"ความจริงเป็นสิ่งเปราะบาง ยิ่งเจ้าไขว่คว้ามันมากเท่าไหร่ เลือดบนมือก็ยิ่งหนาเตอะขึ้นเท่านั้น... มู่เหวิน เหตุใดเจ้าจึงยังดึงดันที่จะก้าวลงสู่หุบเหวแห่งโคลนตมนี้อีก"
สุ้มเสียงราบเรียบดุจผืนน้ำแข็งพันปีดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในศาลเจ้าร้าง
แสงจันทร์สีนวลสาดส่องผ่านช่องโหว่ของหลังคาผุพัง ทอดเงาทับร่างของสตรีชุดขาวบริสุทธิ์นางหนึ่ง นางยืนนิ่งสงบราวกับรูปสลักหยกหิมะ เส้นผมสีดำสนิททิ้งตัวยาวคลอเคลียแผ่นหลังบอบบาง ทว่ารัศมีเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างนางกลับทำให้บรรยากาศรอบกายกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
หลี่มู่เหวินมิได้หันกลับไปมอง เขากำลังใช้ผ้าผืนเก่าเช็ดคราบโลหิตบนคมกระบี่ไร้ลักษณ์ในมืออย่างเบามือ โลหิตสีดำคล้ำของมือสังหารพรรคโลหิตทมิฬที่เพิ่งลอบจู่โจมเมื่อเคาน์เตอร์ชั่วยามก่อน ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ชายหนุ่มหลับตาลงชั่วพริบตา ปลดปล่อยลมหายใจยาวลึกเพื่อสะกดกลั้นกระแสปราณย้อนกลับที่ปั่นป่วนอยู่ในจุดตันเถียน
"เพราะข้ายังมีความเป็นมนุษย์อยู่กระมังครับ, คุณหนูจื่อหยาง" หลี่มู่เหวินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ละมุนละไมแต่ทว่ามั่นคงดุจภูผา "คนเราหากมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อลมหายใจไปวันๆ โดยไม่รู้ว่าใครคือผู้พรากแผ่นดินเกิดและลมหายใจของบรรพชนไป การมีชีวิตอยู่เช่นนั้น... คงไม่ต่างอะไรจากท่อนไม้ผุๆ ที่รอวันผุกร่อนไปตามกาลเวลา"
เซียนจื่อหยางขมวดคิ้วเรียวบางเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยดุจประกายน้ำแข็งกวาดมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษเบื้องหน้า นางรู้ดีว่าคำว่า 'ความเป็นมนุษย์' ของเขานั้นต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด ตระกูลหลี่ถูกล้างบางในคืนเดียวเมื่อสิบปีก่อน ความแค้นระดับสะท้านฟ้าดินนี้ฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเขามาโดยตลอด แม้ภายนอกเขาจะดูเป็นจอมยุทธ์พเนจรผู้รักสงบและมักแย้มยิ้มให้อยู่เสมอ แต่ยามใดที่กระบี่ไร้ลักษณ์ถูกชักออกจากฝัก จิตสังหารของเขากลับรุนแรงยิ่งกว่าพายุหิมะในหุบเขาเหมันต์เสียอีก
"เจ้าคิดว่าการเดินทางสู่แดนเหนือครั้งนี้ จะทำให้เจ้าพบความจริงหรือ?" นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละน้อย เสียงฝีเท้าเบาหวิวดุจปุยหิมะตกกระทบพื้น "ตระกูลมารโลหิตมีรากฐานหยั่งลึกมานับร้อยปี เบื้องหลังของพวกมันพัวพันกับราชสำนักและสำนักใหญ่ฝ่ายธรรมะ เก้าในสิบส่วนคือกับดักที่รอให้แมลงเม่าอย่างเจ้าบินเข้าไปเผาตัวตาย"
"ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรกอเวจี หรือเบื้องบนคือทัณฑ์สวรรค์..." หลี่มู่เหวินหันกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาสีดำสนิททอประกายคมปลาบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งลับ มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นทั้งเศร้าสร้อยและองอาจในเวลาเดียวกัน "หากข้าก้าวถอยหลังเพียงก้าวเดียว ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้น... ภาพที่ท่านพ่อท่านแม่ปกป้องข้าไว้ด้วยร่างกายที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด ก็คงจะหัวเราเยาะความขลาดเขลาของข้าไปชั่วชีวิต"
