กลิ่นอับชื้นของโคลนตมและน้ำคร่ำ ผสมผสานกับกลิ่นเหล็กขึ้นสนิมจากท่อระบายน้ำทิ้งขนาดใหญ่ คือบรรยากาศที่โอบล้อมร่างของพวกเขาทั้งสองคนไว้ในเวลานี้ ความมืดมิดเบื้องหน้าถูกเจาะทะลุด้วยแสงไฟฉายดวงเล็กๆ ที่กรณ์ถือประคองไว้ เพื่อไม่ให้ลำแสงไปสะท้อนกับผิวน้ำนิ่งสนิทจนอาจดึงดูดสายตาจากเบื้องบน
เสียงไซเรนรถตำรวจจากเบื้องบนถนนใหญ่แว่วลอดผ่านตะแกรงเหล็กระบายน้ำลงมาเป็นระยะ ทุกครั้งที่เสียงนั้นดังขึ้น รัญยาที่ก้าวเดินตามหลังมาติดๆ จะหยุดชะงัก ลมหายใจของเธอดังแผ่วสลับกับเสียงหยดน้ำที่กระทบผิวน้ำในอุโมงค์ใต้ดินแห่งนี้อย่างน่าหวatระทวง
"คุณเดินช้าลงนะรัญยา" กรณ์กระซิบเสียงต่ำ โดยไม่หันกลับไปมอง แต่เขาชะลอฝีเท้าลงโดยอัตโนมัติ "ถ้าไม่ไหว บอกผม... เราไม่ได้กำลังแข่งวิ่งมาราธอน แต่เรากำลังเดินอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตาย"
รัญยาปาดเหงื่อที่ปะปนกับคราบฝุ่นบนหน้าผากด้วยหลังมือ ดวงตาคู่สวยภายใต้ความมืดสะท้อนประกายความแข็งกร้าว เธอหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเชิงเยาะหยันตัวเองมากกว่าจะเยาะหยันเขา "ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นหรอกค่ะ... เอ่อ... หมายถึง ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นค่ะ... คุณกรณ์" เธอแก้คำพูดแทบไม่ทัน เมื่อนึกถึงท่าทีสุภาพแต่เด็ดเดี่ยวของชายหนุ่มผู้นี้
"ความแข็งแกร่งไม่ได้วัดกันที่เสียงหัวเราะหรอกครับ" กรณ์หยุดเดิน เขาหันกลับมามองเธอในความสลัว มือข้างหนึ่งยกขึ้นเป็นเชิงส่งสัญญาณให้เงียบลง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงวิทยุสื่อสารแว่วมาจากท่อระบายน้ำอีกฟากหนึ่งของถนน
ทั้งคู่แนบชิดติดกับผนังปูนซีเมนต์เก่าแก่ที่เย็นเฉียบจนแทบซึมเข้ากระดูก กรณ์ขยับตัวเข้ามาบังร่างของหญิงสาวไว้ครึ่งหนึ่ง สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบกายเพื่อประเมินสถานการณ์ ความใกล้ชิดในพื้นที่คับแคบและอับทึบนี้ ทำให้พวกเขาสามารถได้ยินเสียงหัวใจของกันและกันที่เต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ
รัญยาเหลือบมองเสี้ยวหน้าของกรณ์ในความมืด แววตาของเธอมีความซับซ้อนฉายชัด แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ ชายหนุ่มคนนี้ก็ยังคงรักษาความสุขุมเยือกเย็นได้อย่างน่าประหลาด เขาคือคนที่สูญเสียทุกอย่าง พ่อแม่ของเขาตายอย่างมีเงื่อนงำ และสมบัติล้ำค่าที่บรรพบุรุษปกป้องกำลังจะถูกพรากไป แต่เขากลับไม่มีน้ำตาให้เห็นแม้แต่หยดเดียว มีเพียงความนิ่งงันดั่งหินผา
"คุณสงสัยฉันไหมคะ... กรณ์" รัญยาตัดสินใจเอ่ยทำลายความเงียบ เสียงกระซิบของเธอเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลม "ในฐานะนักข่าว... คนที่ไล่ล่าหาข่าวเพื่อความก้าวหน้า... คุณแน่ใจได้อย่างไรว่าฉันจะไม่หักหลังคุณเพื่อเอาตัวรอดในวินาทีสุดท้าย?"
