"นับว่าวิชากระบี่ไร้ลักษณ์ของเจ้าพัฒนาไปได้ไม่เลวเลย... หลี่มู่เหวิน แต่น่าเสียدายที่วันนี้ จะเป็นวันตายของเจ้า!"
เสียงคำรามของผู้อาวุโสพรรคโลหิตโลกันตร์ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ทว่าเวลานี้ความตายได้ผ่านพ้นไปแล้ว เหลือเพียงหยาดโลหิตที่หยดติ๋ๆ ลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลนจนกลายเป็นสีแดงฉานดั่งดอกเหมันต์บานสะพรั่ง
ภายในถ้ำผาอันเงียบสงบ แสงไฟจากกองกองฟืนกะพริบไหวขับเน้นเงาร่างสองร่างให้ทอดยาวทาบทับผนังหิน หลี่มู่เหวินทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิอย่างหมดแรง ลมหายใจของเขาติดขัดระคนเสียงหอบสะท้าน เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก ขณะที่เส้นชีพจรทั่วร่างปูดโปนม่วงคล้ำด้วยพิษโลหิตโลกันต์ที่ย้อนตีกลับเข้าสู่ตันтя
การปะทะเมื่อครู่ แม้เขาจะใช้กระบวนท่าที่เก้าแห่งกระบี่ไร้ลักษณ์เด็ดหัวศัตรูลงได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการทะลวงจุดชีพจรที่เสียหายอย่างหนัก
เซียนจื่อหยางยืนนิ่งเงียบอยู่เบื้องหน้า นางปราดสายตามองบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าพเนจรไร้พ่าย ทว่าในยามนี้กลับนั่งหลับตาพิงผนังถ้ำด้วยความอ่อนล้า แววตาคู่คมดุจน้ำแข็งของนางไหววูบลงเล็กน้อย—เป็นความรู้สึกที่นางไม่เคยอนุญาตให้มันเกิดขึ้นกับผู้ใดมานานนับร้อยปี
"อย่าฝืนโคจรปราณด้วยวิธีนั้น" น้ำเสียงราบเรียบเย็นชาดังขึ้น แต่หากเงี่ยหูฟังให้ดีจะพบความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้ใต้ความเยือกเย็น
มู่เหวินลืมตาขึ้นช้าๆ ริมฝีปากซีดเผือดแย้มยิ้มฝื่อนๆ ออกมา เขามองสตรีผู้เลอโฉมแต่เย็นชาดั่งเทพเซียนนางนี้ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "หากไม่ฝืน... เกรงว่าข้าคงไม่มีโอกาสได้กล่าวคำอำลาเจ้าแล้วกระมัง จื่อหยาง"
"คนปากพล่อย" จื่อหยางหลุบสายตาลงต่ำ นางก้าวเข้ามาใกล้ ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวสะบัดออกเบาๆ พลังปราณเหมันต์บริสุทธิ์สายหนึ่งก็พวยพุ่งเข้าสู่จุดสำคัญทั่วร่างของมู่เหวินทันที
ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้ากดทับพิษโลหิตโลกันต์ที่กำลังเดือดพล่านให้อสงไขยลง แต่มันก็สร้างความเจ็บปวดเสียดแทงกระดูกให้กับชายหนุ่มจนต้องขบกรามแน่น หน้าผากชุ่มเหงื่อเย็นเยียบ
"อดทนหน่อย" น้ำเสียงของนางอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย มือเรียวยยกขึ้นถ่ายเทลมปราณอย่างต่อเนื่อง ทว่าเพราะความที่ต้องใช้สมาธิขั้นสูงและดึงพลังปราณเหมันต์มาใช้เป็นปริมาณมาก เม็ดเหงื่อเม็ดเล็กๆ จึงเริ่มผุดขึ้นตามไรผมของเซียนสาวเช่นกัน
มู่เหวินสังเกตเห็นความเหนื่อยล้าที่ฉายชัดบนใบหน้างามล้ำนั้น หัวใจที่ด้านชามานานนับแต่เหตุการณ์ล้างตระกูล กลับไหววูบขึ้นมาอย่างประหลาด เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ "เจ้า... ไม่จำเป็นต้องเปลืองพลังปราณเพื่อคนเช่นข้าหรอก ชีวิตข้าเป็นเพียงเศษธุลีที่รอวันดับสลาย..."
"หุบปาก!" จื่อหยางขัดขึ้นทันที ดวงตาคู่สวยตวัดมองเขาด้วยความไม่พอใจระคนตัดพ้อ "หลี่มู่เหวิน เจ้าคิดว่าชีวิตของเจ้ามีค่าแค่เศษธุลีจริงหรือ? ถ้าเจ้าตาย... แล้วผู้ใดจะไขปริศนาคัมภีร์กระบี่ไร้ลักษณ์ให้กระจ่างฟ้าดิน? แล้วผู้ใด... จะคอยกวนใจข้าด้วยวาจาเหล่านั้นอีก?"
