"ถ้าคุณก้าวเท้าซ้ายนำในจังหวะที่รากไม้ดีดตัวเมื่อครู่ สมองส่วนอะมิกดาล่าของคุณคงสั่งการให้ตื่นตระหนกจนกระโดดเข้าหากล่องอาคมนั่นไปแล้ว... หมอธันวา"
น้ำเสียงของอัคคีต่ำทุบและราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจใบมีดโกนที่เคลือบยาพิษ เขาไม่ได้หันกลับมามองนายแพทย์หนุ่มที่ยืนหอบหายใจโยนตัวอยู่เบื้องหลัง สายตาของพรานอาคมยังคงจดจ้องอยู่กับแผ่นศิลาจารึกโบราณที่ครึ่งหนึ่งจมอยู่ใต้โคลนตมเบื้องหน้า ไอหมอกสีเทาจัดลอยอ้อยอิ่งอยู่ระหว่างซากต้นไม้ใหญ่ราวกับค่ายกลที่ถูกจัดวางไว้อย่างประณีตบรรจง
หมอธันวาใช้มือข้างหนึ่งดันแว่นตากรอบทองที่เลื่อนหลุดจากสันจมูกขึ้นด้วยความเคยชิน ลมหายใจของเขาหอบถี่จนหน้าอกกระเพื่อมไหว เสื้อกราวน์สีขาวที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนและยางไม้ไม่ได้ลดทอนความเย่อหยิ่งในแววตาคู่นั้นลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม รังสีความท้าทายยังคงฉายชัดผ่านม่านตาที่จับจ้องแผ่นหลังของพรานอาคม
"นั่นเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางชีววิทยาตามธรรมชาติของมนุษย์ครับคุณอัคคี... ระบบประสาทอัตโนมัติสั่งการให้หลีกหนีอันตราย ไม่ใช่เพราะความงมงายเรื่องอาคมมนตราอะไรที่คุณพยายามจะยัดเยียดให้ผมเชื่อหรอก" ธันวาเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ พยายามกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกที่ยังหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือดด้วยตรรกะทางการแพทย์
อัคคีหยุดชะงักฝีเท้า เขาค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับจิตแพทย์หนุ่ม ดวงตาคมกริบใต้ปีกหมวกปีกกว้างวับวามด้วยประกายประหลาดที่อ่านไม่ออก มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น
"วิทยาศาสตร์อธิบายได้ทุกอย่างจริงหรือครับ หมอ... รวมถึงรอยแผลเป็นที่ไขสันหลังของเหยื่อรายล่าสุดในบันทึกศพซ่อนวิญญาณเล่มนั้นด้วยหรือเปล่า? รอยกรีดที่ถูกคำนวณองศามาอย่างแม่นยำราวกับจիยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่กลับใช้มีดหมออาคมลงอักขระโบราณที่แม้แต่แพทย์นิติเวชระดับประเทศอย่างคุณก็ยังหาคำอธิบายทางกายวิภาคไม่ได้"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งด้วยคำพูดประโยคนั้น ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ป่าดิบชื้นแห่งนี้ชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดน้ำที่เกาะตามใบไม้ใหญ่ร่วงหล่นลงกระทบพื้นดินดัง *ติ๊ด... ติ๊ด...* คล้ายเสียงเข็มนาฬิกานับถอยหลัง
ธันวาเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกพ่ายแพ้ชั่วขณะตีรวนขึ้นมาในอก เขาเกลียดการถูกต้อนด้วยข้อเท็จจริงที่วิทยาศาสตร์ยังเอื้อมไม่ถึง แต่เขาก็เกลียดตัวเองยิ่งกว่าที่ลึกๆ แล้ว... เริ่มรู้สึกว่ากำแพงแห่งเหตุผลที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตกำลังถูกสั่นคลอนด้วยพลังงานลี้ลับที่สัมผัสได้จริงในสถานที่แห่งนี้
"เราเสียเวลามามากพอแล้วครับ" ธันวาเปลี่ยนเรื่องดื้อๆ พยายามดึงบทสนทนากลับสู่จุดประสงค์หลักของการเดินทาง "เป้าหมายของเราคือการค้นหาห้องใต้ดินของสำนักวิจัยร้างนั่น เพื่อหาต้นตอของสารเคมีหรือตัวยาที่ใช้สะกดจิตเหยื่อ ไม่ใช่มาถกเถียงกันเรื่องไสยศาสตร์ปรัมปรา"
"ระวัง!"
