"ท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! สายข่าวรายงานว่ากองกำลังของฉินอ๋องกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ พร้อมกับราชโองการลับ!"
เสียงรายงานที่ดังแทรกเข้ามาในห้องโถงส่วนตัวของโรงเตี๊ยมจันทรา ทำลายบรรยากาศตึงเครียดระหว่างคนทั้งคู่ลงในพริบตา หลี่จิ่งเหยียนขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคมกริบดุจพญาอินทรีหันขวับไปมองทหารสื่อสารที่ยืนหอบหายใจโยนตัวอยู่หน้าประตู รัศมีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ทันที
แต่ในห้องนี้ ไม่ได้มีแค่ท่านแม่ทัพผู้เย็นชา
ซูเหมยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นางวางถ้วยชาเคลือบมุกในมือลงบนโต๊ะไม้ด้วยจังหวะที่หนักแน่นพอกลุ่มใจ ปรายตามองบุรุษในชุดเกราะเหล็กที่ยืนค้ำฟ้าอยู่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก
"ดูท่าทางกองทัพหลวงของท่านจะว่างงานมากสินะคะ ถึงได้ยกโขยงกันมาเหยียบลานโรงเตี๊ยมเล็กๆ ของฉันบ่อยเสียยิ่งกว่าลูกค้าประจำเสียอีก"
น้ำเสียงของซูเหมยเจือแววประชดประชันอย่างไม่คิดจะเกรงกลัวบารมีแม่ทัพผู้เลื่องชื่อ นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตากับเขาอย่างท้าทาย แม้ว่าในใจจะเริ่มเต้นระรัวขึ้นมาเมื่อได้ยินคำว่า 'ฉินอ๋อง' และ 'ราชโองการลับ' ก็ตามที
หลี่จิ่งเหยียนหันกลับมามองสตรีปากจัดที่ยืนกอดอกอยู่ตรงหน้า แววตาของเขาไหววูบไปชั่วขณะด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวนางด้วยความเร็วที่ทำเอาซูเหมยต้องถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสงครามและสนิมเหล็กจางๆ ลอยเข้าแตะจมูก ทำให้หัวใจของเจ้าของโรงเตี๊ยมสาวเผลอกระตุกวูบอย่างน่าหงุดหงิด
"หุบปากของเจ้าแล้วฟังให้ดี, ซูเหมย" หลี่จิ่งเหยียนกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน ใบหน้าหล่อเหลาคมคายโน้มลงมาใกล้จนซูเหมยต้องสูดลมหายใจเข้าลึก "ฉินอ๋องไม่ได้มาดี และเป้าหมายของมันก็ไม่ใช่แค่แผ่นดิน... แต่คือตัวเจ้า"
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะคะท่านแม่ทัพ?" ซูเหมยสวนกลับทันควัน นัยน์ตากลมโตฉายแวววาววับอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองจะเหลือเพียงแค่คืบ จนสามารถสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่เป่ารดผิวแก้ม "หรือว่าท่านกลัวว่าฉันจะโดนแย่งชิงไปจากเงื้อมมือของท่านกันล่ะ ถึงได้ทำหน้าเครียดเป็นยักษ์ถูกยึดเมืองแบบนี้?"
คำพูดจิกกัดอันแสนคุ้นเคยเกือบทำให้มุมปากของแม่ทัพหนุ่มกระตุกยิ้มขึ้นมาได้ หากสถานการณ์รอบด้านจะไม่ตึงเครียดจนเกินกว่าจะผ่อนคลาย หลี่จิ่งเหยียนจ้องมองริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาไม่หยุดด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ปากร้ายเหลือเกิน... สตรีผู้นี้ช่างต่อปากต่อคำเก่งจนน่าจับมาตีให้ก้นลายเสียจริงๆ แต่นั่นก็คือเสน่ห์ที่ทำให้เขาละสายตาไปจากนางไม่ได้เลย
"เจ้ามันรั้นไม่เข้าเรื่อง!" หลี่จิ่งเหยียนขบกรามแน่น สบตากับดวงตาดื้อรั้นคู่นั้นอย่างจนปัญญา "เจ้าไม่รู้หรอกว่าฉินอ๋องมันน่ากลัวแค่ไหน มันไม่ใช่คนที่จะมาเจรจาการค้ากับเจ้าแน่"
"ฮึ! อย่างน้อยฉันก็ฉลาดพอที่จะไม่ก้มหัวให้ใคร ไม่เหมือนพวกยึดติดกับกฎเกณฑ์อย่างท่านหรอกค่ะ" ซูเหมยลอยหน้าลอยตาเถียงกลับอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะสะบัดหน้าหนีเพื่อซ่อนร่องรอยความหวั่นไหวในแววตาที่เริ่มทรยศตนเอง
ทันGนั้นเอง ประตูห้องโถงก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่ามือของใครบางคน
"คุณหนู!"