หัวใจของเซียนจื่อหยางกระตุกวูบ ความเย็นชาที่นางฝึกฝนมาตลอดชีวิตเพื่อบรรลุวิถีแห่งเหมันต์ พลันถูกความร้อนรุ่มจากแววตาของชายหนุ่มหลอมละลายจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
นางพ่ายแพ้... พ่ายแพ้ให้กับความดื้อรั้นอันงดงามนี้มาโดยตลอด
"เจ้าคนโง่..." นางพึมพำเบาๆ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินมาก่อน มือเรียวดุจลำหยกเอื้อมไปแตะที่ด้ามกระบี่ของตน "หากเจ้าดื้อรั้นอยากจะเดินไปสู่ความตายนัก ข้าในฐานะ... สหายร่วมทางของเจ้า คงทำได้เพียงใช้กระบี่ในมือช่วยกวาดล้างอุปสรรคเบื้องหน้าให้หมดสิ้นเท่านั้นเอง"
หลี่มู่เหวินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมมองสบกับดวงตาคู่สวยที่ซ่อนความห่วงใยไว้ภายใต้เปลือกนอกอันเย็นชา ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านเข้าสู่หัวใจที่ด้านชามานานนับปี เขายื่นมือออกไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้แผ่วเบา
"ขอบคุณครับ... จื่อหยาง การมีท่านร่วมทางในเส้นทางที่โดดเดี่ยวนี้นับเป็นโชคชะตาที่ฟ้าดินเมตตาต่อข้าแล้ว"
กระแสปราณหยินและหยางรอบกายหมุนวนประสานกันอย่างน่าอัศจรรย์ พลังปราณเหมันต์บริสุทธิ์ของนางเซียนผสมผสานเข้ากับปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ของชายหนุ่ม เกิดเป็นคลื่นพลังสะท้านสะเทือนจนฝุ่นละอองภายในศาลเจ้าร้างปลิวว่อน ทว่าในวินาทีที่ทั้งสองกำลังจะก้าวเดินออกไปเพื่อเริ่มต้นการเดินทางไกลครั้งใหม่นั้นเอง—
*เปรี้ยงงงง!*
สายฟ้าสีครามสายหนึ่งผ่าลงมาจากท้องนํ้ายามราตรีอย่างไร้ที่มา แรงระเบิดมหาศาลทำลายหลังคาศาลเจ้าจนพังทลายลงมาเป็นจุล เศษอิฐและเศษไม้กระจายเกลื่อนกลาด
หลี่มู่เหวินดึงร่างของเซียนจื่อหยางเข้าสู่อ้อมแขนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักกระบี่ไร้ลักษณ์วาดเป็นวงโค้ง ปราณกระบี่โปร่งใสไร้รูปก่อตัวเป็นม่านพลังปกป้องทั้งสองไว้จากเศษซากปรักหักพัง
เมื่อฝุ่นควันจางลง สายตาทั้งคู่ก็จับจ้องไปยังเบื้องหน้า ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา เงาร่างสีดำสนิทนับสิบค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืดมิด ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนต้องกระตุกวูบ มิใช่จำนวนของมือสังหาร...
แต่เป็นชายชราในชุดคลุมขาดวิ่นผู้ยืนอยู่หน้าสุด มือข้างหนึ่งของมันถือหัวกะโหลกมนุษย์ที่ยังมีควันสีเขียวพวยพุ่งออกมา และดวงตาทั้งสองข้างของมัน... กลับเป็นสีขาวโพลนไร้แววตาของผู้มีชีวิต!
"หลี่มู่เหวิน... เจ้าหนูตระกูลหลี่..." เสียงแหบพร่าดุจเสียงเสียดสีของโลหะดังขึ้นจากลำคอของชายชรา "เจ้ารอคอยที่จะพบความจริงมิใช่หรือ? วันนี้... ข้าผู้เฒ่าไร้เงา นำความจริงมาส่งให้เจ้าถึงที่แล้ว!"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแผ่นนี้ไปด้วยกันนะครับ — หมื่นกระบี่คืนรัง
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบฟ้ากับนัยน์ตาเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 10
จุดเริ่มของการเดินทางไกล
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบฟ้ากับนัยน์ตาเซียนน้ำแข็ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!