เสียงโลหะกระทบกันเบาหวิวแต่คมกริบจากบานหน้าต่างห้องทำงานชั้นสอง คือสัญญาณเตือนภัยที่ทรงพลังเสียยิ่งกว่าเสียงระฆังใดๆ
กรณ์ชะงักมือที่กำลังถือปากกาหมึกซึมค้างไว้กลางอากาศ นัยน์ตาคมกวาดมองไปทางรัญยา ซึ่งบัดนี้กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้สีเขียวเข้ม เธอส่งสัญญาณเตือนด้วยการยกนิ้วขึ้นแตะเรียวปาก เปลือกตาบางหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์ ความเงียบสงัดยามวิกาลของคฤหาสน์ตระกูลศิรินธรถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก มีเพียงเสียงฝนโปรยปรายบางเบาภายนอกที่ช่วยกลบเกลื่อนความผิดปกติ แต่สัญชาตญาณของนักอนุรักษ์ผู้ผ่านความตายมาหลายคราเตือนกรณ์ว่า... แขกยามวิกาลกลุ่มนี้ไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน
"คุณเคยบอกว่าระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่ไร้ที่ติไม่ใช่หรือครับ, คุณรัญยา"
กรณ์กระซิบเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงของเขาสุขุมและราบเรียบ แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความตื่นตัว รัญยาไม่ตอบทันที เธอขยับตัวลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบราวกับแมวป่า ส้นรองเท้าบูทหนังแท้แทบไม่ส่งเสียงกระทบพื้นปาร์เกต์ขัดมัน เธอก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของเขา กลิ่นน้ำหอมเจือจางกลิ่นฝนลอยแตะจมูก ก่อนที่เธอจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววเย้ยหยัน
"ระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด มักมีจุดอ่อนที่คาดไม่ถึงเสมอ... และฉันคิดว่าพวกมันไม่ได้มาเพื่อเจรจาเรื่องงานศิลปะแน่ๆ ค่ะ" รัญยาเปลี่ยนคำลงท้ายตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด แต่กรณ์ไม่ได้ใส่ใจจุดนั้น สายตาของเขากำลังจ้องมองไปยังเงาดำทะมทึนสามร่างที่ทาบทับอยู่หลังผ้าม่านโปร่งสีขาว
เงาทั้งสามเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงและเป็นระบบ ไม่มีเสียงฝีเท้าเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน พวกมันฝึกมาอย่างดี... เป็นมืออาชีพที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อการแทรกซึมและปลิดชีพโดยเฉพาะ
สมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลเข้มของพ่อ... วัตถุโบราณชิ้นสำคัญที่ซ่อนความลับเกี่ยวกับการก้าวข้ามกาลเวลาและทฤษฎีที่โลกไม่กล้ายอมรับ วางอยู่บนลิ้นชักลับใต้โต๊ะทำงานนี้เอง กรณ์ขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขาไม่ยอมให้มันตกไปอยู่ในมือของคนพวกนั้นเด็ดขาด
"คุณถอยไป" กรณ์เอ่ยเสียงต่ำพร้อมกับเอื้อมมือเปิดลิ้นชักลับอย่างระมัดระวัง
"ฉันไม่ใช่ภาระของคุณนะ, กรณ์" รัญยาแย้งขึ้นทันควัน ดวงตาคู่คมประกายความดื้อรั้น "ถ้าเรามัวแต่เถียงกันตอนนี้ ได้กลายเป็นศพเฝ้าคฤหาสน์แน่"
ก่อนที่กรณ์จะทันได้เอ่ยคำใดต่อ บานกระจกหน้าต่างก็แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ด้วยแรงกระแทกจากภายนอก เศษแก้วกระจายเกลื่อนพื้นราวกับเกล็ดน้ำแข็งสะท้อนแสงจันทร์ ร่างในชุดสูทสีดำสนิทและสวมหน้ากากอนามัยพรางใบหน้าพุ่งทะยานเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็วดั่งพายุหมุน
กรณ์ไม่รอช้า เขากระชากลิ้นชัก หยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาแนบอก พร้อมๆ กับที่เงาดำร่างแรกพุ่งเข้าประชิดตัว เงื้อมมือหมายคว้าคอเสื้อของเขา
*เปรี้ยง!*
