“คุณกำลังล้ำเส้นเกินไปแล้ว รัญยา”
กรณ์ไม่ได้ขึ้นเสียง ทว่าน้ำหนักในทุกพยางค์ที่เปล่งผ่านริมฝีปากแห้งผากกลับกดบรรยากาศภายในห้องใต้ดินให้ดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็ง ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยชินกับการจับคีมปากแหลมและพู่กันขนสัตว์ค่อยๆ ถอนออกจากสมุดบันทึกปกหนังปลากระเบนโบราณอย่างเชื่องช้า ทุกการเคลื่อนไหวของเขาสุขุมจนเกือบกลายเป็นความเย็นชา ผิดกับประกายตาคู่คมหลังกรอบแว่นที่กำลังจดจ้องร่างระหงตรงหน้าด้วยความระแวดระวังถึงขีดสุด
“ในโลกของความจริง ไม่มีคำว่าล้ำเส้นหรอกค่ะกรณ์ มีแค่คำว่า ‘ทันเวลา’ หรือ ‘สายเกินไป’ เท่านั้น”
รัญยาขยับยิ้มบาง ทว่าดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเธอกลับไม่ยิ้มด้วย แสงสลัวจากโคมไฟระย้าโบราณที่ฝุ่นเกาะเขรอะสะท้อนเงาวาววับในแววตาของนักข่าวสาว—แววตาของนักล่าข่าวกรองผู้ยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง หรือบางที... อาจเพื่อความก้าวหน้าที่ไม่มีใครหยั่งถึง เธอทอดสายตามองข้ามไหล่ของกรณ์ไปยังชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมผู้สวมสูทผ้าลินินยับย่นที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะไม้มะฮอกกานี
ชายคนนั้นคือ ‘เดชา’ อดีตเสมียนกองโบราณคดี ผู้ถือครองเบาะแสชิ้นสำคัญเกี่ยวกับบันทึกรายการเคลื่อนย้ายวัตถุโบราณต้องห้ามเมื่อยี่สิบปีก่อน—เอกสารชุดเดียวกับที่อยู่ในเหตุการณ์ไฟไหม้ห้องทดลองซึ่งคร่าชีวิตพ่อและแม่ของกรณ์ไปอย่างเป็นปริศนา
บนโต๊ะคั่นกลางระหว่างพวกเขามีเพียงกล่องเหล็กขึ้นสนิมหนึ่งใบ และแฟ้มเอกสารหนาเตอะที่กระดาษเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองกรอบ
“ผมคิดว่าเราตกลงเงื่อนไขกันชัดเจนตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะครับคุณเดชา” กรณ์เอ่ยต่อ น้ำเสียงยังคงรักษาระดับความสุภาพแม้ภายในอกจะคุกรุ่น “ผมต้องการเพียงข้อมูลการตรวจสอบอายุของศิลาจารึก ไม่ใช่การนำหลักฐานชิ้นนี้ไปเปิดประมูลในตลาดมืดอย่างที่คุณกำลังเสนอ”
เดชาหัวเราะหึๆ ในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าคล้ายเศษแก้วบดกัน เขายกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบพลางเหลือบมองรัญยาด้วยสายตาที่ทำให้กรณ์รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
“อาจารย์กรณ์... โลกอนุรักษ์วัตถุโบราณของคุณมันช่างสะอาดบริสุทธิ์เหลือเกินนะ” เดชาวางแก้วลงบนโต๊ะเสียงดัง *กึก* “แต่โลกใต้ดินมันไม่ได้หมุนด้วยอุดมการณ์ มันหมุนด้วยตัวเลข และคุณรัญยาเขาก็ฉลาดพอที่จะเข้าใจจุดนี้ เธอเสนอตัวเลขที่สูงกว่าข้อเสนอแรกของคุณถึงสามเท่า เพื่อแลกกับการให้ผมส่งมอบเอกสารนี้ให้เธอตีพิมพ์เป็นสกู๊ปพิเศษ... แบบเอกสิทธิ์คนเดียว”
กรณ์หันขวับไปมองหญิงสาวข้างกายทันที
กล้ามเนื้อบนสันกรามของเขาขบแน่นจนนูนเป็นสัน “คุณทำแบบนี้ทำไม รัญยา? คุณบอกผมว่าจะช่วยตามหาความจริงเรื่องครอบครัวผม แต่ลับหลังคุณกลับเอาข้อมูลไปขายให้สำนักพิมพ์เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเนี่ยนะ?”
