่งกว้าง ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับ มีเพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวที่ปกคลุมเข้ามาแทนที่
รัญยาหายใจหอบถี่ มือบางกำชายเสื้อโค้ทของกรณ์ไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ความมั่นใจทั้งหมดของนักข่าวสาวพังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า พวกเขากำลังตกเป็นเหยื่อในเกมของใครบางคน
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... แสงไฟฉายสว่างวาบพุ่งตรงมาจากมุมมืดสาดส่องเข้ามาที่โต๊ะทำงานที่พวกเขากำลังหลบอยู่ แสงสีขาวจ้าบาดตาทำให้กรณ์ต้องหรี่ตาลงพร้อมกับยกแขนขึ้นบัง
และก่อนที่พวกเขาจะทันได้ตั้งตัว ประตูไม้บานใหญ่ของห้องสมุดก็ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงมหาศาล เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก้าวเข้ามาด้านใน พร้อมกับเงาร่างของชายชุดดำสามคนที่ถืออาวุธครบมือเดินกระจายกำลังปิดล้อมพวกเขาไว้ทุกด้าน
ชายคนตรงกลาง ซึ่งสวมเสื้อคลุมกันหนาวสีเข้มและหมวกแก๊ปอำพรางใบหน้า ค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาข้างหน้า มือข้างหนึ่งถือซองเอกสารสีน้ำตาลที่เพิ่งถูกดึงออกจากแฟ้มของพวกเขาเมื่อครู่
เขายกซองเอกสารนั้นขึ้นชูเล็กน้อยในความมืด ก่อนจะเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก
"พวกคุณมาช้าไปก้าวเดียวนะครับ... คุณกรณ์, คุณรัญยา"
กรณ์เบิกตากว้างเมื่อได้ยินเสียงนั้น เสียงที่คุ้นหูอย่างประหลาด... เสียงของบุคคลที่เขาไม่มีทางคาดคิดเลยว่าจะมาปรากฏตัว ณ สถานที่แห่งนี้ และเป็นคนเดียวกับที่ถือครองกุญแจไขปริศนาการตายของพ่อแม่เขา
— นาโนบอทมาสเตอร์ —
เงาแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 7
เอกสารที่หายไป
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาแห่งกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!