"ถอยออกไปเพคะ... ฉินอ๋อง"
ซูเหมยเค้นเสียงลอดไรฟันในระยะประชิด แผ่นหลังของนางแนบชิดติดกับผนังไม้เก่าคร่ำคร่าของตรอกมืดอับทึบ กลิ่นอายอันตรายจากบุรุษเบื้องหน้าผสมผสานกับกลิ่นอับของตลาดมืดในยามวิกาลจนน่าสะอิดสะเอียน ร่างสูงสง่าของฉินอ๋องโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชิดกัน ดวงตาคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยความกระหายในอำนาจและความเยาะเย้ยถากถาง
ทว่า ในวินาทีที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง ปลายศอกอันทรงพลังของใครบางคนก็พุ่งกระแทกเข้าที่หัวไหล่ของฉินอ๋องอย่างจัง แรงปะทะนั้นรุนแรงพอที่จะทำให้ราชนิกุลผู้สูงศักดิ์เซถอยหลังไปหลายก้าว
"หลีกทาง พระองค์ทรงล้ำเส้นเกินไปแล้ว"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นยะเยือกดังขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาบังร่างของซูเหมยไว้มิดชิด หลี่จิ่งเหยียนในชุดคลุมสีดำสนิทกลมกลืนไปกับความมืด ดวงตาคมกราบกวาดมองฉินอ๋องด้วยแววตาดุดั่งพญามารที่พร้อมจะฉีกกระชากผู้บังอาจเป็นชิ้นๆ ไอสังหารแผ่ซ่านออกมาจากตัวท่านแม่ทัพจนอากาศรอบกายแทบจะแข็งตัว
ฉินอ๋องปัดฝุ่นตามหัวไหล่เบาๆ ทรงแย้มพระสรวลเหี้ยมเกรียมในความมืด "ท่านแม่ทัพหลี่... ข้าก็นึกว่าผู้ใด ที่แท้ก็เป็นสุนัขรับใช้ที่ขยันขันแข็งนี่เอง เจ้าคิดว่าลำพังตัวคนเดียวจะปกป้องสตรีปากจัดนางนี้จากเงื้อมมือข้าได้หรือ?"
"ต่อให้ต้องแลกด้วยลมหายใจสุดท้าย กระหม่อมก็ไม่มีวันปล่อยให้สุนัขป่าเช่นพระองค์เข้าใกล้พิกัดของนางแม้แต่ปลายนิ้ว" หลี่จิ่งเหยียนตอบกลับทันควันอย่างไร้ความเกรงกลัว ไดอะล็อกคมคายเฉือดเฉือนกันในความเงียบงันของตลาดมืดที่ผู้คนเริ่มบางตาลง
ซูเหมยลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเย็นชาดั่งน้ำแข็งผู้นี้ หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนกเมื่อครู่ กลับเปลี่ยนเป็นสั่นไหวด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่นางไม่กล้าแม้แต่จะนิยาม มันทั้งอุ่นวาบและหนักหน่วงในคราเดียวกัน
"เจ้าคนบ้า... ใครใช้ให้เจ้าเข้ามาสอดเรื่องนี้กันเล่า" ซูเหมยกระซิบพึมพำด้วยความหมั่นไส้แกมโล่งอก นางเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อคลุมของเขาเบาๆ
หลี่จิ่งเหยียนไม่หันกลับมามอง แต่มือหนากลับเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวของนางไว้มั่น บีบกระชับเบาๆ เป็นเชิงสั่งให้เงียบปาก "หุบปากของเจ้าแล้วยืนอยู่ข้างหลังข้าซะ ถ้าไม่อยากให้แผนการสืบคลังเสบียงพังไม่เป็นท่า"
คำพูดขวานผ่าซากนั้นช่างน่าหมั่นไส้นัก แต่แปลกที่ในยามนี้มันกลับสร้างความรู้สึกปลอดภัยได้อย่างประหลาด ฉินอ๋องทอดพระเนตรกิริยาท่าทางของทั้งสองด้วยแววตารjองริษยาและขบขัน ก่อนจะสะบัดพระatละเสด็จหายลับไปในความมืดของซอกตึก พร้อมกับทิ้งรอยยิ้มปริศนาไว้เบื้องหลัง
เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว หลี่จิ่งเหยียนถึงได้ยอมปล่อยมือจากข้อมือของนาง แต่ดวงตาทรงเสน่ห์คู่นั้นยังคงจ้องเขม็งมาที่ซูเหมยไม่วางตา "เจ้ากล้าดียังไงถึงแอบปลีกตัวออกมาคนเดียว? รู้ตัวไหมว่ากำลังเดินเข้าไปในปากเสือ?"
