กลิ่นคาวเค็มของเกลือสมุทรและคราบสนิมสีแดงฉานที่กัดกินบานพับหน้าต่างไม้สัก เป็นสิ่งเดียวที่ย้ำเตือนว่าพวกเขายังมีลมหายใจอยู่หลังรอดพ้นจากคืนอันมืดมิด
กรณ์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หวายโยกเยกที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งน้ำหนักกดทับ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจับจ้องไปยังรัญยา ซึ่งกำลังยืนหันหลังให้อยู่ริมหน้าต่างบานแคบ หล่อนใช้ปลายนิ้วเรียวบางแหวกม่านลูกไม้สีตุ่นออกเพียงเล็กน้อย เพื่อลอบมองความเคลื่อนไหวภายนอก ท่ามกลางบรรยากาศเงียบงันของหมู่บ้านชาวประมงชายทะเลที่ซ่อนตัวอยู่หลังแนวป่าชายเลนอันรกทึบ
ไม่มีเสียงพูดคุย มีเพียงเสียงคลื่นซัดสาดฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับเสียงหายใจของยักษ์ใหญ่ใต้ท้องทะเล
"คุณควรจะพักผ่อนเสียหน่อย รัญยา" กรณ์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเรียบเรื่อย ทว่าเจือด้วยความห่วงใยที่เจ้าตัวพยายามปกปิดไว้ภายใต้ท่าทีสุขุม "เราปลอดภัยในระดับหนึ่งแล้วสำหรับวันนี้"
รัญยาไม่หันกลับมาทันที หล่อนยังคงมองออกไปเบื้องนอก ปลายจมูกรรทัดรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยตามวิสัยของคนที่ไม่เคยยอมจำนนต่ออะไรง่ายๆ ก่อนจะค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า แสงสลัวยามบ่ายที่ลอดผ่านรอยแตกของผนังไม้กระดานสาดกระทบใบซีดเซียวของหล่อน ยิ่งขับเน้นให้ดวงตากลมโตคู่นั้นดูคมปลาบและเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบ
"ปลอดภัยหรือคะ... อ่า ขอโทษทีค่ะ ความเคยชินมันพาไป" รัญยาชะงักไปชั่วขณะเมื่อเผลอใช้สรรพนามและน้ำเสียงคุ้นเคย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเยาะหยันตัวเองเล็กน้อย "ฉันหมายถึง... คำว่าปลอดภัยในพจนานุกรมของคุณกรณ์นี่ มันมีความหมายครอบคลุมถึงการที่เรากำลังหนีตายโดยไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มือถือสักเครื่องด้วยหรือเปล่าคะ"
กรณ์ถอนหายใจยาวนานอย่างอดกลั้น เขาขยับตัวลุกขึ้นยืน ร่างสูงโปร่งก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาวอีกนิด ทิ้งระยะห่างพอสมควรเพื่อรักษาความเป็นสุภาพ แต่ก็มากพอที่จะทำให้หล่อนรับรู้ถึงแรงกดดันจากความเด็ดเดี่ยวในแววตาของเขา
"ถ้าคุณยังมัวแต่เสียดายโทรศัพท์เครื่องนั้น ผมเกรงว่าป่านนี้พวกมันคงกำลังแกะรอยสัญญาณจากจีพีเอสและพาคนมายืนเคาะประตูบ้านร้างหลังนี้เรียบร้อยแล้วครับ" กรณ์กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่จริงจัง "รัญยา... ผมรู้ว่ามันยากที่คุณจะต้องมาทนลำบากในสถานที่อับทึบและไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบนี้ แต่นี่คือทางเดียวที่เราจะรักษาเอกสารชิ้นนั้นไว้ได้"
รัญยาเม้มริมฝีปากแน่น หล่อนก้มมองกระเป๋าหนังสีดำใบเก่าที่วางอยู่บนโต๊ะไม้กลางห้อง ภายในนั้นบรรจุสมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลของพ่อกรณ์—หลักฐานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงกับปริศนาการตายอันน่าเคลือบแคลงของบุพการีทั้งสอง และการทุจริตระดับรากเหง้าที่โยงใยไปถึงผู้มีอำนาจในเมืองหลวง