“อย่าทำเหมือนไร้เดียงสาไปหน่อยเลย กรณ์” รัญยาเอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้ปลายเล็บที่ทาเคลือบสีแดงเข้มจะจิกลงบนกระเป๋าถือแน่นขึ้นเล็กน้อยเพื่อซ่อนความประหม่า “ความจริงที่ถูกเก็บไว้ในสมุดบันทึกของคุณมันไม่มีวันเปลี่ยนโลกได้หรอก ถ้ามันไม่ได้ถูกประจานออกสู่สายตาสาธารณชน คนที่ฆ่าพ่อแม่คุณ... คนที่อยู่เบื้องหลังเงาดำพวกนั้น มันจะไม่สะทกสะท้านเลยสักนิดถ้าเราไม่จุดไฟเผาบัลลังก์ของพวกมัน!”
“ด้วยการโยนหลักฐานชิ้นเดียวที่ผมมีลงกองไฟงั้นหรือ!” กรณ์กดเสียงต่ำ ดวงตาไหวระริกด้วยความเจ็บปวดลึกๆ ที่พยายามซ่อนไว้ “การเปิดโปงแบบสุ่มสี่สุ่มห้าของคุณ มันไม่ได้ทำให้พวกมันพังทลาย รัญยา... มันมีแต่จะทำให้หลักฐานทั้งหมดถูกทำลายทิ้ง และเราทั้งคู่จะกลายเป็นศพต่อไป!”
“พอได้แล้วมั้ง ละครดราม่าฉากนี้น่ะ”
เสียงของเดชาแทรกขึ้นมาอย่างหยาบคาย ชายร่างท้วมลุกขึ้นยืนช้าๆ มือขวาล่วงลงไปในกระเป๋าเสื้อสูท ท่าทางที่ผ่อนคลายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดอย่างฉับพลัน ชายฉกรรจ์สองคนในชุดแจ็กเก็ตหนังสีเข้มที่ยืนเฝ้าอยู่ตรงมุมมืดหลังเสาปูนขยับก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกัน ฝีเท้าของพวกเขาหนักแน่นและเงียบเชียบ—สัญญาณอันตรายของมืออาชีพ
“ในเมื่อพวกคุณตกลงกันไม่ได้ งั้นผมขอเลือกแทนให้แล้วกัน” เดชาแสยะยิ้ม “เงินมัดจำของคุณรัญยาผมริบ ส่วนเอกสารชุดนี้... เผอิญมี ‘ผู้ใหญ่’ อีกท่านจ่ายหนักกว่าพวกคุณสองคนรวมกันสิบเท่า และท่านสั่งไว้ชัดเจนว่า ไม่อนุญาตให้ใครหน้าไหนเดินออกไปจากห้องนี้พร้อมลมหายใจ”
บรรยากาศบีบคั้นระเบิดออกทันที
*คลิก!*
เสียงปลดล็อกเซฟตี้ปืนพกสั้นจากมือของชายชุดแจ็กเก็ตดังก้องในความเงียบสงัด
กรณ์ไม่รอให้กระสุนถูกลั่นออกจากลำกล้อง สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดที่แฝงอยู่ใต้บุคลิกเรียบเฉยผลักดันให้เขาเคลื่อนไหวในเสี้ยววินาที สองมือคว่ำโต๊ะไม้มะฮอกกานีตัวหนักอึ้งเข้าใส่เดชาและสมุนอย่างรุนแรง!