เสียงทุ้มต่ำแต่ร้อนรนดังขึ้น อาหลาง คนสนิทมือขวาของซูเหมยในชุดทะมัดทะแมงสำหรับต่อสู้ก้าวฉับๆ เข้ามา สีหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและกังวลใจอย่างปิดไม่มิด อาหลางกวาดสายตามองหลี่จิ่งเหยียนด้วยแววตาไม่เป็นมิตรครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาประสานมือคำนับซูเหมยอย่างรีบร้อน
"อาหลาง มีเรื่องอะไร ทำไมทำหน้าตาตื่นตระหนกแบบนั้น?" ซูเหมยหันไปเลิกคิ้วถามคนสนิท
อาหลางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับอารมณ์ให้คงที่ ก่อนจะเหลือบมองแม่ทัพหลี่จิ่งเหยียนเพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าเรื่องที่จะพูดต่อไปนี้ เป็นความลับที่ไม่ควรให้คนนอกอย่างทหารหลวงรับรู้ แต่หลี่จิ่งเหยียนกลับยืนนิ่งสนิท ไม่ทีท่าว่าจะขยับตัวไปไหน รัศมีความกดดันแผ่ออกจากร่างเขาราวกับจะบอกว่า *'ไม่มีที่ไหนในโรงเตี๊ยมนี้ที่ข้าไปไม่ได้'*
อาหลางขบกรามแน่น ตัดสินใจพูดออกมาตรงๆ เพราะเวลาไม่ได้เข้าข้างพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
"คุณหนูครับ... ข้าเพิ่งกลับมาจากค่ายลับที่ชายป่า สายสืบของเรายืนยันข่าวกรองแล้วว่า ฉินอ๋องไม่ได้มาเพื่อเจรจาเรื่องการค้า หรือมาตรวจราชการธรรมดา แต่พระองค์ถือราชโองการลับสลักตราหยกมังกร... ราชโองการที่สั่งจับตายทุกคนที่มีส่วนพัวพันกับกองกำลังลับยุคอดีต"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที ราวกับมีใครเอาค้อนน้ำแข็งมาทุบทิ้งกลางอากาศ รอยยิ้มเยาะหยันบนใบของซูเหมยค่อยๆ เลือนหายไป ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงลมหายใจของคนทั้งสาม
อาหลางก้าวเข้าไปใกล้ซูเหมยอีกนิด สายตาจริงจังจ้องมองนายหญิงของตนด้วยความห่วงใยจากก้นบึ้งของหัวใจ น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีที่สะท้อนความกลัวลึกๆ
"คุณหนู... ท่านต้องถอนตัวจากเรื่องนี้ทันทีครับ ห่างจากพวกทหารหลวง ห่างจากคนของราชสำนักให้มากที่สุด! พวกมันกำลังใช้ท่านเป็นสะพานเพื่อเข้าถึงสมบัติลับที่ท่านพ่อของคุณหนูซ่อนไว้... ถ้าท่านยังดึงดันจะอยู่ใกล้แม่ทัพหลี่จิ่งเหยียน หรือเข้าไปพัวพันกับเกมอำนาจนี้ ชีวิตของท่านจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป!"