"ฉันไม่ได้เสียดายวัตถุพวกนั้นหรอกค่ะ กรณ์" รัญยาเปลี่ยนสรรพนามอีกครั้งเมื่อบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง น้ำเสียงของหล่อนอ่อนลง เผยให้เห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความหยิ่งทะนง "ฉันแค่... กำลังคิดว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราเป็นใคร ทำไมถึงต้องมาหลบซ่อนตัวเหมือนคนร้าย ทั้งที่เราต่างหากคือคนที่กำลังถือความจริงเอาไว้ในมือ"
กรณ์มองลึกลงไปในดวงตาของหญิงสาว เขาเห็นความหวาดกลัวที่ถูกกัก The ความเปราะบางที่หล่อนพยายามสร้างกำแพงหนาเตอะขึ้นมาปิดบัง ในฐานะนักอนุรักษ์ศิลปวัตถุผู้คุ้นเคยกับการซ่อมแซมสิ่งของที่แตกหักเสียหาย เขารู้ดีว่าบางครั้งการบังคับให้มันกลับคืนรูปเดิมทันทีมีแต่จะทำให้รอยร้าวลึกขึ้น
เขายื่นมือออกไปหมายจะแตะที่ไหล่บางเพื่อปลอบโยน แต่แล้วก็ชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนจะลดมือลงเก็บไว้ที่เดิมอย่างสำรวม
"ความจริงมักมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอครับ รัญยา" กรณ์กล่าวเสียงทุ้มต่ำ "พ่อกับแม่ผมเคยจ่ายมันด้วยชีวิตของท่านมาแล้ว และผม... จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาพรากมันไปจากผมอีกเป็นครั้งที่สอง ไม่ว่าคนพวกนั้นจะเป็นใครก็ตาม"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความอึดอัด หากแต่เป็นความเข้าใจอันเงียบเชียบที่ก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งสอง ชายหนุ่มผู้ยึดมั่นในอดีตกับหญิงสาวผู้ทะเยอทะยานอนาคต ถูกพันธนาการเข้าด้วยกันด้วยชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในมุมอับของโลกใบนี้
รัญยาหลุบตาลง หล่อนยอมรับความจริงในข้อนั้นโดยปริยาย หล่อนเดินไปหยิบแก้วน้ำเก่าๆ บนโต๊ะขึ้นมาจิบเพื่อแก้กระหาย ทว่าในวินาทีที่หล่อนเงยหน้าขึ้น สายตากลับเหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างนอกหน้าต่าง
มือที่ถือแก้วน้ำชะงักกึก ร่างเพรียวบางแข็งทื่อไปชั่วขณะ
"กรณ์..." รัญยาเรียกชื่อชายหนุ่มเสียงแผ่วเบา แทบจะเป็นกระซิบ แต่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามสะกดกลั้น "คุณ... ได้ยินเสียงอะไรไหมคะ"
กรณ์ขมวดคิ้วมุ่นทันที เขาก้าวฉับๆ เข้าไปประชิดตัวหญิงสาว พร้อมกับเอื้อมมือไปดึงผ้าม่านให้ปิดสนิทลงกว่าเดิม หูเงี่ยฟังเสียงรอบตัวอย่างระแวดระวัง
ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ ไม่มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มใหญ่ มีเพียงเสียงคลื่นลม และ... เสียงฝีเท้าเบาหวิวที่ย่างก้าวเข้ามาใกล้ระเบียงบ้านไม้หลังนี้อย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง สามจังหวะที่จงใจเว้นระยะอย่างเยือกเย็น ราวกับผู้มาเยือนรู้ดีว่าพวกเขากำลังซ่อนตัวอยู่ที่นี่ และกำลังยืนรอคอยความหวาดกลัวที่ค่อยๆ กัดกินหัวใจของคนทั้งคู่ทีละน้อย
กรณ์สบตากับรัญยาในความสลัว ทั้งคู่ต่างรู้ทันทีว่าความสงบสุขชั่วคราวได้สิ้นสุดลงแล้ว และประตูบานนั้นกำลังจะถูกเปิดออกด้วยมือของใครบางคนที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่อย่างยิ่ง...
ด้วยความเคารพรักจากใจจริง
- นาโนบอทมาสเตอร์ -
เงาแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 16
ที่หลบภัยชั่วคราว
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาแห่งกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!