เศษไม้สนจากบานประตูที่ถูกกระแทกจนแหลละเอียดกระเด็นว่อนไปทั่วโถงทางเดิน กลิ่นอายอันตรายลอยคละคลุ้งปะปนกับฝุ่นผงที่ตลบอบอวลในความมืด
"หมอบลง!"
เสียงคำรามต่ำอย่างเฉียบขาดของหลี่จิ่งเหยียนดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างสูงใหญ่พุ่งเข้าประชิดตัวซูเหมยในเสี้ยววินาที ไอร้อนจากกายแกร่งและกลิ่นอายสงครามจางๆ ห่อหุ้มร่างนางเอาไว้ ทว่าหญิงสาวหาได้มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มือเรียวบางคว้าเข้าที่แขนเสื้อของเขาไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตเป็นประกายคมกริบยามกวาดมองกลุ่มเงาดำนับสิบที่กรูเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ
"ท่านแม่ทัพชักจะนำความซวยมาให้โรงเตี๊ยมข้าบ่อยเกินไปแล้วนะคะ" ซูเหมยเอ่ยกระซิบชิดริมห oído ของเขา น้ำเสียงแม้จะเจือความประชดประชัน ทว่ากลับหนักแน่นและมั่นคงจนน่าทึ่ง "ถ้าโครงสร้างร้านข้าพังเสียหายลงไปแม้แต่นิดเดียว ท่านต้องเป็นคนควักกระเป๋าจ่ายเองทั้งหมด เข้าใจไหมคะ?"
หลี่จิ่งเหยียนแค่นเสียงหึในลำคอ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาอินทรีมองลอดผ่านไหล่บางไปยังกลุ่มมือสังหารที่แต่งกายชุดดำสนิท ปิดบังใบหน้ามิดชิดเหลือไว้เพียงดวงตาวาวโรจน์
"รักษาชีวิตตัวเองให้รอดก่อนเถอะแม่นางซู หากเจ้ายังไม่อยากเป็นผีเฝ้าร้าน"
สิ้นคำ มือหนาก็ชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงเหล็กกระทบอากาศดังระรัวกังวาน ประกายไฟแลบแปล๊บยามที่คมกระบี่วัดเฉียดผ่านลำคอของมือสังหารคนแรกที่พุ่งเข้ามา หลี่จิ่งเหยียนเคลื่อนไหวรากับพายุหมุน ท่วงท่าสง่างามแต่เด็ดขาดและไร้ความปรานี ทุกการหวาดแกว่งเต็มไปด้วยพลังอำนาจที่กดดันจนบรรยากาศรอบตัวแทบหยุดนิ่ง
ทว่า มือสังหารเหล่านี้หาใช่โจรป่าทั่วไป พวกมันถูกฝึกมาอย่างดีและมีเป้าหมายชัดเจน สองในสามแยกย้ายกระจายตัวล้อมกรอบ ขณะที่อีกกลุ่มพยายามพุ่งเป้าตรงมาที่ซูเหมย ซึ่งยืนหยัดอยู่กลางวงล้อมอย่างไม่เกรงกลัว
ซูเหมยหรี่ตาลง นางไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่รอให้ใครมาปกป้อง สมุนไพรพิษกลิ่นฉุนที่ซ่อนไว้ในถุงผ้าแพรถูกซัดออกไปในอากาศทันทีที่ศัตรูก้าวเข้ามาในรัศมี
*ฟึบ!*
ผงสีขาวละเอียดฟุ้งกระจายเข้าเต็มใบหน้าของมือสังหารผู้โชคร้าย เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นพร้อมกับร่างที่ทรุดฮวบลงไปดิ้นทุรนทุรายบนพื้นทันที นางใช้ด้ามไม้กวาดไม้เนื้อแข็งที่คว้าได้จากมุมห้องฟาดเข้าที่ขมับของอีกคนอย่างแม่นยำและไร้ความปรานี
หลี่จิ่งเหยียนที่กำลังตวัดกระบี่ปลิดชีพอีกรายเหลือบหันมาเห็นเหตุการณ์พอดี นัยน์ตาคมฉายแววทึ่งระคนระอุขึ้นวูบหนึ่ง... สตรีผู้นี้ นอกจากจะปากคอเราะร้ายและเจรจาต่อรองเก่งกาจเป็นเลิศแล้ว ยามเผชิญหน้ากับความตาย นางกลับมีความเด็ดเดี่ยวและไหวพริบปฏิภาณที่เหนือกว่าบุรุษบางคนในค่ายทหารเสียด้วยซ้ำ ไม่มีเสียงกรีดร้องงี่เง่า ไม่มีอาการขาสั่นพับ มีเพียงความนิ่งสงบและการตอบโต้ที่เฉียบคมราวกับงูพิษตัวน้อย
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดท่ามกลางเสียงข้าวของแตกหักกระจัดกระจาย ไอร้อนจากเหงื่อและกลิ่นคาวเลือดเริ่มคละคลุ้ง แม้มือสังหารจะมีจำนวนมากกว่า แต่ด้วยฝีมือระดับแม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชนของหลี่จิ่งเหยียน ผสมผสานกับลูกเล่นแพรวพราวและพิษสงรอบตัวของซูเหมย ไม่นานนักร่างของเหล่านักฆ่าชุดดำก็ล้มระเนระนาดนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมโถงชั้นล่างอีกครั้ง ท่ามกลางซากปรักหักพังและเศษไม้ที่กระจัดกระจาย
