พี่ข้างห้องคนนี้... เลิกกวนประสาททีจะได้ไหม•ตอนที่ 24

น้ำตาของคนปากแข็ง

ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
เสียงสั่นๆ ของหน้าจอสมาร์ทโฟนที่สั่นรัวบนโต๊ะทำงานไม้สีอ่อน ทำให้เอยสะดุ้งสุดตัว เธอไม่ได้แตะมันมาสามชั่วโมงเต็ม ตั้งแต่บทสนทนาสุดท้ายที่เผลอพิมพ์ความรู้สึกบ้าๆ ลงไปในแชทกลุ่มระหว่างเธอกับทิวา แล้วกดลบแทบไม่ทัน—แต่เจ้ากรรม นายทิวา เจ้าพ่อแห่งการแคปหน้าจอคนนั้นดันแคปทันและเอามาล้อเธอไม่หยุด จนเอยเลือกที่จะ “หายตัว” ตัดขาดการติดต่อ ปิดแจ้งเตือนทุกช่องทาง และหนีมานั่งเคลียร์เอกสารบัญชีสต็อกสินค้ากองโตที่ห้องนั่งเล่นเพื่อกลบเกลื่อนความฟุ้งซ่านในหัว แต่คนอย่างทิวาหรือจะยอมแพ้ *ก๊อกๆๆ* เสียงเคาะประตูกระจกเบาๆ สามครั้งดังขึ้นจากระเบียงห้องฝั่งติดกัน เอยชะงัก ปากกาในมือเกือบหลุดร่วง เธอหันขวับไปมองหน้าต่างกระจกใสที่ปิดม่านทึบไว้ครึ่งหนึ่ง หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล—ก็บอกแล้วไงว่าช่วงนี้พยายามจะถอยห่าง แต่พ่อคุณเล่นปีนระเบียง (หรือแค่เดินข้ามมาตรงระเบียงเชื่อมตึก) มาเคาะเรียกแบบนี้มันเรียกว่าการคุกคามทางหัวใจชัดๆ! “เอย... เปิดหน้าต่างหน่อย เรารู้ว่าเธออยู่ในนั้น ไฟห้องนั่งเล่นสว่างโร่ขนาดนี้ ไม่เนียนนะคุณนักบัญชี” เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูลอยทะลุกระจกเข้ามา มันไม่ได้ตะโกนเสียงดัง แต่กลับชัดเจนเสียจนคนฟังสะท้านเฮือก เอยเม้มปากแน่น กอดอกแน่นพยายามทำเป็นหูทวนลม ก้มหน้าก้มตาจดตัวเลขยิกๆ ลงในสมุดบัญชีเสมือนว่าเຮื่องตรงหน้าสำคัญกว่าคนข้างนอก “ถ้าไม่เปิด เราจะยืนเคาะจนถึงเที่ยงคืนนะ... หรือจะให้ปีนเข้ามาทางหน้าต่างห้องครัวเหมือนคราวที่แล้วดีล่ะ เลือกเอา” ประโยคขู่แกมหยอกนั้นมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอที่แสดงความเหนือกว่าอย่างชัดเจน ให้ตายเถอะ! ผู้ชายอะไรหน้ามึนเป็นที่หนึ่ง! เอยกระแทกปากกาลงบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิดผสมความอึดอัดที่สุมอก เธอเดินจ้ำอ้าwไปกระชากม่านเปิดออกด้วยใบหน้าบึ้งตึงที่สุดในรอบสัปดาห์ ก่อนจะผลักบานกระจกออกกว้างเผชิญหน้ากับร่างสูงที่ยืนกอดอกพิงกำแพงระเบียงอยู่ รอยยิ้มกวนประสาทที่มุมปากของทิวายังคงอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน—รอยยิ้มที่ทำให้เธอทั้งหมั่นไส้และใจสั่นในเวลาเดียวกัน “นายอยากได้อะไร! ดึกดื่นป่านนี้ไม่หลับไม่นอน หรือห้องตัวเองไม่มีงานทำ ถึงได้ชอบมาวุ่นวายกับชีวิตชาวบ้านเขาฮะ!” เอยเปิดฉากโวยวายทันทีที่บานหน้าต่างเปิดออก เสียงแหลมสูงด้วยความฉุนเฉียวเพื่อกลบเกลื่อนความรุ่มร้อนในอก ทิวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจใบหน้าบูดบึ้งของคนตัวเล็กกว่าอย่างพินิจพิเคราะห์ เขายطยิ้มมุมปากก่อนจะก้าวเข้ามาประชิดกรอบหน้าต่างมากขึ้นโดยไม่สนว่าเธอจะถอยหนี “ก็เพราะไม่มีความสุข ถึงต้องมาหาคนข้างห้องใจร้ายที่บล็อกไลน์เราทุกช่องทางนี่ไง... ใจร้ายจังนะคุณเอย งอนเก่งยิ่งกว่าแมวเปอร์เซียอีก” “ใครบล็อก! ฉันแค่... แค่ปิดแจ้งเตือนเพราะต้องเคลียร์งานต่างหากเล่า! อีกอย่าง เราไม่ได้เป็นอะไรกัน ทำไมฉันต้องมานั่งรายงานนายด้วย” เอยเถียงคอเป็นเอ็น