เสียงคำรามต่ำในลำคอของอัคคีดังขึ้นพร้อมๆ กับที่ร่างสูงใหญ่พุ่งเข้าประชิดตัวจิตแพทย์หนุ่มในเสี้ยววินาที แรงกระแทกอันมหาศาลทำให้ทั้งคู่ล้มกลิ้งไปบนพื้นดินโคลนอย่างไม่เป็นท่า เสียงหวีดหวิวแหลมสูงราวกระจกแตกดังกรีดแทรกเข้ามาในโสตประสาท ตามมาด้วยประกายไฟสีเขียวมรกตที่วาบขึ้นกลางอากาศ ณ จุดที่ธันวาเพิ่งยืนอยู่เมื่อครู่
*ฉับ!*
กิ่งไม้ขนาดเท่าลำแขนที่อยู่เหนือศีรษะเมื่อครู่ขาดสะบั้นลงครึ่งท่อนราวกับถูกคมดาบที่มองไม่เห็นฟันฉับ รอยตัดเรียบเนียนสนิทไร้รอยรุ่ย กลิ่นคาวเลือดจางๆ คละคลุ้งปะปนมากับกลิ่นอับชื้นของดินป่า
ธันวานอนหายใจรดต้นคอของพรานอาคม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกัน ร่างกายของเขาสั่นเทาโดยไม่เชื่อฟังคำสั่ง สมองส่วนเหตุผลถูกปิดตายด้วยภาพตรงหน้า—ใบมีดพลังงานลี้ลับที่เฉียดผ่านหัวไปเมื่อครู่ไม่ใช่ภาพหลอน และมันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยกลไกทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้น
"ยังคิดว่านี่เป็นแค่ภาพหลอนจากความเครียดอีกไหมครับ... หมอ?" เสียงกระซิบกระชากชิดใบหูของอัคคีดังขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้มของนายแพทย์หนุ่ม
อัคคีไม่รอให้คำตอบ เขาพลิกตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วพร้อมกับชักมีดหมอโบราณออกจากฝัก สายตากราดมองไปรอบทิศทางอย่างระแวดระวัง ไอหมอกสีขาวที่เคยลอยตัวต่ำ บัดนี้กลับพวยพุ่งสูงขึ้นราวกับมีชีวิต และมันกำลังโอบล้อมรอบตัวพวกเขาทั้งสองคนไว้ตรงกลาง
"อาณาเขตถูกปิดตายแล้ว" อัคคีพึมพำเบาๆ น้ำเสียงเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน "มีคนใช้ 'ยันต์ข่ายเพชรสะท้อนวิญญาณ' ดักรอเราอยู่... พวกมันไม่ได้ต้องการแค่ขัดขวาง แต่ต้องการให้เราติดอยู่ในนี้จนกว่าวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง"
ธันวาลุกขึ้นยืนตามอย่างทุลักทุเล เขาดึงแว่นตาที่เบี้ยวขึ้นมาจัดให้เข้าที่ แม้ความกลัวจะเกาะกินขั้วหัวใจ แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดและความเป็นนักวิชาการก็ยังคงผลักดันให้เขาพยายามวิเคราะห์สถานการณ์
"เป็นไปไม่ได้... อากาศ ความดัน หรือสนามแม่เหล็กในป่านี้ผิดปกติจนทำให้เกิดภาพลวงตาหรือกระแสไฟฟ้าสถิตขนาดใหญ่หรือเปล่า?" ธันวาเอ่ยแย้งเสียงสั่น แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกได้ว่าคำอธิบายของตนเองช่างดูเปราะบางเหลือเกินในสถานการณ์เช่นนี้
"เลิกใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาปลอบใจตัวเองเสียที หมอธันวา!" อัคคีหันมาตวาดเสียงกร้าว นัยน์ตาคู่นั้นลุกโชนด้วยโทสะและความวิตกกังวล "สิ่งที่อยู่รอบตัวเราตอนนี้ไม่ใช่ฟิสิกส์ แต่มันคือ 'เจตนาฆ่า' ของคนที่รู้ทุกฝีก้าวที่เรากำลังจะเดิน!"