หลี่จิ่งเหยียนหอบหายใจเล็กน้อย เม็ดเหงื่อผุดพรายตามกรอบหน้าคมคาย เขาเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะกวาดสายตาสำรวจร่างระหงของสตรีตรงหน้าเพื่อดูว่านางได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่
ซูเหมยปัดฝุ่นตามเนื้อตัวด้วยท่าทีไม่สะทกสะท้าน แม้ผมเผ้าจะยุ่งเหยิงเล็กน้อย แต่นัยน์ตากลมโตคู่นั้นยังคงทอประกายความดื้อรั้นและเย่อหยิ่ง นางเดินข้ามร่างของมือสังหารคนหนึ่งไปอย่างไร้ความรู้สึก ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าแม่ทัพหนุ่มแล้วเชิดคางขึ้นเล็กน้อย
"มองอะไรคะท่านแม่ทัพ? หน้าขามีรอยเปื้อนหรือว่าท่านเพิ่งรู้ตัวว่าตกหลุมรักสตรีปากจัดอย่างข้าเข้าแล้ว?" น้ำเสียงเย้าแหย่เอ่ยขึ้นท่ามกลางซากความเสียหาย ทำลายบรรยากาศตึงเครียดลงได้อย่างสิ้นเชิง
หลี่จิ่งเหยียนมุมกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งและเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่ซ่อนไว้ เขาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนซูเหมยต้องเอนตัวหนີโดยอัตโนมัติ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้ว nuan ของนาง
"ข้าแค่กำลังคิดว่า..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปากของนาง แววตาคมกริบพินิจพิเคราะห์ลึกลงไปในดวงตานาง "สตรีที่กล้าใช้พิษสลายกระดูกกับคนของฉินอ๋องหน้าตาเฉยเช่นเจ้า แท้จริงแล้วเอาความกล้าหาญเหล่านี้มาจากไหนกันแน่ หรือว่าเจ้าคิดจะใช้ข้าเป็นเครื่องมือในการแก้แค้นใครบางคนอยู่กันแน่ หืม... ซูเหมย?"
หัวใจของซูเหมยกระตุกวูบไปชั่วขณะ นางนิ่งอึ้งไปเมื่อถูกจี้ใจดำเข้าอย่างจัง ความฉลาดเป็นกรดของเขาทำให้นางต้องระวังตัวแจ รอยยิ้มบนใบหน้าหวานชะงักค้างไปเล็กน้อยก่อนจะรีบปรับเปลี่ยนเป็นความเย่อหยิ่งดังเดิมเพื่อกลบเกลื่อนความไหวหวั่นในอก
"ท่านแม่ทัพคิดมากไปแล้วนะคะ ข้าก็แค่แม่ค้าตัวเล็กๆ ที่รักตัวกลัวตายและอยากปกป้องทรัพย์สินของตัวเองเท่านั้น..."
ซูเหมยเอ่ยตอบพร้อมกับยื่นมือเรียวผลักแผงอกกว้างของเขาเบาๆ เพื่อเว้นระยะห่าง ทว่าหลี่จิ่งเหยียนกลับคว้าข้อมือนางไว้แน่น ไม่ยอมให้นางถอยหนี แรงบิดกระชับที่ส่งผ่านปลายนิ้วอบอุ่นทำให้ผิวเนื้อของนางร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ สายตาของทั้งคู่ประสานกันนิ่งนาน ราวกับมีกระแสไฟบางอย่างเชื่อมโยงความรู้สึกของคนทั้งสองไว้ท่ามกลางความเงียบ
ทว่า ในจังหวะที่หัวใจของคนทั้งคู่กำลังเต้นระรัวในจังหวะเดียวกันนั้นเอง...
*ปัง!*
เสียงถีบประตูหลังร้านดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับร่างของเงาดำร่างหนึ่งที่พุ่งทะยานเข้ามาพร้อมประกายคมดาบที่พุ่งตรงมายังแผ่นหลังของหลี่จิ่งเหยียนอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ!
"ระวัง!"
ซูเหมยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างกายขยับเร็วกว่าความคิด นางกระชากแขนแม่ทัพหนุ่มให้หมุนหลบคมดาบนั้นอย่างแรง จนร่างของทั้งคู่เซถลาล้มลงไปกองกับพื้น ทับซ้อนกันอยู่ท่ามกลางเศษฝุ่นและคราบเลือด
และก่อนที่หลี่จิ่งเหยียนจะทันได้ตั้งตัวเพื่อโต้กลับ เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยเยือกเย็นก็ดังขึ้นจากความมืดที่ประตูหลังร้าน พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ปรากฏบนใบหน้าของผู้มาใหม่
"ดูท่า... ข้าจะมาขัดจังหวะเวลาสวีทของท่านแม่ทัพกับแม่นางซูเข้าเสียแล้วกระมัง?"
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้ "เสี่ยวเถาฮวา" เสมอนะคะ!
ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีปากจัดแห่งโรงเตี๊ยมจันทรา•ตอนที่ 5
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีปากจัดแห่งโรงเตี๊ยมจันทรา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!