“บอกแล้วว่าอย่าซุ่มซ่าม... เห็นไหมล่ะคะว่าสุดท้ายก็เดือดร้อนจนได้”
เสียงทุ้มต่ำที่เจือแววเย้าแหย่ดังขึ้นเหนือศีรษะ ท่ามกลางเสียงสายฝนด้านนอกที่กระหน่ำเทลงมากระจกหน้าต่างห้องพักราวกับฟ้าจะรั่ว เอยยืนกอดอกแน่น ใบหน้าหวานง้ำงอด้วยความหงุดหงิดปนระ á อใจ ดวงตากลมโตมองค้อนร่างสูงของชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีดำสนิทกับกางเกงวอร์มสบายๆ ที่ตอนนี้กำลังยืนพิงกรอบประตูห้องครัวของเธอหน้าตาเฉย ราวกับว่านี่คือห้องของเขาเอง ไม่ใช่ห้องของสาวบัญชีเจ้าระเบียบอย่างเธอ
“ก็ใครจะไปรู้ล่ะคะว่าลมพายุบ้าพายุบออะไรมันจะพัดตกลงมาตอนห้าโมงเย็นพอดี! แล้วอีกอย่าง... กุญแจมันก็แค่หลุดมือตกลงไปในท่อระบายน้ำหน้าตึกต่างหากเล่า ไม่ใช่เพราะเอยซุ่มซ่ามสักหน่อย!” เอยเถียงเสียงแข็ง พยายามซ่อนพิรุธและความร้อนผ่าวที่เริ่มลามเลียพวงแก้ม เมื่อสมองดันนึกย้อนไปถึงประโยคแชทแสบๆ จากตอนที่แล้ว—*“แถมยังแอบชมว่าพี่มีเสน่ห์ตอนตั้งใจทำงานด้วยสินะครับเนี่ย น้องเอย…”*—ให้ตายเถอะ แค่นึกถึงหน้ากวนๆ ตอนเขาส่งข้อความนั้นมา เธอก็อยากจะเอาหมอนอุดหน้าตัวเองซะเดี๋ยวนี้
ทิวาหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังลอดออกมาจากริมฝีปากหยักนั้นช่างน่าหมั่นไส้เสียเหลือเกินในสายตาของคนฟัง เขายกมือขึ้นกอดอกบ้าง ดวงตาคมกริบพราวระยับราวกับกำลังสนุกสนานกับการได้เห็นเธอหัวฟัดหัวเหวี่ยง
“ครับๆ ไม่ซุ่มซ่ามเลยสักนิด... แค่เดินสะดุดอากาศตอนไขกุญแจ แล้วทำพวงกุญแจห้อยตุ๊กตาหมูเด้งร่วงลงท่อไปต่อหน้าต่อตาเฉยๆ เอง” ทิวาเอ่ยล้อเลียน น้ำเสียงลากยาวกวนประสาทสุดขีด “โชคดีนะคะที่พี่เดินกลับมาจากลานจอดรถพอดี ไม่อย่างนั้นป่านนี้แม่สาวบัญชีคนเก่งคงต้องนั่งกอดเข่าร้องไห้หน้าห้องแหงๆ”
“พี่ทิวา!” เอยแว้ดใส่ทันที หน้าตาตื่นตระหนกพร้อมจะพุ่งเข้าไปหยิกแขนหนาๆ นั่นสักที “ใครร้องไห้ไม่มี๊! เอยแค่นั่งพักเหนื่อยเฉยๆ ต่างหากเล่า! แล้วนี่... เลิกทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของห้องเอยสักทีนะคะ ออกไปรอข้างนอกเลยค่ะ ชิ้วๆ!”
“อ้าว พูดแบบนี้ใจร้ายจังเลยนะคะน้องเอย” ทิวาทำหน้าตาน่าสงสารแบบจอมปลอมสุดฤทธิ์ ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าประชิดตัวเธอทีละก้าวอย่างจงใจ ความสูงที่ต่างกันเกือบหนึ่งคบทำให้เอยต้องเงยหน้าขึ้นมอง และนั่นก็ทำให้เอยเผลอถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับเคาน์เตอร์ครัวเย็นเฉียบ “พี่อุตส่าห์มีน้ำใจ ยอมเสียสละเวลาอันมีค่ามาหลบฝนเป็นเพื่อนแถมยังใจดี... จะทำมื้อค่ำให้กินแก้หนาวด้วยซ้ำ ทำไมใจร้ายกับพี่จังล่ะครับหื้ม?”