"แล้วท่านแม่ทัพผู้สูงส่งเล่าคะ? ตามสะกดรอยตามข้ามาต้อยๆ แบบนี้ ว่าว่างนักหรือไง หรือว่าติดใจรสชาติชาที่โรงเตี๊ยมของข้าจนขาดไม่ได้ซะแล้ว" ซูเหมยเชิดหน้าขึ้นเถียงทันควัน ดวงตากลมโตฉายแววดื้อรั้นไม่มีวันยอมแพ้ แม้หัวใจจะยังเต้นไม่เป็นส่ำเพราะระยะห่างระหว่างเขากับนางในตอนนี้มันใกล้เกินไปแล้ว
หลี่จิ่งเหยียนก้าวเข้าไปประชิดอีกก้าว บีบบังคับให้นางต้องถอยหลังจนสะโพกชนเข้ากับแผงลอยร้างข้างทาง ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารดรินอยู่เหนือหน้าผากของนาง กลิ่นอายบุรุษเพศที่เข้มข้นทำให้ซูเหมยเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
"ปากเก่งนักนะ... ซูเหมย" เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมฝีปากของนาง "ข้าไม่ได้ว่างมาเดินเล่น แต่ข้ามาเพื่อจับตาดูสตรีที่ชอบหาเรื่องใส่ตัวต่างหาก... เผื่อว่าเจ้าจะเผลอเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่ไหนซะก่อน"
"ข้าดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องรบกวนท่านแม่ทัพ... อื้อ!"
คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อหลี่จิ่งเหยียนโน้มใบหน้าลงมาปิดกั้นริมฝีปากที่เอาแต่ต่อล้อต่อเถียงนั้นด้วยความรวดเร็ว สัมผัสอุ่นร้อนที่ทาบทับลงมาไม่ได้รุนแรงป่าเถื่อน แต่มันเต็มไปด้วยความโหยหาและความอัดอั้นที่เก็บงำไว้มาเนิ่นนาน ซูเหมยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สมองขาวโพลนไปหมด นางพยายามจะทุบอกแกร่งของเขา แต่มือเรียวกลับถูกมือใหญ่รวบขึ้นไปกดไว้เหนือศีรษะอย่างง่ายดาย
ความหวานล้ำที่ถูกส่งผ่านจูบนี้ช่างสูบเอาแรงทั้งหมดในร่างของนางไปจนหมดสิ้น ร่างกายที่เคยแข็งกร้าวอ่อนยวบยาบลงในอ้อมแขนของเขา ซูเหมยหลับตาลงอย่างจำยอมปล่อยให้รสจูบอันร้อนแรงนี้พัดพาความหวาดกลัวและเล่ห์กลทั้งปวงหายวับไปกับความมืด
ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจของทั้งคู่กำลังหลอมละลายเข้าหากัน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นใกล้เข้ามา พร้อมกับแสงคบเพลิงที่สาดส่องเข้ามาในตรอกมืดสลัว
"ใต้เท้าหลี่! ทางนี้พ่ะย่ะค่ะ! เราพบเบาะแสของสมุดบัญชีคลังเสบียงแล้ว!" เสียงตะโกนรายงานขององครักษ์ดังแทรกขึ้นมาทำลายบรรยากาศอันเร่าร้อน
หลี่จิ่งเหยียนผละริมฝีปากออกอย่างเสียดาย ดวงตาคมกริบมองสตรีเบื้องหน้าที่มีใบหน้าแดงก่ำและริมฝีปากบวมเจ่อจากการถูกรังแก เขาใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยริมฝีปากนางเบาๆ อย่างทะนุถนอมชั่วพริบตา ก่อนจะดึงฮู้ดคลุมศีรษะของนางขึ้นปิดบังใบหน้า
"รออยู่ตรงนี้..." เขากระซิบเสียงพร่า "อย่าเพิ่งไปไหนเด็ดขาด"
พูดจบ หลี่จิ่งเหยียนก็หันหลังก้าวออกไปสมทบกับหน่วยองครักษ์ ทิ้งให้ซูเหมยยืนพิงผนังหอบหายใจถี่กระชั้น นางยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความสับสนและเคมีร้อนแรงยังคงอวลอยู่ในอากาศรอบตัว
แต่แล้ว... ในเสี้ยววินาทีที่ซูเหมยกำลังจะก้าวเท้าเดินตามออกไป เงาร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากมุมมืดของซอกตึกฝั่งตรงข้าม ปลายดาบคมกริบจ่อเข้าที่ลำคอระหงของนางทันทีโดยไม่มีแม้แต่เสียงเตือน
"คิดจะหนีไปไหนหรือ... แม่นางซู"
น้ำเสียงเยียบเย็นที่กระซิบข้างใบหู ทำเอาเลือดในกายของซูเหมยเย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ นางแข็งค้างไปในทันทีเมื่อรับรู้ว่าบุคคลที่ยืนดักรอนางอยู่ ณ จุดนี้... ไม่ใช่คนของฉินอ๋อง และไม่ใช่คนของหลี่จิ่งเหยียน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความปากแข็งของท่านแม่ทัพด้วยกันนะคะ!
ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีปากจัดแห่งโรงเตี๊ยมจันทรา•ตอนที่ 13
คืนแห่งการสำรวจใจ
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีปากจัดแห่งโรงเตี๊ยมจันทรา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!