"ถ้าสะใภ้ใหญ่หลินยังกล้าก้าวเท้าออกจากบ้านหลังนี้ไปอีกก้าวเดียว ฉันจะให้คนไปประกาศประจานความประพฤติสำส่อนของเธอให้หมดทั้งคอมมูน! อย่าคิดว่าสามีไปเป็นทหารอยู่ชายแดนแล้วจะไม่มีใครจัดการเธอนะ!"
เสียงแหลมสูงของสะใภ้รองตระกูลลู่แผดลั่นจนนกกระจอกบนต้นไม้หน้าลานบ้านแตกฮือ หลินว่านเฉียวหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันแต้มอยู่ที่มุมปากอย่างไม่ปิดบัง สองมือของเธอกอดอกมองหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมที่กำลังเท้าสะเอวหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความสมเพช
นี่คือวิถีชีวิตในยุคเจ็ดสิบปลายๆ ที่ความยากจนข้นแค้นมักบิดเบี้ยวจิตใจมนุษย์ให้กลายเป็นปีศาจ ตระกูลลู่สายรองและบรรดาญาติห่างๆ ต่างจ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อจากเงินเดือนทหารที่ลู่ถิงจวินส่งกลับมาทุกเดือน พวกมันคิดว่าเธอเป็นเพียงเด็กสาวชาวบ้านหัวอ่อนที่แต่งเข้ามาแล้วต้องยอมก้มหัวให้เป็นเบ๊รองรับอารมณ์ แต่พวกมันคงลืมไปแล้วว่า หลินว่านเฉียวคนนี้ไม่ใช่เจ้าของร่างเดิมผู้ไร้ทางสู้คนนั้นอีกต่อไปแล้ว
"ประกาศประจานงั้นหรือคะ? เชิญเลยค่ะ" ว่านเฉียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานชัดเจน ก้าวเท้าเข้าไปหาอีกฝ่ายทีละก้าวอย่างไม่เกรงกลัว "ลองประกาศดูสิคะว่าฉันเอาเงินส่วนไหนไปกิน ไปใช้ หรือว่าพวกคุณอยากให้ฉันเอาบัญชีเงินส่งตัวของสามี ความช่วยเหลือจากกองทัพ และพยานหลักฐานเรื่องที่พวกคุณเคยแอบมาขโมยแป้งสาลีในห้องครัวไปเมื่อเดือนก่อน ไปเปิดดูกลางที่ประชุมคอมมูนดีล่ะคะ?"
สีหน้าของสะใภ้รองเปลี่ยนสีทันทีจากแดงก่ำเป็นเขียวคล้ำ นางอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ เมื่อเจอหมัดฮุกที่ตรงจุดเดือดเข้าอย่างจัง ดวงตาของคนรอบข้างที่เริ่มมุงดูส่งเสียงซุบซิบกันเซ็งแซ่ สายตาทิ่มแทงมองมาที่ตระกูลลู่สายรองทันที
ในยุคนี้ ชื่อเสียงและการจดบันทึกความประพฤติในคอมมูนคือเรื่องคอขาดบาดตาย ใครมีประวัติลักขโมยหรือรังแกครอบครัวทหารแนวหน้าย่อมไม่แคล้วถูกส่งไปใช้แรงงานหนักในเหมือง หลินว่านเฉียวรู้ดีว่าต้องใช้กฎหมายและกระแสสังคมบีบพวกมันให้จนมุม
แต่ทว่า บรรยากาศรอบตัวกลับพลันเยียบเย็นลงอย่างกะทันหัน
อุณหภูมิในรัศมีห้าเมตรคล้ายลดฮวบลงจนคนขนลุกซู่ ลมพัดโชยกลิ่นอายอันตรายบางอย่างที่ทำให้ผู้คนรอบข้างต่างหุบปากฉับโดยอัตโนมัติ ฝูงชนที่กำลังมุงดูส่งเสียงเอะอะเมื่อครู่ค่อยๆ แหวกทางออกเป็นช่องทางเดินอย่างหวาดผวา
รองเท้าบูทหนังสีดำที่เปื้อนฝุ่นจากการเดินทางไกลก้าวเข้ามาหยุดนิ่งอยู่เบื้องหลังร่างบางของหลินว่านเฉียว ความสูงตระหง่านและไหล่กว้างที่ปกคลุมด้วยเสื้อโค้ททหารสีเขียวเข้ม ส่งรัศมีกดดันอันทรงพลังจนสะใภ้รองถึงกับถอยหลังก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ว่านเฉียวยังไม่ทันหันกลับไปมอง แต่กลิ่นอายบุรุษที่คุ้นเคยพร้อมกับความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากแผ่นหลังกว้างก็ทำให้หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำผิดจังหวะ
มือหนาหยาบกร้านตามประสาชายชาติทหาร เอื้อมมาแตะเบาๆ ที่ไหล่บางของเธออย่างทะนุถนอม ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำ กังวาน และเย็นเยียบจนบาดลึกถึงกระดูกจะเอ่ยขึ้น
"เมื่อครู่นี้... ใครบอกว่าจะจัดการใครแทนผมนะ?"
