คมดาบเย็นเยียบพาดผ่านลำคอ ห่างจากเส้นเลือดใหญ่เพียงเสี้ยวลมหายใจ กลิ่นคาวเลือดและสนิมเหล็กคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นฝนที่เพิ่งซาลงบนพื้นดินอับชื้น ซูเหมยไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางเพียงแค่ปรายตามองเงาดำนับสิบที่ล้อมกรอบเข้ามาในซอกหลืบมืดทึบหลังโรงเตี๊ยมจันทรา มือเรียวกำซองยาสลายกระดูกในแขนเสื้อแน่น แม้หัวใจจะเต้นระรัวรากับกลองศึก แต่ริมฝีปากบางกลับเหยียดยิ้มเยาะหยัน
"ฝีมือของพวกสุนัขรับใช้ฉินอ๋องนี่ต่ำตมลงทุกวัน ถึงขนาดต้องยกโขยงมาลอบกัดสตรีไม่มีทางสู้ในตรอกมืดเชียวหรือคะ?"
น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ งูพิษอย่างนางไม่เคยคิดยอมจำนนต่อโชคชะตาอยู่แล้ว ทว่าก่อนที่คมดาบจะจรดลงมาปลิดชีพ ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีเข้มที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดโลหิตก็พุ่งทะยานเข้ามาดั่งพายุหมุน ประกายคมดาบสีเงินวาววับสะท้อนกับแสงจันทร์สาดสลับเสียงเหล็กกระทบกันสนั่นหวั่นไหว
หลี่จิ่งเหยียนตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียว ศัตรูเบื้องหน้าก็กระเด็นกระดอนถอยร่นไปหลายก้าว แผ่นหลังกว้างที่ยืนตระหง่านบังร่างนางไว้มิดชิดแผ่ไอสังหารน่าสะพรึงกลัวออกมาจนอากาศรอบตัวแทบจะแข็งตัว
"หุบปากแล้วถอยไปอยู่ข้างหลังซะ เจ้าหญิงปากจัด" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟันด้วยความหงุดหงิดระคนร้อนรน แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะความเป็นความตาย แต่ไออุ่นจากแผ่นหลังหนาที่แผ่ซ่านมาถึงตัวนางกลับทำให้ความหวาดกลัวเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น
ซูเหมยแค่น "หึ" ในลำคออย่างหมั่นไส้ "ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกร อย่าสำคัญตัวผิดนะคะ หม่อมฉันเอาตัวรอดได้ ต่อให้ไม่มีท่าน... ยาพิษในแขนเสื้อข้าก็เพียงพอจะส่งพวกมันไปลงนรกยกโขยงแล้ว!"
"ถ้าเจ้าฉลาดพอก็ควรหุบปากแล้วใช้สมองคิดวิธีหนี ไม่ใช่มาต่อปากต่อคำกับข้าในเวลาที่พวกมันยกกำลังมาเพิ่มแบบนี้!" หลี่จิ่งเหยียนตวาดกลับเสียงกร้าว ในจังหวะที่คมดาบของมือสังหารคนหนึ่งพุ่งเล็งตรงมาที่ร่างบาง เขากลับคว้าเอวบางของนางเข้ามาชิดกายอย่างรวดเร็ว ปัดป้องการโจมตีนั้นด้วยมือเดียว ส่วนมืออีกข้างตวัดกระบี่ปลิดชีพศัตรูในพริบตาเดียว
กลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นเลือดจางๆ พุ่งเข้าปะทะนาสิก ซูเหมยชะงักไปชั่วขณะเมื่อแผ่นอกกว้างแนบชิดกับร่างของนาง อุณหภูมิร่างกายของเขาพุ่งสูงจนน่าตกใจ ความใกล้ชิดที่ไร้ระยะห่างนี้ทำให้หัวใจที่เคยสงบนิ่งกลับเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ นางเงยหน้าขึ้นหมายจะต่อว่า แต่กลับต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความห่วงใยเจือความดุดันที่ซ่อนอยู่ภายใน
"มองอะไรเล่า กลัวจนพูดไม่ออกแล้วหรือไง?" เขากระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มหยันนิดๆ ทั้งที่สถานการณ์คับขันถึงขีดสุด
"ใครกลัวกัน... ท่านต่างหากที่เกะกะ ขวางทางหนีของฉัน" นางสวนกลับทันควัน พยายามผลักแผงอกแกร่งออก แต่มีหรือที่แรงสตรีจะสู้แรงของแม่ทัพสนามรบได้ นอกจากเขาจะไม่ขยับแล้ว เขายยังกระชับวงแขนแน่นขึ้นราวกับกลัวว่านางจะสลายหายไปในความมืด
เปรี้ยง!
เสียงพลุสัญญาณสีเพลิงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสว่างวาบ เผยให้เห็นกองกำลังเสริมของฉินอ๋องที่กำลังกรูกันเข้ามาปิดล้อมทุกเส้นทางหนี ดวงตาของซูเหมยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด สถานการณ์บีบคั้นจนแทบไม่เหลือทางเลือก ฉินอ๋องต้องการตัวนางไปเป็นหมากต่อรองอำนาจ และต้องการกำจัดหลี่จิ่งเหยียนให้พ้นทาง พวกมันวางแผนมาอย่างไร้รอยต่อ
"พวกมันตั้งใจมาล้างบางเราให้สิ้นซาก" หลี่จิ่งเหยียนเอ่ยเสียงเครียด นัยน์ตาคมกวาดมองรอบด้านอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางทะลวงแนวป้องกัน "โรงเตี๊ยมจันทราของเจ้ามีเส้นทางลับใต้ดินใช่หรือไม่?"
ซูเหมยเม้มปากแน่นลังเลอยู่เสี้ยววินาที ก่อนจะพยักหน้า "มี... แต่อยู่เลยคูเมืองด้านทิศเหนือไปสามลี้ ทางเข้าถูกซ่อนไว้หลังห้องครัว และกุญแจดอกสุดท้ายอยู่ที่..."
นางยังพูดไม่ทันจบประโยค มือหนาก็คว้าข้อมือเรียวของนางออกวิ่งฝ่าวงล้อมทันทีโดยไม่ฟังเสียงทักท้วง "งั้นก็วิ่งตามข้ามา อย่าปล่อยมือเด็ดขาด!"
เสียงฝีเท้าและเสียงเหล็กกระทบกันดังระงมตามหลังมาติดๆ หลี่จิ่งเหยียนใช้เพลงกระบี่อันลือลั่นเปิดทาง ฝ่าดงคมดาบของมือสังหารนับสิบราวกับเดินเล่นในสวนหลังบ้าน เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปตามผนังตรอกเก่าคร่ำคร่า ความดุดันและเด็ดขาดของแม่ทัพหนุ่มทำให้ซูเหมยที่วิ่งตามหลังมาถึงกับเผลอมองด้วยความทึ่ง แม้เขาจะปากร้ายและชอบทำตัวเผด็จการ แต่มือคู่นี้กลับปกป้องนางไว้อย่างไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
ในที่สุดทั้งคู่ก็ฝ่าวงล้อมหลุดเข้ามาถึงห้องครัวหลังโรงเตี๊ยมจันทราได้อย่างสะินสะอ้าน หลี่จิ่งเหยียนผลักร่างบางเข้าไปหลบหลังชั้นไม้เก่า ก่อนจะรีบลงกลอนประตูเหล็กหนาทึบอย่างรวดเร็ว เสียงทุบประตูด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหว บ่งบอกว่าพวกมันตามมาติดๆ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องครัวอับชื้น มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งคู่ หลี่จิ่งเหยียนพิงแผ่นหลังติดบานประตู ดวงตาคมกริบจ้องมองซูเหมยที่ยืนอยู่ห่างออกไปเพียงคืบ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างบานเล็กสาดกระทบใบพักตร์งามที่เปรอะเปื้อนเขม่าควันและหยาดเหงื่อ ยิ่งขับเน้นให้ดวงตาดอกท้อคู่นั้นฉายแววเย้ายวนใจอย่างประหลาด
"คราวหน้า... ถ้าข้าบอกให้หนี ก็หดความอวดดีของเจ้าลงแล้ววิ่งตามมาเงียบๆ เข้าใจไหม?" เขาเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงแม้จะยังติดดุ แต่แววตากลับอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด
ซูเหมยเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ แม้เนื้อตัวจะมอมแมม แต่วาจาก็ยังคมกริบไม่เปลี่ยน "ท่านต่างหากที่ควรเลิกทำตัวเป็นฮีโร่ขี่ม้าขาวสักที ฉันดูแลตัวเองได้ แม่ทัพหลี่... อื้อ!"
คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอทันที เมื่อร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วแสง มือหนาช้อนท้ายทอยนางไว้ก่อนจะประกบเรียวปากลงมาอย่างเอาแต่ใจ บด
จูบที่เปี่ยมไปด้วยความร้อนรุ่ม ดุดัน และโหยหา ราวกับต้องการระบายความหวาดกลัวที่เกือบจะสูญเสียกันไปเมื่อครู่ ซูเหมยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สมองขาวโพลนไปหมด นางพยายามจะทุบไหล่แกร่งเพื่อประท้วง แต่ความนุ่มนวลที่ค่อยๆ แฝงเข้ามาในสัมผัสกลับทำให้เรี่ยวแรงทั้งหมดระเหิดหายไปราวกับไอน้ำ สัมผัสวาบหวามแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายจนนางเผลอเผยริมฝีปากออกอย่างไร้การควบคุม เปิดทางให้ลิ้นร้อนรุกล้ำเข้ามาตักตวงความหวานล้ำอย่างเอาแต่ใจ
เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่ทั้งคู่จมดิ่งอยู่ในห้วงอารมณ์เสน่หาอันเร่าร้อน จนกระทั่งหลี่จิ่งเหยียนค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกอย่างอาลัยอาวรณ์ ปล่อยให้ซูเหมยยืนหอบหายใจจนตัวโยน ใบหน้าหวานแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู นางเม้มปากแน่นด้วยความเขินอายผสมความโกรธ
"ท่าน... คนฉวยโอกาส!" นางเค้นเสียงด่าลอดไรฟัน พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงกลับคืนมา
หลี่จิ่งเหยียนหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาพราวระยับด้วยความพึงพอใจ นิ้วเรียวเกลี่ยเส้นผมที่ปรกลงมาข้างแก้มให้อย่างเบามือ "ถือเป็นการมัดจำค่าคุ้มครองก็แล้วกัน..."
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานชื่นจนน้ำตาลเรียกพี่ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังกระหึ่มขึ้นจากพื้นดินเบื้องล่างใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา เสียงเปิดกลไกกล่องลับดังขึ้นพร้อมกับแผ่นไม้พื้นห้องครัวที่ถูกยกเปิดออกอย่างไร้เสียงเตือน
หลี่จิ่งเหยียนชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในพริบตาเดียว ดวงตาคมกริบหันขวับไปมองยังช่องทางลับใต้ดินที่ควรจะเป็นความลับมีเพียงซูเหมยที่รู้
"เส้นทางลับนี้... มีคนอื่นรู้ด้วยนอกจากเจ้า?" เขากระซิบถามเสียงเยียบเย็น
ซูเหมยหน้าถอดสี หัวใจกระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่ม เมื่อเงาร่างคุ้นตาในชุดขุนนางชั้นสูงก้าวขึ้นมาจากอุโมงค์เบื้องล่าง พร้อมรอยยิ้มเย็นยะเยือกที่สลักอยู่บนใบหน้าของคนที่นางคิดไม่ถึงที่สุด
"ข้าเอง... แม่ทัพหลี่ ดูเหมือนท่านจะเหนื่อยหน่อยนะที่ต้องวิ่งหนีสุนัขรับใช้แบบข้า"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ผู้แสนน่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความปากแข็งของท่านแม่ทัพด้วยกันนะคะ!
ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีปากจัดแห่งโรงเตี๊ยมจันทรา•ตอนที่ 14
เล่ห์เหลี่ยมในสนามรบ
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีปากจัดแห่งโรงเตี๊ยมจันทรา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!