“บอกแล้วไงคะว่าประตูห้องไม่ได้ล็อก... แล้วนี่คุณจะยืนเป็นเสาหินขวางทางลมอยู่ทำไม หลบไปเลยนะ เอยจะไปหยิบน้ำ!”
เสียงแหบแห้งที่พยายามตวาดกลบเกลื่อนความอ่อนแอของตัวเองดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงของเอยที่เซถลาเกือบล้มลงไปกองกับพื้นพรม หากไม่มีท่อนแขนแข็งแรงของคนตัวสูงที่ก้าวเข้ามาประคองไว้ทัน ทิวาถอนหายใจยาวด้วยความระอาปนเอ็นดู ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าหวานที่ตอนนี้แดงก่ำเพราะพิษไข้ ริมฝีปากแห้งผาก และเรือนผมยาวที่ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง
ให้ตายเถอะ ยัยนี่ดื้อชะมัด ตัวร้อนเป็นไฟแถมยังทำเก่งจะเดินไปหยิบน้ำเองอีก
“ดื้อไม่เปลี่ยนเลยนะคะ คุณนักบัญชี” ทิวาเอ่ยแซوด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เจือความห่วงใยไว้ไม่มิด มือหนาสอดเข้าใต้ข้อศอกและประคองแผ่นหลังบางให้เดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวนุ่มในห้องนั่งเล่นอย่างเบามือ “ถ้าขาเมื่อกี้ไม่ได้สติ๊กเกอร์กันลื่นที่พื้นห้องช่วยไว้ ป่านนี้หัวคุณคงได้ไปโขกกับชั้นวางของละมั้งคะ”
“ไม่ต้องมาพูดมากเลยนะทิวา!” เอยกระแทกเสียงใส่ พร้อมกับยกมือขึ้นขยี้หัวตัวเองอย่างหงุดหงิดที่ร่างกายไม่รักดี “แล้วใครใช้ให้คุณถือวิสาสะเดินเข้าห้องคนอื่นเขาแบบนี้ล่ะคะ ห้องเอยนะ ไม่ใช่สวนสาธารณะ จะได้เดินเข้าออกตามใจชอบน่ะ!”
“อ้าว ก็คุณบอกเองว่าประตูไม่ได้ล็อก...” ทิวายักไหล่หน้าตาเฉย ก่อนจะวางถุงยาสีขาวและกล่องข้าวต้มส่งกลิ่นหอมกรุ่นลงบนโต๊ะกระจก “อีกอย่าง... ถ้าผมไม่เดินเข้ามาเปิดประตูให้เห็นกับตา ป่านนี้คุณคงนอนเพ้อพับคาเตียงไปแล้วมั้งคะ นอนซมเป็นแมวป่วยขนาดนี้ยังจะมีแรงมาแว้ดใส่ผมอีกนะ”
เอยค้อนความปะทะใส่ตากลับไปวงใหญ่ อยากจะเถียงกลับให้คอแตกแต่พิษไข้ที่รุมเร้าทำให้สมองตื้อตันจนเรียบเรียงคำพูดไม่ถูก ได้แต่ฮึดฮัดฟาดงูฟาดงาอยู่บนโซฟา ทิวาเห็นอาการพองขนเหมือนแมวขู่ของคนตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ลอบยิ้มมุมปาก เขาจัดการแกะกล่องข้าวต้มหมูสับร้อนๆ พร้อมกับรินน้ำอุ่นใส่แก้วยื่นให้อย่างเบามือ
“กินข้าวกินยาก่อนค่ะ หน้าซีดเป็นกระดาษ A4 อยู่แล้ว เดี๋ยวผีห้องข้างๆ เขาจะตกใจนึกว่ามีวิญญาณเร่ร่อนมาสิงโซฟาห้องคุณ”
“ทิวา! นี่คุณแช่งให้เอยตายเร็วกว่ากำหนดเหรอคะ!”