กรณ์ไม่ตอบทันที เขายังคงเพ่งสมาธิไปที่เสียงเบื้องบน จนกระทั่งเสียงฝีเท้าเหล่านั้นเคลื่อนห่างออกไปแล้ว เขาจึงผ่อนลมหายใจยาวนาน หันกลับมามองสบตาเธอตรงๆ ในแสงไฟสลัวจากปลายอุโมงค์
"ถ้าคุณจะหักหลังผม คุณคงทำไปตั้งแต่คืนที่เราอยู่ที่หอศิลป์แล้วล่ะครับ รัญยา" กรณ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าจริงจังจนน่าใจหาย "อีกอย่าง... คนเราถ้าคิดจะทรยศ จะไม่มาถามคำถามนี้ในท่อระบายน้ำที่เหม็นเน่าแบบนี้หรอกครับ"
รัญยาชะงักงัน คำตอบนั้นทั้งเรียบง่ายและเฉียบคมจนเธอแทบหาคำมาโต้แย้งไม่ได้ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เธอพยายามกดทับมันไว้ภายใต้มาดของนักข่าวสาวผู้ทะเยอทะยาน กลับเริ่มสั่นคลอนด้วยความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดท่ามกลางความหนาวเหน็บเบื้องล่าง
"เราต้องไปต่อครับ" กรณ์เอ่ยต่อ พร้อมกับออกเดินนำอีกครั้ง "เครือข่ายใต้ดินนี้ไม่ได้มีแค่ท่อระบายน้ำเสียอย่างที่คุณคิด ข้างหน้ามีทางแยกที่เชื่อมต่อไปยังสถานีรถไฟใต้ดินร้าง ซึ่งถูกปิดตายตั้งแต่สมัยสงคราม ที่นั่นน่าจะปลอดภัยพอที่เราจะพักหายใจและวางแผนขั้นต่อไป"
ทั้งคู่เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ กลิ่นเหม็นเน่าเริ่มเจือจางลง แทนที่ด้วยกลิ่นอับชื้นของดินและฝุ่นละอองสะสมมาหลายสิบปี แสงไฟจากไฟฉายสาดส่องกระทบเข้ากับโครงเหล็กขึ้นสนิมและป้ายเตือนภัยเก่า2ภาษาที่หลุดลอก บรรยากาศรอบตัววังเวงจนได้ยินแต่เสียงรองเท้ากระทบพื้นคอนกรีตที่เปียกชื้น
รัญยาเดินตามหลังกรณีกระชั้นชิดขึ้น เธอไม่อยากยอมรับนักหรอกว่าความมืดและความเงียบงันระดับนี้กำลังกัดกินความมั่นใจของเธอทีละน้อย มือเรียวเผลอเอื้อมไปจับชายเสื้อแจ็คเก็ตของกรณ์ไว้โดยไม่รู้ตัว กรณ์ชะงักฝีเท้าเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงแรงดึงที่ชายเสื้อ แต่เขาไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้เธอทำเช่นนั้นเพื่อความอุ่นใจ
"คุณกรณ์คะ..." รัญยาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบอีกครั้ง ระหว่างที่กำลังเดินผ่านโถงทางเดินกว้างที่มีเสาคอนกรีตเรียงรายเป็นแถว "เรื่องคดีของพ่อแม่คุณ... ฉันเพิ่งไปเจอข้อมูลชุดหนึ่งมาก่อนที่จะถูกตำรวจตามล่า เอกสารชิ้นนั้นระบุว่า คืนที่คุณพ่อคุณเสียชีวิต มีบุคคลที่สามอยู่ในเหตุการณ์... และบุคคลคนนั้นไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับตระกูลของคุณ"
กรณ์หยุดเดินกะทันหัน ร่างสูงใหญ่ในชุดแจ็คเก็ตสีเข้มยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน รัญยาเกือบเดินชนแผ่นหลังของเขา เธอรีบชะักมือกลับด้วยความตกใจ
"คุณว่าอย่างไรนะ?" กรณ์หันกลับมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่หาได้ยากยิ่งจากชายหนุ่มผู้นี้ "ใคร... ใครคือบุคคลที่สามคนนั้น?"
รัญยาอ้าปากเตรียมจะเอ่ยชื่อที่เธอเพิ่งค้นพบจากแฟ้มลับ แต่ยังไม่ทันที่เสียงแรกจะหลุดจากริมฝีปาก เสียงฝีเท้าฝีเท้าหนึ่งก็ดังสะท้อนก้องมาจากความมืดเบื้องหน้า—ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของตำรวจที่พวกเขากำลังหลบหนี แต่เป็นเสียงปรบมือช้าๆ สามครั้ง ที่ดังสะท้อนกังวานไปทั่วโถงอุโมงค์ร้าง
*แปะ... แปะ... แปะ...*
ทั้งกรณ์และรัญยาผงะถอยหลังโดยสัญชาตญาณ กรณ์รีบยกไฟฉายสาดส่องไปยังทิศทางของเสียงทันที ลำแสงสีขาวตัดผ่านความมืดทึบ เผยให้เห็นร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลเรียบร้อย ไร้รอยเปื้อนของโคลนตมหรือฝุ่นผง ราวกับเขาไม่ได้เดินลุยอุโมงค์ใต้ดินมาเหมือนพวกเขายังไงยังงั้น
ชายคนนั้นก้าวออกมาจากเงาสลของเสาคอนกรีต เผยให้เห็นรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันและคุ้นตาอย่างประหลาด
"เก่งมาก... ทั้งสองคน" น้ำเสียงนุ่มทุมแต่เย็นเยียบเอ่ยขึ้น "เดินทางมาได้ไกลกว่าที่ฉันคิดเสียอีกนะ... คุณกรณ์, คุณรัญยา"
กรณ์หรี่ตาลงทันที ความโกรธแค้นและความทรงจำในอดีตพรั่งพรูขึ้นมาในสมองจนแทบควบคุมไม่อยู่ เมื่อเขาจำได้ทันทีว่าเจ้าของเสียงและใบหน้านั้นคือใคร—คนที่ควรจะตายไปพร้อมกับกองเพลิงในคืนวันนั้น
ด้วยความเคารพรักจากใจจริง
- นาโนบอทมาสเตอร์ -
เงาแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 31
หลบหนีใต้ดิน
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาแห่งกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!