คำเตือนจากอדםิตตตอกย้ำลงกลางใจของซูเหมย ร่างบางชะงักไปชั่วขณะ ความทรงจำในอดีตที่นางพยายามฝังกลบเอาไว้เริ่มผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ สมบัติลับ... พันธะสัญญาเลือด... และเงาของฉินอ๋องที่ตามหลอกหลอนไม่เลิกรา
ซูเหมยเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว มือเรียวที่ประสานกันไว้เริ่มสั่นเทาเล็กน้อย นางไม่ใช่คนอ่อนแอ และไม่เคยกลัวอะไรง่ายๆ แต่คำพูดของอาหลางสะกิดแผลเก่าที่นางพยายามปกปิดมาตลอดหลายปี
หลี่จิ่งเหยียนที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ มาตลอด สีหน้าเคร่งขรึมลงจนน่ากลัว นัยน์ตาคมกริบกวาดมองปฏิกิริยาของซูเหมย ประกายความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดบางอย่างฉายวาบขึ้นในดวงตาของเขา ชายหนุ่มเพิ่งตระหนักได้ว่า สตรีปากจัดที่ยืนเถียงเขาฉอดๆ ทุกวันผู้นี้ แท้จริงแล้วกำลังแบกรับภาระอันหนักอึ้งและอันตรายถึงชีวิตไว้เพียงลำพัง
"เจ้าพูดถูก..." หลี่จิ่งเหยียนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงทุ้มต่ำทรงพลังดึงสติของทุกคนให้กลับมาที่เขา
ซูเหมยหันขวับไปมองแม่ทัพหนุ่มทันที นัยน์ตากลมโตฉายแววไม่พอใจเมื่อได้ยินเขาเห็นด้วยกับอาหลาง "ท่านหมายความว่ายังไงคะ?"
"ข้าหมายความว่า... เจ้าควรจะฟังคนสนิทของเจ้าเสียบ้าง" หลี่จิ่งเหยียนก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาไม่ได้มีความเย็นชาหรือเย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความจริงจังและความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าเรียบเฉย "กลับไปเก็บของ ซ่อนตัวซะ... แล้วปล่อยให้เรื่องของฉินอ๋องเป็นหน้าที่ของข้า"
"หึ! ท่านคิดว่าฉันเป็นใครคะ ถึงได้มาออกคำสั่งให้ฉันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน?" ซูเหมยเชิดหน้าขึ้นดื้อดึง แม้หัวใจจะเต้นแรงด้วยความหวั่นไหวกับแววตาคู่นั้น "โรงเตี๊ยมแห่งนี้คือบ้านของฉัน และฉันไม่มีวันก้มหัวให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นฉินอ๋อง... หรือแม้แต่ท่าน!"
หลี่จิ่งเหยียนขบกรามแน่นด้วยความหงุดหงิด สตรีผู้นี้ช่างหัวแข็งเสียจนเขาอยากจะจับมาตีให้รู้แล้วรู้รอด มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าแขนเรียวเพื่อดึงให้นางตาสว่างจากความดื้อรั้น แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะได้สัมผัสโดนเนื้อตัวของนาง...
*ปัง!*
เสียงประตูห้องโถงถูกถีบกระเด็นเปิดออกอย่างแรงอีกครั้ง จนบานไม้แทบหลุดออกจากวงกบ ร่างของทหารยامหน้าพุ่งล้มกลิ้งเข้ามานอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งในชุดอาภรณ์หรูหราปักลายมังกรทองที่ก้าวเข้ามาอย่างเย่อหยิ่ง รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้าคมคายของบุรุษผู้มาใหม่
"ไม่ต้องเสียเวลาเถียงกันหรอกครับ... เพราะพวกท่าน ไม่มีทางได้ไปไหนทั้งนั้น"
เสียงทุ้มกังวานเอ่ยขึ้นอย่างสบายอารมณ์ พร้อมกับสายตาคมกปรายมองมาที่ซูเหมยและหลี่จิ่งเหยียนด้วยรอยยิ้มของผู้กุมชัยชนะ
ซูเหมยเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดเจน หัวใจหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม... ฉินอ๋องเสด็จมาด้วยพระองค์เองแล้ว!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในความสัมพันธ์อันเร่าร้อนและเฉียบคมนี้ด้วยกันนะคะ เสี่ยวเถาฮวาซาบซึ้งใจยิ่งนักค่ะ!
ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีปากจัดแห่งโรงเตี๊ยมจันทรา•ตอนที่ 12
คำเตือนจากอดีต
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีปากจัดแห่งโรงเตี๊ยมจันทรา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!