*โครม!*
แก้วเหล้า แฟ้มเอกสาร และโคมไฟระย้าโบราณเหวี่ยงสะบัดเศษแก้วกระจายว่อน เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด *เปรี้ยง!* กระสุนเจาะทะลุแผ่นไม้หนาเฉียดหัวไหล่ของกรณ์ไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร กลิ่นดินปืนและเศษไม้ไหม้คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
“กรณ์! ระวัง!” รัญยาร้องเตือนพร้อมกับกระชากร่างของกรณ์ให้ก้มต่ำ เธอไม่ได้กรีดร้องอย่างหญิงสาวไร้ทางสู้ ตรงกันข้าม รัญยาคว้าขวดเหล้าคริสตัลบนชั้นวางด้านหลังฟาดเข้าที่ขมับของชายชุดดำคนที่สองที่พุ่งเข้ามาประชิดตัวจนขวดแตกกระจาย เลือดสีข้นทะลักอาบใบหน้าของมัน
“หนีไปที่บันไดหลัง!” กรณ์ตะโกน เขารั้งแขนรัญยาหลบเข้าหลังเสาปูนต้นใหญ่ ขณะที่ลูกตะกั่วอีกสองนัดสาดเข้าใส่ขอบเสาจนเศษปูนแตกกระเด็นบาดแก้มของเขาเป็นทางยาว
ความเจ็บแปลบบนใบหน้าไม่ได้ทำให้กรณ์ชะงัก เขากวาดสายตามองไปบนพื้นที่เกลื่อนไปด้วยเศษกระดาษ กล่องเหล็กขึ้นสนิมกระเด็นไปตกอยู่ใกล้เท้าของเดชาที่กำลังตะเกียกตะกายลุกขึ้นพร้อมปืนในมือ
*จะทิ้งเอกสารไปไม่ได้... นั่นคือสิ่งเดียวที่จะไขปริศนายี่สิบปีของพ่อ!*
กรณ์ตัดสินใจพุ่งตัวออกจากที่กำบังโดยไม่ฟังเสียงห้ามของรัญยา เขาใช้เหล็กค้ำตู้โบราณที่หักพังอยู่บนพื้นฟาดเข้าที่ข้อมือของเดชาอย่างแม่นยำ เสียงกระดูกลั่นดัง *กร๊อบ!* พร้อมเสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวด ปืนหลุดจากมือกระเด็นหายไปในเงามืด กรณ์คว้ากล่องเหล็กขึ้นมาแนบอก ทว่าในจังหวะนั้นเอง ชายชุดดำคนแรกที่ตั้งหลักได้ก็พุ่งเข้ากระแทกเขาจากด้านข้างจนหลังกระแทกเข้ากับชั้นวางโบราณวัตถุอย่างจัง
*โครมคราม!*
เครื่องเคลือบดินเผาและแจกันสัมฤทธิ์นับสิบชิ้นร่วงหล่นลงมาแตกละเอียด กรณ์สำลักลมหายใจ ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วแผ่นหลัง มือของชายแปลกหน้าบีบเข้าที่ลำคอของเขาแน่น แววตาไร้ความปรานีหมายจะปลิดชีพ
“ปล่อยเขานะ!”
เสียงแหลมคมของรัญยาดังขึ้นพร้อมกับประกายไฟสีส้มวาบ เครื่องช็อตไฟฟ้าแรงสูงในมือเธอแนบเข้ากับซอกคอของชายชุดดำ ร่างหนาสั่นสะท้านอย่างรุนแรงก่อนจะทรุดฮวบลงหมดสติไปกับพื้น
กรณ์หอบหายใจอย่างหนักหน่วง มือข้างหนึ่งยังคงกอดกล่องเหล็กไว้แน่น เลือดหยดลงจากคางเปรอะเปื้อนคอเสื้อเชิ้ตสีขาว เขามองรัญยาที่ยืนตัวสั่นแต่ยังคงกำเครื่องช็อตไฟฟ้าไว้แน่น สายตาของทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางเศษซากความพินาศ ความโกรธแค้น ความไม่ไว้ใจ และความจำเป็นที่ต้องพึ่งพากันและกันหมุนวนอยู่ในดวงตาคู่นั้น
“เรารีบไปจากที่นี่ก่อนเถอะ... ข้างนอกอาจจะมีพวกมันอีก” รัญยากระซิบ เสียงของเธอสั่นเทาเป็นครั้งแรก
ทว่า ก่อนที่พวกเขาทั้งสองจะได้ก้าวขาไปยังประตูทางออกลับด้านหลัง เสียงเคาะรองเท้าหนังกระทบพื้นกระเบื้องอย่างเป็นจังหวะกลับดังแว่วมาจากความมืดเบื้องบน
*ตึก... ตึก... ตึก...*
เงาร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งค่อยๆ ก้าวลงมาจากบันไดวนอย่างไม่รีบร้อน แสงสลัวจับต้องใบหน้าเรียบเฉยของบุรุษผู้มาใหม่—ใบหน้าที่กรณ์มั่นใจว่าไม่เคยเห็นมาก่อน แต่สิ่งที่อยู่ในมือซ้ายของชายผู้นั้นกลับทำให้หัวใจของนักอนุรักษ์หนุ่มหยุดเต้นไปชั่วขณะ
มันคือ ‘นาฬิกาพกทองคำลงยา’ ลวดลายวิจิตรเรือนเดียวกับที่พ่อของเขาเคยสวมติดตัวในคืนที่เปลวเพลิงเผาผลาญทุกสิ่งจนมอดไหม้... นาฬิกาที่ตำรวจยืนยันว่ากลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้วพร้อมกับร่างของบุพการีเมื่อยี่สิบปีก่อน
***
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและคอยติดตามเป็นกำลังใจให้เสมอมานะครับ
- นาโนบอทมาสเตอร์ -
เงาแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 37
การเจรจาที่ล้มเหลว
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาแห่งกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!