ทั้งที่ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อสายตาพราวระยับคู่นั้นมองตรงมาที่เธอ “อ้าว... ไม่ได้เป็นอะไรกันเหรอ แล้วข้อความในแชทที่พิมพ์ว่า *‘ถ้านายยังกวนประสาทแบบนี้อีก... เผลอใจชอบจริงๆ ด้วยนะรู้ไหม’* เมื่อตอนบ่ายนี่ ฝีมือผีหลอกเหรอครับคุณ” ร่างบางชะงักกึก ลมหายใจสะดุดกレイ ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งเห่อร้อนลามไปถึงใบหู เอยอยากจะเอาหัวโขกขอบหน้าต่างให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ทำไมคนๆ นี้ถึงมีความจำดีเป็นเลิศในเรื่องที่ไม่อยากให้จำนักนะ! “นั่น... นั่นมันพิมพ์ผิด! มือมันลั่น! นายเลิกเอามาล้อสักทีได้ไหมทิวา!” เอยโวยวายเสียงดังกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังพุ่งทะยานจนควบคุมไม่อยู่ มือบางยกขึ้นชี้หน้าเขาอย่างคาดโทษ แต่ทิวากลับไม่โกรธเลยสักนิด รอยยิ้มขี้เล่นเมื่อครู่ค่อยๆ เลือนหายไป เปลี่ยนเป็นแววตานิ่งลึกที่เต็มไปด้วยความจริงจังจนน่าตกใจ เขายื่นมือหนาออกมาวางทับขอบหน้าต่างใกล้กับมือเธอ นิ้วเรียหายยาวเคาะเบาๆ เป็นจังหวะช้าๆ “มือลั่นบ่อยจังนะ... ลั่นจนเราเก็บไปคิดมากทั้งวันเนี่ย รับผิดชอบด้วยเลยดีไหม” น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่เจือความจริงจังนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปฉับพลัน ความกวนประสาทถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศเงียบงันที่บีบหัวใจ เอยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอหลบสายตาวาววับคู่นั้น หันมองไปทางอื่นเพื่อตั้งสติ “พูดจาอะไรไม่รู้เรื่อง... กลับห้องไปเลยนะ ดึกแล้ว ง่วง!” “มองหน้าเราหน่อยสิเอย” น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลจนน่ากลัว มันไม่ใช่ประโยคคำสั่ง แต่เป็นคำขอร้องที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด จนเอยต้องหันกลับไปมองเขาช้าๆ ดวงตาของทิวาในตอนนี้ไม่มีแววหยลอกล้อเล่นสนุกอีกต่อไป มีเพียงความจริงจังและความห่วงใยที่ฉายชัดอยู่ข้างในนั้น... แววตาแบบที่ทำให้เอยรู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้ราบคาบมาตลอด ไม่เคยชนะผู้ชายคนนี้ได้เลยสักครั้ง “เอยพยายามถอยห่างเราทำไม... เราทำอะไรผิดเหรอ บอกเราหน่อยสิ” ทิวาเอ่ยถามเสียงเบา ทว่าประโยคเรียบง่ายนั้นกลับทำลายกำแพงความแข็งกระด้างที่เอยสร้างขึ้นมาตลอดสัปดาห์พังทลายลงในพริบตา น้ำตาใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาบังทัศนียภาพตรงหน้าอย่างกะทันหัน ความกดดัน ความอึดอัด และความรู้สึกมากมายที่เก็บกดไว้ข้างในพรั่งพรูออกมาพร้อมกับความน้อยใจ เอยไม่ใช่คนเข้มแข็งอะไรนักหรอก เธอก็แค่ผู้หญิงธรรมดาที่กลัวการตกหลุมรักคนเจ้าชู้กวนประสาทอย่างทิวา—กลัวว่าสุดท้ายแล้วตัวเองจะเจ็บเพราะความใจดีและรอยยิ้มพราวเสน่ห์นั่น “นายไม่เข้าใจหรอก...” เอยพูดเสียงสั่นเครือ น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินอาบแก้มเนียนอย่างห้ามไม่อยู่ เธอรีบยกมือขึ้นปัดมันออกลวกๆ ด้วยความอับอายที่เผลอแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าเขา ทิวาเบิกตากว้างเล็กน้อย สีหน้าขี้เล่นเมื่อครู่หายวับไปทันที เขาตกใจที่เห็นน้ำตาของคนปากแข็งตรงหน้า “เฮ้ย... เอย ร้องไห้ทำไมเนี่ย