“เปล่าสักหน่อย แค่เตือนด้วยความหวังดีในฐานะเพื่อนบ้านผู้แสนประเสริฐต่างหาก อ้าปากค่ะ... อ้ามมม”
ทิวาตักข้าวต้มเป่าลมฟู่ๆ เบาๆ แล้วจ่อช้อนมาตรงหน้า เอยเบิกตากว้างด้วยความตกใจจนแทบสำลักน้ำลายตัวเอง ถอยหลังหนีจนหลังติดพนักโซฟา “นี่! บ้าหรือเปล่าคะ เอยโตจนอายุเท่านี้แล้วนะ ไม่ใช่เด็กสามขวบที่จะมาป้อนข้าวป้อนน้ำแบบนี้ ส่งช้อนมานี่เลยค่ะ เอยกินเองได้!”
“มือสั่นขนาดนี้ จะกินเองหรือจะทำข้าวต้มหกเลอะพรมราคาแพงของคุณกันแน่ล่ะคะ” ทิวาหรี่ตามองมวลดวงตาที่กำลังสั่นระริกของคนป่วยอย่างรู้ทัน “อย่าดื้อน่าเอย... ถ้าไม่อยากให้ผมต้องใช้วิธีป้อนแบบ *‘ปากต่อปาก’* เหมือนในซีรีส์ที่คุณชอบดู ก็อ้าปากดีๆ ซะ”
“ไอ้คนฉวยโอกาส! ไอ้คนหน้าไม่อาย!” เอยหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ร่างกายร้อนรุ่มขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพิษไข้หรือเพราะคำพูดกวนประสาทของคนตรงหน้ากันแน่
“เร็วจ้า คุณคนไข้ คนดูแลเขารอจนเหงือกแห้งหมดแล้วนะ” ทิวายังคงลอยหน้าลอยตาดึงดันส่งช้อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
ความอดทนของเอยขาดผึ่งลงตรงนั้น เธอคว้าหมอนอิงใบโตที่วางอยู่ข้างตัวแล้วปาใส่หน้าคนกวนประสาทเต็มแรงด้วยความหมั่นไส้ขั้นสุด!
*ปุ!*
หมอนอิงใบนุ่มปะทะเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาเต็มรัก ทิวาชะงักไปนิด ช้อนในมือเกือบหล่นลงพื้น ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ดึงหมอนออกจากหน้าแล้วหันมามองคนปาด้วยรอยยิ้มเจ้าเลื้อยที่ทำเอาเอยเสียวสันหลังวาบ
“อูוว... แรงดีไม่มีตกแบบนี้ ค่อยน่าเอาชนะหน่อยค่ะ”
ทิวาวางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะทันที ร่างสูงขยับเข้าประชิดตัวคนป่วยที่พยายามจะถอยหนีแต่ติดพนักโซฟากั้นไว้จนมุม เอยใจเต้นรัวระส่ำไม่เป็นจังหวะเมื่อใบหน้าคมคายโน้มเข้ามาใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เจือกลิ่นมินต์จางๆ
“ทะ... ทิวา จะทำอะไร ออกไปห่างๆ เลยนะ เอยติดไข้...”
เสียงหวานขาดหายไปเมื่อนิ้วอุ่นเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากมนออกให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสอ่อนโยนที่นานๆ ครั้งจะปรากฏขึ้นทำให้เอยเผลอหยุดหายใจไปชั่วขณะ ดวงตาคมคายทอดมองเธอด้วยแววตาที่ลึกซึ้งจนคนใจแข็งต้องเบือนหน้าหนี
“รู้ไหมคะว่าเวลาคุณป่วยแล้วทำตัวน่ารำคาญแบบนี้...” ทิวากระซิบเสียงพร่าข้างใบหู น้ำเสียงที่ปกติมักจะกวนประสาท ตอนนี้กลับทุ้มนุ่มและจริงจังจนน่าใจหาย “...มันทำให้ผมอยากจะอยู่ดูแลคุณแบบนี้ไปทุกลมหายใจเลยจริงๆ นะ”
เอยเบิกตากว้าง สมองขาวโพลน หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนไข้ขึ้นสูงเสียอีก เธอกำหมัดแน่น พยายามจะอ้าปากเถียงเพื่อกลบเกลื่อนความวูบไหวในอก
“คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย...”