“ใครขอให้ทำไม่ทราบคะ! แล้วอีกอย่าง... ตู้เย็นเอยไม่มีอะไรให้ทำเป็นมื้อค่ำหรูหราหรอกนะบอกไว้ก่อน มีแค่ไข่ไก่กับมาม่าคัพรสหมูสับแค่นั้นแหละ!” เอยเชิดหน้าขึ้นเถียง แม้ว่าหัวใจเจ้ากรรมจะเริ่มเต้นผิดจังหวะเพราะระยะห่างที่ใกล้จนเกินไป กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมกับกลิ่นอายความสดชื่นจากสายฝนลอยเข้ามาแตะจมูก จนเธอต้องแอบสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติ
“โธ่ นึกว่าอะไร...” ทิวายิ้มมุมปาก ดวงตาพราวระยับก้มลงมองสบตาเธอในระยะประชิด “สำหรับเชฟมือหนึ่งอย่างวิศวะโยธาธิการจำเป็น... แค่มาม่าคัพกับไข่ไก่ ก็เนรมิตเป็นซุปมิโซะฟิวชันระดับมิชลินสตาร์ได้แล้วน่า เชื่อมือพี่เถอะหน่า ยัยตัวยุ่ง”
พูดจบก็ไม่รอให้เธอได้อ้างอะไรต่อ มือหนาก็เอื้อมไปหยิบผ้ากันเปื้อนลายเป็ดน้อยสีเหลืองอ๋อยที่แขวนอยู่ข้างตู้เย็นมาคล้องคอตัวเองหน้าตาเฉย ภาพหนุ่มวิศวะมาดกวนหน้าตาดีใส่ผ้ากันเปื้อนลายเป็ดน้อยทำเอาเอยหลุดขำพรืดออกมาทันที ความตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตาเหลือเพียงความอบอุ่นแปลกๆ ที่ค่อยๆแผ่ซ่านเข้ามาในอก
“ฮ่าๆๆๆ เดี๋ยวนะพี่ทิวา! ภาพลักษณ์วิศวะสุดโหดของพี่หายไปไหนหมดคะเนี่ย เหมาะกับเป็ดน้อยมากเลยนะเหมาะสมสุดๆ!” เอยหัวเราะลั่น ชี้มือชี้ไม้ไปที่ผ้ากันเปื้อนตัวจิ๋วที่ดูจะคับอกแกร่งของเขาจนน่าขัน
ทิวาหันขวับมามองค้อนเธอแบบไม่จริงจังนัก แต่ริมฝีปากหนากลับยกยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี “หัวเราะไปเเถอะน่า เดี๋ยวรอดูฝีมือเชฟทิวาคนนี้แล้วจะกินจนหมดหม้อไม่เหลือให้หรอก... ไปนั่งรอที่โซฟาดีๆ ไป เจ้าของห้องเก่งแต่ปากคนนี้”
แม้จะบ่นอุบอิบว่า ‘ใครเก่งแต่ปากกันเล่า’ แต่เอยก็ยอมเดินถอยหลังไปนั่งลงบนโซฟานุ่มสีเทากลางห้องโดยดี ดวงตากลมโตแอบมองแผ่นหลังกว้างของคนที่กำลังงว่นอยู่กับการต้มน้ำและตอกไข่ใส่ชามในครัวอย่างคล่องแคล่ว เสียงน้ำเดือดปุดๆ ผสมกับเสียงสายฝนด้านนอกที่ซัดสาดสร้างบรรยากาศรอบตัวให้เงียบสงบและเป็นส่วนตัวอย่างประหลาด
ไฟในห้องสีส้มอมเหลืองสาดส่องกระทบกับเงาร่างของเขาสร้างความรู้สึกอบอุ่นหัวใจแบบที่เอยไม่เคยรู้สึกมาก่อนเวลาอยู่คนเดียวในห้องนี้... ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ห้องข้างห้องของเอยมีผู้ชายคนนี้คอยกวนประสาท คอยส่งข้อความป่วนเปี้ยนในแชท และคอยเข้ามาวุ่นวายในชีวิตประจำวันของเธอเสมอ จากความรำคาญในวันแรก กลายมาเป็นความคุ้นชิน และตอนนี้... ความรู้สึกมันเริ่มขยับเข้าใกล้เส้นบางๆ ของคำว่า 'หวั่นไหว' เข้าไปทุกทีแล้วจริงๆ
ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที ชามมาม่าทรงเครื่องฝีมือเชฟจำเป็นก็ถูกยกมาวางตรงหน้า พร้อมกับกลิ่นหอมเย้ายวนของไข่เจียวโปะหน้าและพริกป่นที่โรยมาอย่างพอดี ทิวาทิ้งตัวลงนั่งลงข้างๆ เอยบนโซฟาตัวเดียวกัน ระยะห่างระหว่างไหล่ของทั้งคู่แนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงไออุ่น
“อะ ลองชิมดู ถ้ารสชาติแย่... เชฟจะยอมให้บ่นสามวันสามคืนเลยเอ้า” ทิวาเอ่ยกลั้วหัวเราะ พร้อมกับยื่นช้อนให้
เอยรับมาด้วยความลังเลนิดหน่อย ก่อนจะตักเส้นมาม่าร้อนๆ เป่าเบาๆ แล้วส่งเข้าปาก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เพราะรสชาติมันกลมกล่อมและอร่อยกว่ามาม่าธรรมดาๆ ที่เอยเคยต้มกินเองตอนดึกๆ เป็นร้อยเท่า
“เป็นไงล่ะ? อร่อยจนพูดไม่ออกเลยใช่ไหมล่ะครับ” ทิวายื่นหน้าเข้ามาใกล้ แววตารอคอยคำชมอย่างเปิดเผย
“ก็... ก็งั้นๆ แหละค่ะ!” เอยรีบเคี้ยวแล้วกลืนแก้เขิน ก่อนจะตักคำที่สองเข้าปาก “แต่อย่าเพิ่งลำพองใจไปนะคะ นี่ให้คะแนนเพราะเห็นแก่ผ้ากันเปื้อนเป็ดน้อยหรอกนะเนี่ย!”