ลู่ถิงจวินกลับมาแล้ว
ใบหน้าคมคายราวกับสลักด้วยหินผา ดวงตาคมกริบลึกล้ำดั่งห้วงมหาสมุทร กวาดสายตามองไปรอบบริเวณด้วยความเฉยชา ทว่าแฝงจิตสังหารที่ทำเอาคนใจเสาะแทบสิ้นสติ เขาไม่ได้สวมหมวกทหาร เรือนผมตัดสั้นระต้นคอ ใบหน้ามีรอยแผลเป็นจางๆ ที่มุมขมับยิ่งขับเน้นความดุดันน่าเกรงขาม
นี่คือสามีตามกฎหมายผู้เงียบขรึมและถูกกล่าวขานว่าเป็น ‘ยามะ’ ประจำแนวหน้าชายแดน ผู้ชายที่คนในตระกูลลู่ต่างพากันหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่อถึง แต่วันนี้... เขากลับมายืนอยู่ตรงนี้ เพื่อปกป้องภรรยาที่เขาไม่เคยแม้แต่จะเขียนจดหมายหาด้วยซ้ำในสายตาคนนอก
สะใภ้รองลนลานคลานถอยหลัง กรีดร้องเสียงหลงด้วยความตื่นตระหนก "ถิง... ถิงจวิน! หลานรัก... แกกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่ส่งข่าว..."
"ถ้าผมส่งข่าวมา ผมคงไม่ได้ยินคำพูดเมื่อครู่นี้" ลู่ถิงจวินตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ มอบให้ป้าสะใภ้ สายตาของเขาก้มมองภรรยาตัวน้อยที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรและแป้งทำขนมจากตัวเธอลอยเข้าจมูก ปัดเป่าความเหนื่อยล้าจากการเดินทางหลายวันให้มลายหายไปในพริบตา
ว่านเฉียวกะพริบตาปริบๆ หันกลับไปสบตากับสามีผู้สูงใหญ่ เธอสำรวจใบหน้านั้นอย่างรวดเร็ว แม้เขาจะดูเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางไกล แต่แววตาที่มองมาที่เธอกลับเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับของความห่วงหาอาทรที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งขรึม
"มองอะไรครับ? ผมหน้าตาเปลี่ยนไปจนจำไม่ได้แล้วหรือ?" ลู่ถิงจวินเอ่ยถามเสียงนุ่ม ท่าทีเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อพูดกับภรรยา จนคนรอบข้างถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ใครบอกว่านายทหารลู่ผู้นี้ไร้หัวใจและเย็นชาไร้ความรู้สึกกันล่ะคะ? ภาพที่เห็นตรงหน้าคือสุนัขตัวใหญ่คลั่งรักชัดๆ!
ว่านเฉียวแอบยิ้มในใจ แสร้งทำเป็นถอนหายใจยาวแล้วส่ายหัว "ไม่ได้เปลี่ยนไปค่ะ แค่คิดว่า... คุณกลับมาได้จังหวะเวลาพอดีจริงๆ คนพวกนี้กำลังจะขับไล่ฉันออกจากบ้านที่คุณทิ้งไว้ให้พอดีเลยค่ะ"
คำฟ้องร้องออดอ้อนเล็กๆ น้อยๆ นี้ ทำเอาแววตาของลู่ถิงจวินมืดลงวูบหนึ่ง รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขาอีกครั้งจนสะใภ้รองแทบเป็นลมล้มพับ
"บ้านหลังนี้เป็นของฉัน และภรรยาของฉันคือคนเดียวที่มีสิทธิ์อยู่ที่นี่" ลู่ถิงจวินกวาดสายตาคมกริบมองทุกคนที่ยืนมุงดู ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างหูว่านเฉียวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่ทำเอาหูของเธอร้อนผ่าว "ส่วนบัญชีแค้นกับคนพวกนี้... ค่อยจัดการทีหลัง ตอนนี้ผมหิวข้าวแล้ว ภรรยาทำให้กินหน่อยได้ไหมครับ?"
ว่านเฉียวยกยิ้มมุมปากอย่างมั่นใจ ในมิติฟาร์มของเธอตอนนี้มีทั้งเนื้อหมูตุ๋นซอสสูตรลับและผักสดกรอบอร่อยเตรียมไว้พร้อมแล้ว
ทว่า... ในวินาทีที่ลู่ถิงจวินก้าวเข้ามาโอบเอวเธอเพื่อจะเดินเข้าบ้าน สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ตกอยู่ใกล้ประตู—มันคือจดหมายหย่าร้างที่ถูกเขียนเตรียมไว้โดยฝั่งตระกูลลู่สายรอง พร้อมลายเซ็นปลอมแปลงของตัวเธอเอง!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลามาตบเกรียนตัวร้ายไปพร้อมกับพี่ว่านเฉียวคนสวยนะคะ!
มิติฟาร์มท่านอ๋อง: ทวงคืนชีวิตใหม่ในยุค 70 กับสามีคลั่งรัก•ตอนที่ 3
การกลับมาของสามีทหารผู้เงียบขรึม
ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มิติฟาร์มท่านอ๋อง: ทวงคืนชีวิตใหม่ในยุค 70 กับสามีคลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!