"เงอะงะสิ้นดี คิดจะเล่นละครตบตาข้า ถึงกับยอมเอาชีวิตมาเสี่ยงเลยหรือแม่นางซู"
เสียงทุ้มต่ำเจือความขุ่นเคืองดังอยู่ชิดริมใบหู ปลายจมูกโด่งเป็นสันของหลี่จิ่งเหยียนคลอเคลียอยู่กับเส้นผมหอมกรุ่นกลิ่นดอกเหมยของซูเหมย ท่ามกลางกลิ่นควันปืนจางๆ ที่ยังลอยอบอวลอยู่รอบกาย ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายเมื่อครู่ ร่างสูงตระหง่านของแม่ทัพผู้เยือกเย็นได้พุ่งเข้าคว้าเอวบางของนางเข้ามารวบแนบชิดอกแกร่งอย่างไม่ทันตั้งตัว ปลายลูกธนูอาบยาพิษเฉียดผ่านหัวไหล่ของเขาไปปักฝังลงบนวงกบไม้ด้านหลังอย่างเฉียดฉิว
แต่ทว่า เงาดำภายใต้หน้ากากสีเงินยวงที่ยืนหยัดอยู่บนขอบหน้าต่างกลับไม่ได้มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย มันเพียงยกย่องมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน เย็นยะเยือกเสียจนกระดูกสันหลังของผู้พบเห็นเยือกแข็ง
"ท่านแม่ทัพหลี่... ดูท่าท่านจะห่วงสตรีปากจัดคนนี้มากเกินไปเสียแล้วกระมัง ระวังตัวให้ดีเถอะ ความอ่อนโยนจะทำให้คมดาบของท่านทื่อลง" น้ำเสียงแหบพร่าลอดผ่านหน้ากากเงินออกมา ก่อนที่ร่างนั้นจะดีดตัวหายไปในความมืดราตรีราวกับภูตผี
"หยุดนะ!" หลี่จิ่งเหยียนสะบัดมือซัดซัดมีดสั้นในมือออกไป แต่เป้าหมายไวกว่า ปักคาอยู่เพียงกรอบหน้าต่างที่ว่างเปล่า
ซูเหมยที่ถูกกอดรัดอยู่แนบอกแกร่งในท่าทางที่ชวนให้ใบหน้าร้อนผ่าว รีบยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาออกทันที นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ แม้หัวใจในอกจะเต้นรำด้วยจังหวะที่ผิดปกติไปบ้างจากเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่ แต่ฝีปากหาใช่จะยอมจำนนไม่
"ท่านแม่ทัพช่วยปล่อยมือออกจากเอวข้าก่อนจะได้หรือไม่เจ้าคะ? หรือว่าติดใจอ้อมแขนของแม่ค้าจนลืมไปแล้วว่านี่คือโรงเตี๊ยมของข้า ไม่ใช่สนามรบของท่าน!" ซูเหมยเอ่ยเสียงเฉียบ แววตากลมโตตวัดมองท่อนแขนแข็งแรงที่ยังคงโอบรัดเอวคอดกิ่วของนางไว้อย่างแนบแน่นโดยไม่มีทีท่าว่าจะคลายออก
หลี่จิ่งเหยียนก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวหรี่ลงเล็กน้อย ประเมินความดื้อรั้นที่ฉายชัดอยู่บนดวงหน้าเนียนนุ่ม ปลายคางเชิดรั้นนั้นช่างน่าหมั่นไส้เสียจนเขาอยากจะก้มลงปิดปากช่างเจรจานั่นเสียให้สิ้นเรื่อง แต่กระนั้น เขากลับทำได้เพียงกระตุกยิ้มหยันที่มุมปาก พลางกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นอีกนิดจนร่างทั้งสองแทบจะหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน
"ปากเก่งนักนะซูเหมย เมื่อครู่หากข้ามาช้ากว่านี้อีกก้าวเดียว เจ้าคงได้กลายเป็นวิญญาณเฝ้าโรงเตี๊ยมสมใจอยากไปแล้ว ยังมีแก่ใจมาต่อล้อต่อเถียงกับข้าอีกหรือ" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและใกล้ชิดจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนแก้มเนียน ทำเอาซูเหมยถึงกับชะงัก หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก นางเบี่ยงใบหน้าหลบสายตาคมคลาวนั้น พยายามซ่อนริ้วแดงระเรื่อที่ลามเลียขึ้นมาถึงใบหู
"ข้าจะตายหรือไม่ก็เรื่องของข้า ไม่รบกวนท่านแม่ทัพผู้สูงส่งต้องมาใส่ใจหรอ--- อุ๊บ!"