เรา... เราไม่ได้ตั้งใจจะกดดันเธอนะ” ทิวารีบละล่ำละลักด้วยความทำอะไรไม่ถูก มือหนายื่นเข้ามาหมายจะเช็ดน้ำตาให้ แต่เอยกลับเบี่ยงหน้าหนี “ฮึ... นายก็เป็นแบบนี้ตลอด ชอบเข้ามาปั่นหัว ชอบทำดีด้วย ชอบทำให้รู้สึกพิเศษ แล้วสุดท้ายก็ทำเหมือนมันเป็นเรื่องสนุก นายรู้ไหมว่าฉันต้องพยายามแค่ไหนที่จะรักษาระยะห่าง... แต่พอนายทำหน้าแบบนี้ ทำเสียงแบบนี้... ฉันก็แพ้ทุกที!” เอยระเบิดความรู้สึกที่อัดอั้นออกมาพร้อมกับสะอื้นเบาๆ ไหล่บางไหวสั่นด้วยแรงอารมณ์ ความเงียบเข้าปกคลุมระเบียงแคบๆ ชั่วขณะ ทิวานิ่งค้างไปกับคำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากคนขี้โวยวาย ก่อนที่รอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนอย่างที่เอยไม่เคยเห็นมาก่อน จะระบายขึ้นบนใบหน้าคมคายนั้น ทิวาไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก้าวพรวดเดียวผ่านกรอบหน้าต่างเข้ามาในห้องนั่งเล่นของเธอโดยไม่ขออนุญาต คว้าตัวคนปากแข็งเข้ามากอดไว้แน่นทันที “ปล่อยนะ! นายเข้ามาทำไมเนี่ย!” เอยทุบอกเขาปั๊กใหญ่ แต่แรงอันน้อยนิดนั้นไม่ได้ทำให้ร่างสูงสะเทือนแม้แต่น้อย กลับยิ่งถูกรวบกอดแน่นขึ้นจนจมอกแกร่ง “ไม่ปล่อยแล้ว... จะไม่มีวันปล่อยให้ถอยหนีไปไหนอีกแล้ว” ทิวากระซิบเสียงนุ่มข้างใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่ เปลือกตาของเอยปิดลง น้ำตาหยดสุดท้ายไหลซึมผ่านเสื้อเชิ้ตของเขา ในขณะที่เอยกำลังจะยอมแพ้ให้กับอ้อมกอดอุ่นๆ นี้ ทิวาก็ผายตัวออกเล็กน้อย ปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยหยาดน้ำตาบนแก้มเธอออกอย่างเบามือ สายตาคมกอดมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่แดงก่ำ “ถ้าการที่เอยรู้สึกแบบนั้น... มันแปลว่าเอยแพ้ทางเรา” ทิวายิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมานิดๆ แต่แววตายังคงจริงจัง “งั้นเรามาตกลงกัน... ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เลิกกวนประสาทแล้วเปลี่ยนมาเป็น ‘แฟน’ กันแทน... ดีไหมครับ?” เอยอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับคำขอที่เป็นทางการและไร้ความโรแมนติกสิ้นดี แต่มันกลับทำให้ใจเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ทิวาหัวเราะเบาๆ ในลำคอเมื่อเห็นเอยยืนนิ่งอึ้งตาโตเป็นไข่ห่าน เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นรินรดริมฝีปาก “ถ้าไม่ตอบ แปลว่าตกลงนะ... ฟอด!” “ไอ้คนบ้า! ใครอนุญาตให้หอมแก้มฉันฮะ!” เอยกรี๊ดลั่น ผลักอกเขาเต็มแรงด้วยความเขินอายจนหน้าดำหน้าแดง แต่ทิวากลับหัวเราะชอบใจคว้ามือเธอมากุมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย และในวินาทีที่เอยกำลังจะอ้าปากด่าชุดใหญ่ ทิวาก็ส่งรอยยิ้มละลายใจมาให้ พร้อมกับกระซิบชิดริมหูด้วยประโยคที่ทำให้เธอแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี “รักนะครับ... ยัยคนปากแข็ง” ________________________________________ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความน่ารักของยัยน้องเอยกับนายทิวามาจนถึงตอนนี้ เจอกันตอนหน้านะคะ!
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พี่ข้างห้องคนนี้... เลิกกวนประสาททีจะได้ไหม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%