เสียงปืนเก็บเสียงดังขึ้นเบาๆ แต่เฉียบขาด ร่างของชายชุดดำที่พุ่งเข้ามาหยุดชะงักทันที ดวงตาเบิกกว้างก่อนที่เขาจะทรุดฮวบลงกับพื้น เลือดสีแดงเข้มไหลนองตัดกับพรมเปอร์เซียสีสด รัญยายืนถือปืนพกสั้นติดกระบอกเก็บเสียงควันจางๆ ลอยกรุ่นจากปากลำกล้อง สายตาของเธอนิ่งสนิทไม่มีความหวาดกลัวปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย
"อย่ามัวแต่ยืนตะลึงสิครับ, คุณกรณ์!" รัญยาตะโกนลั่น พร้อมกับเหนี่ยวไกใส่มือสังหารอีกคนที่กำลังพุ่งเข้ามาทางหน้าต่าง กระสุนเจาะเข้าที่หัวไหล่จนอีกฝ่ายเซถอยหลังไปชนกับชั้นวางหนังสือโบราณ แจกันจีนราคาแพงหล่นแตกกระจายเสียงดังสนั่น
"คุณพกปืนตั้งแต่เมื่อไหร่" กรณ์ถามสวนกลับในขณะที่ต้องหลบหมัดหนักหน่วงของชายชุดดำคนที่สามที่หลุดรอดเข้ามาประชิดตัวได้
การต่อสู้ระยะประชิดเกิดขึ้นอย่างดุเดือด กรณ์ใช้ความรู้เรื่องศิลปะป้องกันตัวที่เรียนมาผสมผสานกับความว่องไว เขาหลบหมัดที่เหวี่ยงมาอย่างหมายชีวิต ก่อนจะศอกเข้าที่ลิ้นปี่ของอีกฝ่ายจนร่างนั้นงอลงด้วยความจุก แต่คนชุดดำไม่ได้มีฝีมือแค่นั้น มันสวนกลับด้วยลูกเตะกวาดพื้นจนกรณ์เสียหลักล้มลง สมุดบันทึกในมือหลุดกระเด็นไปไกลหลายเมตร
"สมุดอยู่ตรงนั้น!" รัญยาพยายามจะวิ่งไปหยิบ แต่ชายชุดดำคนที่ถูกยิงที่หัวไหล่ฝืนสังขารพุ่งเข้ามาขวางทางเธอไว้ พร้อมกับชักมีดสั้นประกายวาววับขึ้นมาขู่
กรณ์กัดฟันกรอด ความเจ็บปวดจากการกระแทกเมื่อครู่แล่นริ้วไปทั่วแผ่นหลัง แต่เขาส สนใจมันน้อยกว่าเป้าหมายเบื้องหน้า เขาลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว พุ่งตัวเข้าชาร์จชายชุดดำที่กำลังจะก้มลงหยิบสมุดบันทึก ทั้งคู่ล้มกลิ้งไปบนพื้นเศษแก้ว กรณ์ไม่ลังเลที่จะใช้กำปั้นชกเข้าที่ใบหน้าใต้หน้ากากครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งเสียงหอบหายใจของอีกฝ่ายเริ่มแผ่วเบาลงและแน่นิ่งไป
ห้องทำงานกว้างขวางบัดนี้คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและควันดินปืน กรณ์หอบหายใจหนักหน่วง เสื้อผ้าหลุดลุ่ยและมีรอยฉีกขาด เขากวาดสายตามองหารัญยา เห็นเธอยืนหอบจนตัวโยนอยู่ไม่ไกลนัก มือข้างที่ถือปืนสั่นเทาเล็กน้อยแต่ยังคงตั้งมั่น
"เราต้องไปจากที่นี่... พวกมันมากันมากกว่านี้แน่" กรณ์เอ่ยขึ้น พลางก้มลงหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาปัดฝุ่นอย่างทะนุถนอม
รัญยาพยักหน้ารับ เธอหันหลังเตรียมจะวิ่งนำไปยังประตูทางออก ทว่า... ฝีเท้าจำนวนมากที่ดังระรัวขึ้นจากบันไดชั้นล่าง ก็ทำให้ทั้งคู่ต้องแข็งค้างราวกับถูกสาป
เสียงฝีเท้านั้นหนักแน่นและรวดเร็วเกินกว่าจะเป็นตำรวจ... มันคือเสียงของกองกำลังเสริมจำนวนนับสิบที่ปิดล้อมเส้นทางหลบหนีไว้หมดแล้ว
รัญยาหันกลับมามองกรณ์ แววตาของเธอไหววับเป็นครั้งแรก "เราติดกับแล้ว..."
ทว่า ในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังคืบคลานเข้าประชิด ประตูห้องทำงานที่ปิดสนิทก็ถูกเปิดออกด้วยฝีเท้าของใครบางคน ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเทาเข้มก้าวเข้ามาอย่างใจเย็น ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ภายใต้แสงสลัวยามวิกาล กรณ์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อตระหนักได้ว่าผู้มาใหม่คนนี้ไม่ใช่ศัตรู... แต่เป็นบุคคลที่เขาคิดว่าตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน
"พ่อ...?"
ด้วยความเคารพรักจากใจจริง
- นาโนบอทมาสเตอร์ -
เงาแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 14
ผู้มาเยือนยามวิกาล
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาแห่งกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!