ประโยคสุดท้ายนางหลบสายตาไปทางอื่น ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่มู่เหวินก็ทันได้เห็นแววตาที่ไหวระริกและประกายความห่วงใยอันล้ำลึกที่นางพยายามซ่อนเร้นไว้
นี่ไม่ใช่เซียนสาวผู้เย็นชาไร้หัวใจดั่งน้ำแข็งพันปี... แต่นางคือสตรีผู้หนึ่ง ที่กำลังแบกรับความรู้สึกอันหนักอึ้งไว้เพื่อเขา
ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านเข้าสู่หัวใจที่หนาวเหน็บของมู่เหวิน เขายื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับกระบี่แตะลงบนหลังมือเรียวของนางที่กำลังถ่ายเทปราณเบาๆ
จื่อหยางสะดุ้งน้อยๆ ร่างกายชะงักงัน นางไม่ได้สะบัดมือออก ทว่ากลับปล่อยให้ปลายนิยมอุ่นซ่านนั้นสัมผัสผิวเนื้อเย็นเยียบของนางอย่างเงียบงัน ในถ้ำยามนี้ไร้ซึ่งเสียงสนทนา มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นประสานรับกับเสียงลมหนาวด้านนอก
"ขอบใจเจ้า... จื่อหยาง" มู่เหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แววตาทระนงในวิถีกระบี่ทอประกายอ่อนโยนอย่างที่ผู้ใดไม่เคยเห็นมาก่อน "ข้าสัญญาว่า... ข้าจะไม่มีวันตายก่อนจะปกป้องเจ้าจากพรรคโลหิตโลกันตร์อย่างแน่นอน"
จื่อหยางถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ นางเก็บมือกลับพลันสะบัดชายแขนเสื้อเพื่อซ่อนความเขินอายที่ฉาบไล้บนพวงแก้มขาวเนียน นางเชิดหน้าขึ้นพยายามปรับน้ำเสียงให้กลับมาเย็นชาดังเดิม "ใครให้เจ้ามาปกป้องข้ากัน สำสำเนียงเหลวไหล... พ너ักผ่อนเสียเถอะ พรุ่งนี้เราต้องเดินทางต่อ"
แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่มุมปากของนางกลับยกขึ้นเล็กน้อยอย่างยากจะสังเกตเห็น
มู่เหวินพยักหน้ารับ รอยร้าวในหัวใจน้ำแข็งของนาง... ในยามนี้ บัดนี้ได้ถูกความจริงใจและไมตรีจิตของจอมยุทธ์พเนจรหลอมละลายจนเกิดรอยต่ออันงดงาม ทว่าความสงบสุขนี้กลับดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก
*ครืนนน—!*
จู่ๆ พื้นถ้ำใต้ฝ่าเท้าก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เศษหินน้อยใหญ่ร่วงกราวลงมาจากเพดาน ปราณสังหารอันแل้ากล้าสายหนึ่งพุ่งทะลุทะลวงเข้ามาในเขตอาคมที่จื่อหยางกางไว้จนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ
เซียนจื่อหยางและหลี่มู่เหวินผุดลุกขึ้นยืนพร้อมกัน สัญชาตญาณนักสู้เตือนภัยให้รู้ถึงอันตรายระดับมหันต์ที่กำลังคืบคลานเข้ามา
เงาร่างสีดำสนิทผู้หนึ่งปรากฏขึ้นตรงปากทางเข้าถ้ำ รัศมีลมปราณที่แผ่ออกมาสะท้านสะเทือนฟ้าดินจนหิมะรอบบริเวณหลอมละลายในพริบตา ใบหน้าของมันสวมหน้ากากรูปอสูรโลหิตครึ่งซีก ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองตรงมาที่คนทั้งสองด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
"ฮ่าๆๆ... หาตัวพบจนได้ นึกไม่ว่ายอดฝีมือแห่งหุบเขาเหมันต์จะมาแอบซ่อนตัวอยู่กับไอ้สวะตระกูลหลี่ที่นี่เอง!"
รอยยิ้มบนใบหน้าของจื่อหยางแข็งค้างทันที แววตาของนางกลับมาเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งพันปีอีกครั้งเมื่อตระหนักได้ว่า ตัวตนของพวกนางถูกเปิดเผยแล้ว และผู้มาเยือนในยามวิกาลผู้นี้... มีพลังยุทธ์สูงล้ำเกินกว่าผู้อาวุโสพรรคโลหิตโลกันต์ที่เพิ่งตายไปนับเทียบไม่ติด!
---
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับคมกระบี่และรอยยิ้มอันเย็นชานี้นะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบฟ้ากับนัยน์ตาเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 5
รอยร้าวในหัวใจน้ำแข็ง
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบฟ้ากับนัยน์ตาเซียนน้ำแข็ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!