คราบเขม่าสีดำที่ติดอยู่บนปลอกกระสุนขนาด .375 H&H Magnum ในมือของอัคคี บอกเล่าเรื่องราวความรุนแรงที่เพิ่งผ่านพ้นไปได้ดีกว่าคำพูดใดๆ ในป่าลึกเขตชายแดนตะวันตกแห่งนี้ กลิ่นอายของดินชื้นและกลิ่นสาปสรางของซากศพไร้ญาติยังคงอบอวลอยู่ในบรรยากาศรอบตัว ทว่าสิ่งที่อบอวลยิ่งกว่าคือความเงียบงันที่น่าอึดอัด ระหว่างพรานอาคมผู้ผ่านโลกความตายมาโชกโชน กับนายแพทย์หนุ่มผู้ยึดมั่นในตำราจิตเวชศาสตร์อย่างเหนียวแน่น
หมอธันวาใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดซับคราบเหงื่อที่ผุดขึ้นตามไรผม ดวงตาภายใต้กรอบแว่นสายตาคมกริบมองสำรวจรอยแผลเป็นลึกบนท่อนแขนของอัคคี ซึ่งเกิดจากรอยเล็บของภูตผีในบันทึกศพซ่อนวิญญาณเมื่อคืนวาน เขารู้ดีว่าหากใช้ตรรกะทางการแพทย์มาอธิบาย บาดแผลนี้คงเป็นผลจากสารเคมีบางชนิดในพืชป่าที่ทำให้เกิดอาการประสาทหลอนและทำร้ายตัวเอง แต่ทว่าสัมผัสแห่งความตายที่เฉียดฉียวชีวิตของพวกเขาเมื่อครู่ มันกลับสั่นคลอนความเชื่อมั่นอันแข็งแกร่งของนายแพทย์หนุ่มอย่างเงียบงัน
"คุณยังเชื่อว่ารอยข่วนพวกนั้น เกิดจากอาการประสาทหลอนหมู่จากเชื้อราในดินอยู่หรือเปล่าครับ หมอธันวา"
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของอัคคีดังขึ้นทำลายความเงียบ ดวงตาคมกริบราวกับพรานเสือเหลือบมองคู่สนทนาขณะกำลังใช้มีดเหน็บเล่มโบราณขูดคราบดินออกจากส้นรองเท้าบู๊ตหนังแท้
ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน เขาสอดมือทั้งสองข้างเข้ากระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาว ก่อนจะก้าวเข้าไปยืนใกล้กองไฟที่เริ่มมอดดับ
"จิตวิทยาไม่ใช่เรื่องงงงวยครับคุณอัคคี สมองมนุษย์ภายใต้ภาวะความกดดันสูง ขาดออกซิเจน และความกลัวจากการเดินทางข้ามคืนในป่าทึบ สามารถสร้างภาพหลอนที่สมจริงที่สุดขึ้นมาได้เสมอ รอยแผลของคุณ... เกิดจากการที่คุณใช้มีดกรีดมันเองเพื่อสนองกลไกการปกป้องตัวจากความรู้สึกผิดที่คุณมีต่อการสูญเสียในอดีตต่างหาก"
อัคคีหยุดมือที่กำลังทำความสะอาดอาวุธ บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลงไปอีกหลายองศา เขายืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำที่ผ่านการฝึกฝนวิชาอาคมและรอยสักยันต์โบราณเต็มแผ่นหลังแผ่แรงกดดันบางอย่างออกมาอย่างแนบเนียน
"ความรู้สึกผิดเหรอครับ..." อัคคีทวนคำ น้ำเสียงเจือความเยียบเย็น "ถ้าความรู้สึกผิดของผมสามารถแปลงสภาพเป็นแรงอาฆาตที่หักคอควายป่าตัวโตๆ ได้ในพริบตาเดียวเมื่อคืนนี้... ผมคงเป็นปีศาจไปแล้วล่ะครับหมอ"
"มันคือสัญชาตญาณดิบที่ถูกปลุกเร้าต่างหากครับ" ธันวาเถียงกลับทันควัน ดวงตาคมกวาดมองสบตากับพรานหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีของอีกฝ่าย "มนุษย์เรามีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่น่ากลัว เมื่อคุณเชื่อว่ามีไสยเวท สมองส่วนอะมิกดาลาก็จะสั่งการให้กล้ามเนื้อทำงานเกินขีดจำกัด แรงที่คุณใช้หักคอสัตว์ป่า หรือแรงที่คุณใช้ลากผมหนีตายจากหลุมศพเมื่อวาน มันคือพละกำลังแฝงของมนุษย์ยามวิกฤต ไม่ใช่เพราะคาถาอาคมอะไรที่คุณท่องจำมาตั้งแต่เด็กหรอกครับ"
บทสนทนาหยุดชะงักลงอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบ ทว่ามันคือแรงเสียดทานทางความคิดระหว่างสองโลก โลกแห่งวิทยาศาสตร์ที่อธิบายทุกสิ่งด้วยเหตุและผล กับโลกแห่งไสยเวทที่ขับเคลื่อนด้วยศรัทธาและวิญญาณ ทั้งสองต่างยืนอยู่บนเส้นแบ่งบางๆ ของความจริงและความตาย โดยมีบันทึกศพซ่อนวิญญาณเล่มเก่าแก่นอนสงบนิ่งอยู่ในย่ามหนังของอัคคี เป็นเครื่องเตือนใจว่าความลับที่พวกเขากำลังตามหานั้นเกินกว่าที่ตำราแพทย์เล่มใดจะเขียนไว้
อัคคีจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนายแพทย์หนุ่ม เขาเห็นความดื้อรั้นและความหวาดกลัวที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็นนั้น มันเป็นความเปราะบางที่น่าสนใจ และในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เขาต้องคอยระแวดระวังไม่ให้หมอหนุ่มคนนี้ก้าวล้ำเข้าไปในเขตอาคมอันตรายจนเกินกว่าจะดึงกลับ
"คุณเป็นคนหัวดื้อที่น่ารำคาญคนหนึ่งเลยนะหมอธันวา" อัคคีเอ่ยขึ้นด้วยมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะยิ้มแต่ไม่ใช่ "แต่ก็น่าแปลก... ที่คนหัวรั้นอย่างคุณ กลับกล้าเดินตามหลังผมเข้ามาในดงผีดิบนี้โดยไม่ยอมถอยกลับไปตั้งแต่วันแรก"
"เพราะผมมีหน้าที่ครับ" ธันวาตอบกลับทันที น้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง "หน้าที่ที่จะพิสูจน์ว่าความงมงายไม่ได้ช่วยให้ใครรอดชีวิต และหน้าที่ที่จะปกป้องคนไข้... แม้ว่าคนไข้คนนั้นจะคิดว่าตัวเองเป็นพรานอาคมก็ตามที"
ก่อนที่อัคคีจะได้เอื้อMวาจาใดโต้ตอบ เสียงกรอบแกรบเบาๆ จากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหน้าก็ดังขึ้น ตัดจังหวะการปะทะคารมลงอย่างเฉียบพลัน
ทั้งคู่ชะงักกริยาโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณของนักล่าและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำงานประสานกันอย่างรวดเร็ว อัคคีขยับตัวเข้ามาบังหน้าหมอธันวาด้วยความเคยชิน พร้อมกับมือขวาที่เอื้อมไปปลดล็อกไกปืนคู่ใจอย่างเงียบเชียบที่สุด บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความตึงเครียดทางความคิด กลายเป็นความตึงเครียดทางกายภาพที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
ท่ามกลางความมืดทึบของราวป่าที่ไร้แสงจันทร์ ร่างเงาสوงโปร่งร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาจากหลังต้นตะเคียนใหญ่ เงาร่างนั้นทอดตัวยาวผิดธรรมชาติ และสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดลง คือกลิ่นสาปสรางที่โชยมากับสายลม... มันไม่ใช่กลิ่นของสัตว์ป่า
อัคคีหรี่ตาลงมองผ่านความมืด ก่อนที่ความเย็นวาบจะแล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง เมื่อแสงไฟฉายขนาดเล็กจากมือของธันวาที่สั่นเทาเล็กน้อยส่องกระทบเข้ากับร่างนั้นเต็มตา
เงาร่างเบื้องหน้าไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นร่างของชายชราในชุดพรานโบราณคนเดิม ที่อัคคีเพิ่งจะทำพิธีฝังร่างและส่งวิญญาณให้สงบสุขไปเมื่อสามวันก่อนที่ริมห้วยลึก
ชายชราไร้ลมหายใจคนนั้นกำลังยืนจ้องมองพวกเขาด้วยดวงตาสสีดำสนิทไร้แววตา พร้อมกับรอยยิ้มฉีกกว้างจนถึงใบหู ในมือเหี่ยวแห้งของศพเดินได้นั้น กำลังถือสมุดบันทึกหนังสีดำอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งมีตราประทับรูปกะโหลกไขว้แบบเดียวกับในบันทึกศพซ่อนวิญญาณ... แต่มันคือเล่มที่ควรจะถูกเผาทำลายไปพร้อมกับกองเพลิงเมื่อสัปดาห์ก่อนอย่างไร้ร่องรอย!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยความตื่นเต้นนะครับ เพชรตาเสือโบราณ
พรานอาคมปะทะจิตแพทย์หนุ่มกับบันทึกศพซ่อนวิญญาณ•ตอนที่ 13
จิตวิทยากับมนตรา
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมปะทะจิตแพทย์หนุ่มกับบันทึกศพซ่อนวิญญาณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!