"บอกแล้วไงคะว่าถ้าจะรื้อคีย์บอร์ดออกมาล้างแบบนี้ อย่าหาทำเองตั้งแต่แรก!"
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดพร้อมกับแรงกระแทกกล่องใส่อะไหล่ลงบนโต๊ะทำงานดังขึ้นติดต่อกันเป็นรอบที่สาม เอยกำลังนั่งกอดอกหน้าบึ้งตึงอยู่ในชุดนอนลายเป็ดเหลืองตัวโปรด สภาพผมเผ้ากระเซิงจากการขยุ้มด้วยความหัวร้อนมาตลอดสองชั่วโมงเต็ม เบื้องหน้าของเธอคือซากโน้ตบุ๊กราคาแพงที่ตอนนี้ถูกถอดน็อตออกจนกระจัดกระจายราวกับงานศิลปะร่วมสมัยที่ไม่มีวันประกอบกลับเข้าไปได้เหมือนเดิม
ส่วนต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมด... เจ้าของร่างสูงโปร่งที่ใส่เสื้อยืดสีดำย้วยๆ กับกางเกงวอร์มตัวเก่ง กลับกำลังนั่งไขว่ห้างสบายอารมณ์อยู่บนพื้นพรม พิงหลังคาโซฟาของเธออย่างหน้าตาเฉย มือเรียวยาวถือแก้วโกโก้ร้อนที่เธอชงไว้ให้เมื่อครู่ แถมยังส่งยิ้มกวนประสาทกลับมาให้แบบไม่รู้สึกรู้สา
"ก็ใครจะไปรู้ล่ะครับว่ายัยตัวยุ่งของผมจะซุ่มซ่ามทำกาแฟส้มคว่ำใส่คีย์บอร์ดตอนตีหนึ่งครึ่งได้ แถมพอพยายามจะเช็ดเอง ก็ดันไปงัดเอาปุ่มสเปซบาร์หักกระเด็นอีกต่างหาก" ทิวายกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยความสนุกสนานยามได้เห็นคนขี้โวยวายกำลังจะระเบิดร่างเป็นโกโก้คランチ "ถ้าไม่ได้วิศวะกรทิวาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกิจมาช่วยกู้ชีพ ป่านนี้โน้ตบุ๊กเครื่องนี้คงได้ไปนอนสงบอยู่มนถังขยะหน้าคอนโดแล้วมั้งครับ"
"นี่คุณ! พูดมากน่ารำคาญจังเลยค่ะ!" เอยค้อนขวับจนตาแทบคว่ำ พยายามจะขยับตัวถอยหนี แต่ด้วยความที่โต๊ะทำงานในห้องนอนขนาดกะทัดรัดไม่ได้กว้างขวางอะไรนัก ทำให้ขาเรียวของเธอชนเข้ากับลังกระดาษเอกสาร จนร่างทั้งร่างเสียหลักเอียงวูบ
พรึบ!
ไวเท่าความคิด มือหนาของทิวาพุ่งเข้ามาคว้าเอวบางเอาไว้ตามสัญชาตญาณ แรงดึงทำให้ร่างของเอยถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างอย่างจัง กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นสบู่สะอาดๆ ลอยเข้าแตะจมูกทันทีจนเอยเผลอกลั้นหายใจ หัวใจเจ้ากรรมทรยศเต้นโครมครามดังจนกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยิน
"ระวังหน่อยสิครับ..." เสียงทุ้มต่ำกระซิบอยู่ชิดริมใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดลาดไหล่ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว "บอกแล้วว่าอยู่ใกล้ผมทีไร... ซุ่มซ่ามตลอดเลยนะเรา"
"ปล่อยเลยนะคะ! ใครให้มาจับเอวคะเนี่ย!" เอยรีบใช้มือดันอกอีกฝ่ายออกสุดแรง เกิดอาการหน้าแดงซ่านลามไปจนถึงใบหู ร้อนผ่าวราวกับมีคนเอาเตารีดมาแนบแก้ม เธอรีบขยับถอยหลังไปจนชิดมุมโต๊ะ พยายามจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่พร้อมกับส่งสายตาฆาตกรรมไปให้ "แล้ว... แล้วก็ขยับออกไปห่างๆ ด้วยค่ะ พื้นตั้งกว้างทำไมต้องมานั่งเบียดกันตรงนี้ด้วยเล่า!"
ทิวายิ้มกริ่ม ขยับตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิมโดยไม่สนใจคำโวยวายเลยสักนิด เขาวางแก้วโกโก้ลงบนโต๊ะ ก่อนจะขยับเข้าไปนั่งขัดสมาธิชิดติดจนไหล่แทบจะเกยกัน มือเรียวหยิบไขควงตัวจิ๋วขึ้นมาหมุนน็อตชิ้นเล็กๆ ต่ออย่างคล่องแคล่ว ราวกับไม่ได้สะทกสะท้านกับอาการใจเต้นรำของคนข้างๆ เลยแม้แต่น้อย
"ก็ตรงนี้มันมุมแสงดีที่สุดนี่ครับ... อีกอย่าง ถ้าไม่นั่งใกล้กันแล้วผมจะส่งไขควงให้คุณยังไงล่ะ หื้ม?" น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเย้าแหย่ พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนจมูกเกือบจะชนกัน เอยชะงักค้าง เผลอมองริมฝีปากที่กำลังขยับพูดเจื้อยแจ้วด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในอก ความใกล้ชิดที่เกินขอบเขตปกติทำให้บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เป็นแค่ศึกฝีปากระหว่างพี่ข้างห้อง กลายเป็นความเงียบงันที่อบอวลไปด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่ชวนให้ใจสั่นไหว
"เงียบทำไมล่ะครับ เขินผมเหรอ?" ทิวาเอ่ยถามเสียงนุ่ม ดวงตาคมคายช้อนขึ้นมองสบตาตรงๆ รอยยิ้มกวนประสาทเมื่อครู่หายไป เหลือเพียงแววตาจริงจังที่ทำเอาเอยต้องรีบหลบสายตาแทบไม่ทัน
"ใคร... ใครจะไปเขินคุณกันล่ะคะ! โรคหลงตัวเองกำเริบอีกแล้วสิไม่ว่า" เอยรีบแก้ตัวเสียงสูง กลบเกลื่อนความรaунรุรนในอกด้วยการคว้าคีมปากจระเข้ขึ้นมาถือไว้แน่น "ทำหน้าที่ของคุณไปเงียบๆ เลยนะ ถ้าโน้ตบุ๊กฉันพังขึ้นมาจริงๆ ฉันจะคิดบัญชีกับคุณทั้งต้นทั้งดอกแน่!"