แต่ทว่า... ก่อนที่ทิวาจะได้หยอดคำหวานกวนประสาทกลับมาเหมือนเคย จู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของเขาก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูจางๆ นั้นลงอย่างไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม
ทิวาขมวดคิ้วด้วยความขัดใจเล็กน้อย ควักโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกดรับสาย
“มีอะไรครับไอ้ภัทร... เออ รู้แล้ว... เดี๋ยวตามไป”
เขาตัดสายแล้วเก็บโทรศัพท์เข้าที่เดิม ก่อนจะหันมามองหน้าเอยที่กำลังทำหน้าเลิกลั่กปรับโหมดกลับมาเป็นสาวขี้โวยวายแทบไม่ทัน
“งานด่วนที่บริษัทตามตัวน่ะสิคะ เสียดายจัง... กะว่าจะอยู่ต่อเวลาดูแลคุณยายตัวแสบสักหน่อย” ทิวายิ้มกวนๆ พลางเอื้อมมือมาดีดหน้าผากเอยเบาๆ หนึ่งที “ยาอยู่ตรงนี้นะคะ กินน้ำตามเยอะๆ ห้ามดื้อ ล็อกห้องให้เรียบร้อย เดี๋ยวผมเลิกงานดึกๆ จะแวะมาเช็คชื่อใหม่”
พูดจบ เจ้าตัวก็ก้าวฉับๆ เดินไปที่ประตูห้องทันที ทิ้งให้เอยนั่งหน้าแดงก่ำกุมหน้าผากตัวเองป้อยๆ อยู่คนเดียวบนโซฟา
เอยพ่นลมหายใจออกมาพรืดใหญ่ ยกมือขึ้นกุมแก้วน้ำอุ่นที่ยังคงหลงเหลือไอความร้อนอยู่จางๆ พลางบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“ให้ตายเสย... คนอะไร น่ารำคาญที่สุดเลย!”
แต่ทว่า... ขณะที่เอยกำลังจะลุกขึ้นเดินไปหยิบยาตามคำสั่งของคนกวนประสาท สายตาเจ้ากรรมก็บังเอิญเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตสีเหลืองแผ่นเล็กที่ทิวาแอบแปะทับไว้บนกล่องยา พร้อมลายมือหวัดๆ แต่เป็นระเบียบที่เขียนทิ้งไว้
*‘ถ้ากินยาไม่หมดถ้วย... เตรียมตัวโดนทำโทษด้วยการฟังผมบ่นสามวันสามคืนนะคะคุณคนเก่ง - จากพี่ข้างห้องคนโปรด’*
เอยเม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอีกรอบอย่างห้ามไม่ได้ พร้อมกับหัวใจที่เต้นรัวแรงจนเธอต้องยกมือขึ้นทาบอกตัวเอง
แย่แล้ว... แบบนี้เธอไม่ได้แพ้ไข้หวัดหรอก... เธอกำลังจะแพ้ผู้ชายคนนี้เข้าจริงๆ แล้วสิคะ!
.
.
.
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาอมยิ้มและอินไปกับความป่วนชวนใจฟูในตอนนี้ด้วยนะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ!
พี่ข้างห้องคนนี้... เลิกกวนประสาททีจะได้ไหม•ตอนที่ 11
ไข้ขึ้นกับคนดูแลที่น่ารำคาญ
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พี่ข้างห้องคนนี้... เลิกกวนประสาททีจะได้ไหม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!