ยังไม่ทันที่วาจาเผ็ดร้อนจะหลุดจากเรียวปาก หลี่จิ่งเหยียนก็ใช้มืออีกข้างเชยคางมนขึ้นบังคับให้นางเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาคู่คมของแม่ทัพหนุ่มฉายแววคุกรุ่นไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งความหงุดหงิด ความเป็นห่วงที่ถูกกลบเกลื่อน และประกายปรารถนาอันตรายที่ส่องประกายวาววับในความมืด
"ข้าไม่ชอบคนดื้อรั้น... โดยเฉพาะสตรีที่ชอบเอาชีวิตตัวเองมาล่อเสือล่อตะเข้เช่นเจ้า" เสียงกระซิบต่ำทุ้มลอดไรฟัน หลี่จิ่งเหยียนโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน สัมผัสจากไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขาราวกับเตาไฟที่แผดเผาความเยือกเย็นทั้งหมดในห้องหอพักผับปิดแห่งนี้ให้ละลายหายไป
ซูเหมยเบิกตากว้าง นางไม่คิดว่าบุรุษผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบอย่างเขาจะกล้าทำรุ่มร่ามถึงเพียงนี้ "นี่ท่าน... อื้อ..."
คำประท้วงทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากอุ่นจัดทาบทับลงมาอย่างไร้การเตือนล่วงหน้า เป็นสัมผัสที่ทั้งดุดัน เอาแต่ใจ และแฝงไปด้วยความโหยหาที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ สมองของซูเหมยขาวโพลนไปชั่วขณะ มือเรียวที่เคยผลักไสเปลี่ยนเป็นกำเสื้อผ้าบริเวณอกแกร่งของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว รสจูบที่เริ่มต้นด้วยความลงทัณฑ์ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความร้อนแรงและลึกซึ้งขึ้นตามจังหวะหัวใจที่เต้นเร่าของคนทั้งคู่
แม่ทัพผู้เย็นชาและยึดมั่นในกฎเกณฑ์ บัดนี้กลับพ่ายแพ้ให้กับความซนและกล้าดีของสตรีปากจัดอย่างหมดรูป ยิ่งนางพยายามขัดขืน เขากลับยิ่งกักขังนางไว้ในอ้อมกอดที่แน่นหนาขึ้น ราวกับต้องการหลอมรวมนางให้เป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ
เนิ่นนานกว่าที่หลี่จิ่งเหยียนจะยอมผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้ซูเหมยได้กอบโกยอากาศเข้าปอดด้วยใบหน้าแดงก่ำหอบสะท้าน ดวงตากลมโตค้อนขวับส่งค้อนวงใหญ่ให้เขาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ริมฝีปากบวมเจ่อจะทำให้ความน่าเกรงขามลดลงไปครึ่งหนึ่งก็ตาม
"คนฉวยโอกาส..." ซูเหมยเค้นเสียงด่าลอดไรฟัน พยายามจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ของตนให้เข้าที่
หลี่จิ่งเหยียนยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างพึงพอใจ "ถือเป็นการลงโทษที่เจ้ากล้าเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย... จำไว้ว่าเจ้าติดหนี้ข้าหนึ่งชีวิต"
"ท่าน..." ซูเหมยอ้าปากค้าง เตรียมจะร่ายยาวด่าทอบุรุษหน้าหนาตรงหน้าต่อให้สมกับความช้ำใจ
แต่ทว่า... *แกร็ก!*
เสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับใบไม้ร่วงดังขึ้นที่เบื้องล่าง บันไดไม้เก่าแก่ของโรงเตี๊ยมส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแผ่วเบา ท่ามกลางความเงียบสงัดยามวิกาล บ่งบอกว่ามีแขกที่ไม่ได้รับเชิญกำลังก้าวขึ้นมาบนชั้นสองนี้ทีละก้าวอย่างระมัดระวัง
หลี่จิ่งเหยียนหุบยิ้มทันที แววตาคมกริบเปลี่ยนกลับมาเป็นความเฉียบคมดุจใบมีดในพริบตา เขาดึงซูเหมยให้เข้ามาหลบอยู่ด้านหลังแผงอกของตนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมือหนาที่เอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ข้างกายแน่น
เงาร่างหนึ่งทาบทับลงบนประตูกระดาษสาที่ปิดสนิท แสงจันทร์สาดส่องผ่านร่างนั้นจนเกิดเป็นเงาทะมึนน่ากลัว ก่อนที่มือปริศนาจะยื่นมาผลักบานประตูไม้ให้เปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบของบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ในยามวิกาล!
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะฟินจิกหมอนกับความละมุนปนแซ่บของคู่นี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะคะ!
ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีปากจัดแห่งโรงเตี๊ยมจันทรา•ตอนที่ 18
แม่ทัพผู้พ่ายแพ้
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีปากจัดแห่งโรงเตี๊ยมจันทรา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!