สิ้นคำพูดของพรานอาคม พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาก็เริ่มสั่นสะเทือน เสียงคำรามต่ำคล้ายเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังสะท้อนมาจากใต้พื้นพิภพ รากไม้โบราณที่เคยสงบนิ่ง กลับพุ่งขึ้นมาจากใต้ดินราวกับหนวดปลาหมึกยักษ์ มันเลื้อยรัดข้อเท้าของทั้งคู่ไว้อย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน
"อัคคี!" ธันวาอุทานลั่นเมื่อร่างของเขาถูกแรงดึงปริศนากระชากล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง ข้อเท้าขวาถูกรากไม้หนาบีบรัดแน่นจนกระดูกแทบแหลกสลาย ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาถึงสมอง
อัคคีพยายามใช้มีดหมอฟันรากไม้ที่กำลังเลื้อยรัดขาของตนเองขาดสะบั้น แต่ยิ่งฟัน มันก็ยิ่งงอกเงยและพุ่งเข้ามาหนาแน่นขึ้นราวกับไม่มีวันหมดสิ้น เหงื่อเม็ดโตไหลโทรมใบหน้าคมคายที่บัดนี้เคร่งเครียดจนเป็นสันนูน
"ทางออกอยู่ตรงนั้น!" อัคคีตะโกนแข่งกับเสียงคำรามรอบทิศทาง พร้อมกับคว้าแขนของธันวาแล้วใช้แรงเฮือกสุดท้ายดึงรั้งร่างของจิตแพทย์หนุ่มให้หลุดพ้นจากการเกาะกุมของรากไม้อาถรรพ์
พวกเขาวิ่งฝ่าดงหมอกหนาทึบและรากไม้ที่พยายามตะמתตะบิดข้อเท้าอย่างไม่คิดชีวิต อัคคีทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังหน้า คอยปัดป้องเงาดำประหลาดที่พุ่งเข้ามาโจมตีเป็นระยะด้วยคาถาอาคมที่พึมพำออกมาจากริมฝีปากอย่างรวดเร็ว ส่วนธันวาแม้จะเจ็บข้อเท้าจนเดินกะโผลกกะเผลก แต่ความมุ่งมั่นที่จะรอดชีวิตก็ทำให้เขาต้องกัดฟันวิ่งตามแรงฉุดลากของพรานอาคมไปอย่างสุดกำลัง
เบื้องหน้าของพวกเขาคือหน้าผาหินสูงชันที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนาทึบ ไม่มีทางไปต่อ... นี่คือทางตัน!
อัคคีผลักร่างของธันวาให้เข้าไปหลบอยู่หลังโขดหินใหญ่ ก่อนจะหันกลับมาตั้งท่าเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาประชิด ลมพายุหมุนขนาดย่อมพัดโหมกระหน่ำจนฝุ่นตลบอบولอบอวล
"เราจนมุมแล้ว..." ธันวาหอบหายใจรุนแรง มองหน้าอัคคีด้วยแววตาที่ยอมจำนนเป็นครั้งแรก "คุณมีแผนสำรองอะไรอีกไหมครับ พรานอัคคี?"
อัคคีไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขายกมือขึ้นปาดคราบเลือดที่ซึมออกจากมุมปาก ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังเงาร่างมหึมาที่ก้าวออกมาจากม่านหมอก—เงาร่างของชายสวมเสื้อคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากไม้โบราณที่สลักลวดลายบิดเบี้ยวชวนขนหัวลุก
ในมือของมันถือวัตถุบางอย่างที่สะท้อนแสงสีเงินวาววับ...
อัคคีเบิกตากว้างเมื่อเห็นวัตถุในมือของมันชัดเจน ร่างกายของพรานอาคมแข็งค้างไปชั่วขณะ
"นั่นมัน..." อัคคีพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเป็นครั้งแรกในชีวิต "สร้อยคอประจำตระกูล... ที่หายสาบสูญไปพร้อมกับน้องสาวของฉันเมื่อสิบปีก่อน!"
ชายสวมหน้ากากหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเย็นเยียบราวดังมาจากก้นบึ้งของขุมนรก มันค่อยๆ ยกวัตถุปริศนาชิ้นนั้นขึ้นสูง พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของอัคคีและธันวาเย็นเฉียบลงพร้อมๆ กัน
"ยินดีต้อนรับสู่กับดักสุดท้าย... ผู้สืบทอดวิชาไสยเวทคนสุดท้ายแห่งตระกูล"
— เพชรตาเสือโบราณ
พรานอาคมปะทะจิตแพทย์หนุ่มกับบันทึกศพซ่อนวิญญาณ•ตอนที่ 10
กับดักมนตรา
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมปะทะจิตแพทย์หนุ่มกับบันทึกศพซ่อนวิญญาณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!