ทิวาหัวเราะร่วน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ทว่าในจังหวะที่เอยกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะ มือหนาของทิวากลับเอื้อมมาจับขอบแก้วพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ปลายนิ้วอุ่นจัดของเขาสัมผัสโดนหลังมือของเธอแผ่วเบา ไฟฟ้าสถิตอ่อนๆ ราวกับแล่นแปลบไปทั่วร่างจนเอยสะดุ้งสุดตัว รีบชักมือกลับราวกับโดนของร้อน
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันกะทันหัน มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงตกกระหน่ำด้านนอก เอยเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับดวงตาคมกริบของทิวาที่เวลานี้ไม่ได้ฉายแววกวนประสาทเหมือนทุกที แต่มันกลับลึกซึ้งและจริงจังจนน่าใจหาย ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาลอยปะปนอยู่ใกล้ชิดจนเอยแทบไม่กล้าขยับตัว
“เอย...” เสียงทุ้มต่ำเอמהเรียกชื่อเธอแผ่วเบา ราวกับกระซิบแข่งกับเสียงฝน
“คะ... คะ?” เอยตอบเสียงสั่น หน้าแดงซ่านจนลามไปถึงใบหู
ทิวาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนหน้าผากของเขาเกือบจะชนกับหน้าผากของเธอ แววตาคู่นั้นจ้องมองริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าลงมาอย่างช้าๆ... ช้าเสียจนเอยหลับตาปี๋ หัวใจเต้นโครมครามดังสนั่นยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่าด้านนอก
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากอุ่นร้อนกำลังจะแตะลงบนกลีบปากของเธอ เสียงแจ้งเตือนข้อความแชทในมือถือที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้นแทรกทำลายบรรยากาศทั้งหมดอย่างไม่รู้เวล่ำเวลา!
*“Ting!”*
เอยสะดุ้งเฮือก ลืมตาโพรงแล้วรีบผลักอกแกร่งให้ออกจากตัวทันทีด้วยความตกใจ ใบหน้าร้อนผ่าวราดด้วยไอเดือด เธอคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยมือสั่นเทา คิดว่าเป็นเพื่อนสาวตัวดีอย่างกิ๊ฟที่ส่งข้อความมาขัดจังหวะนรก แต่ทว่า... ข้อความบนหน้าจอกลับไม่ใช่ของกิ๊ฟ
แต่มันคือข้อความจากหน้าจอของทิวาเองที่วางอยู่ข้างๆ กัน... และหน้าจอของเขากำลังแสดงข้อความแชทที่เขากำลังพิมพ์ค้างไว้ถึงเธอ โดยที่เขายังไม่ได้กดส่ง แต่ระบบดันแสดงตัวอย่างพรีวิวแจ้งเตือนขึ้นมาบนหน้าจอพอดีเป๊ะ!
ดวงตากลมโตของเอยเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนคาดไม่ถึง เมื่ออ่านข้อความบนหน้าจอนั้นชัดเจนเต็มสองตา—
*“ถ้าพี่บอกว่า... ที่ทำทุกอย่าง ขโมยของ ขโมยห้อง ขโมยมากวนใจ... เพราะพี่แอบชอบเรามาตั้งแต่ก่อนย้ายมาข้างห้องแล้วล่ะ เอยจะเชื่อพี่ไหม?”*
ทิวานิ่งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าความลับที่ซ่อนไว้ถูกเปิดเผยต่อหน้าต่อตาผ่านหน้าจอโทรศัพท์ที่ลืมคว่ำไว้!
ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างและเดินทางไปพร้อมกับความรู้สึกฟีลกู๊ดนี้นะคะ
พี่ข้างห้องคนนี้... เลิกกวนประสาททีจะได้ไหม•ตอนที่ 5
มื้อค่ำแบบไม่ได้ตั้งใจ
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พี่ข้างห้องคนนี้... เลิกกวนประสาททีจะได้ไหม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!