"ครับๆ เจ้าแม่บัญชี..." ทิวาหัวנסเบาๆ ในลำคออย่างอารมณ์ดี เขายอมหันกลับไปสนใจแผงวงจรในโน้ตบุ๊กต่อ แต่ไหล่กว้างก็ยังคงเบียดชิดติดกับไหล่บางของเธออยู่ดี ไม่มีทีท่าว่าจะขยับหนีไปไหน
ผ่านไปร่วมสิบนาทีท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงเครื่องมือกระทบกันเบาๆ ความรู้สึกแปลกใหม่บางอย่างก็ค่อยๆ คลืบคลานเข้ามาในใจของเอย ปกติแล้วเธอเป็นคนเจ้าระเบียบ เกลียดการถูกรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว และไม่ชอบให้ใครเข้ามาวุ่นวายในห้องนอนของตัวเอง แต่แปลก... ที่พอกลายเป็นผู้ชายคนนี้ เธอกลับไม่รู้สึกรำคาญเลยสักนิด ตรงกันข้าม... ความอบอุ่นจากไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
สายตาของเอยแอบลอบมองเสี้ยวหน้าคมสันของคนที่กำลังตั้งอกตั้งอกตั้งใจซ่อมคอมพิวเตอร์ให้เธอ สันจมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยยามที่เขาต้องใช้สมาธิ และริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันนิดๆ ทุกๆ รายละเอียดของคนข้างๆ ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำโดยอัตโนมัติ
นึกย้อนไปถึงข้อความในแชทเมื่อคืนก่อน... *Tiva: "แต่ผมอยากเป็นคนดูแลคุณ... ไปตลอดชีวิตเลยต่างหากล่ะ เอยรับไว้พิจารณาหน่อยได้ไหมครับ?"*
หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงประโยคสารภาพรักแบบไม่ทันตั้งตัวนั้น ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นเขาจะแกล้งทำเป็นพิมพ์ผิดแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยหน้าตาเฉย แต่หัวใจของเธอกลับไม่ยอมหยุดคิดถึงมันเลยสักนิด
"เสร็จแล้วครับ!" เสียงทุ้มดังขึ้นปลุกเอยให้ตื่นจากภวังค์ ทิวากดปุ่มเปิดเครื่อง โน้ตบุ๊กหน้าจอคุ้นเคยสว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับหน้าจอเดสก์ท็อปที่กลับมาใช้งานได้ปกติราวกับไม่เคยผ่านวิกฤตกาแฟส้มคว่ำมาก่อน
"อ๊ะ! ใช้ได้แล้วจริงๆ ด้วย!" เอยร้องออกมาด้วยความดีใจ ลืมตัวพุ่งเข้าไปจับแขนแกร่งแล้วเขย่าไปมาด้วยความตื่นเต้น "คุณทิวา เก่งเป็นบ้าเลยค่ะเนี่ย!"
ทิวาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อโดนเนื้อต้องตัวกะทันหัน ดวงตาคมกริบมองมือบางที่ยังคงจับแขนเขาแน่น ก่อนจะค่อยๆ เบนสายตาขึ้นมาสบตากับเธอ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง
"ชมผมแบบนี้... แปลว่าข้อเสนอเรื่อง 'ให้ผมดูแลไปตลอดชีวิต' เมื่อคืนนี้ เริ่มมีลุ้นขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ?"
เอยหน้าถอดสีทันที เธอนึกขึ้นได้ว่าเผลอตัวแสดงอาการดีใจออกนอกหน้าเกินไป รีบชักมือกลับราวกับโดนน้ำร้อนลวก ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอีกรอบด้วยความเขินอาย
"ใครเขาจะไปรับพิจารณาคนปากเสียอย่างคุณกันล่ะคะ! เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว!" เธอโวยวายกลบเกลื่อน ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อหนีสถานการณ์ชวนใจเต้นนี้ "ดึกมากแล้วนะคะ ซ่อมเสร็จแล้วก็เชิญกลับห้องของคุณไปได้เลยค่ะ เชิญค่ะ!"
ทิวายันตัวลุกขึ้นยืนตามช้าๆ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอที่กำลังถอยหลังไปจนติดขอบเตียงนอน ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยประกายความเจ้าเล่ห์ที่ทำเอาเอยแทบจะกั้นหายใจ
"ไล่เก่งจังเลยนะครับ..." เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาอยู่ใกล้แค่เอื้อม มือหนายื่นเข้ามาปัดเส้นผมที่หลุดลุ่ยลงมาปรกแก้มให้อย่างเบามือ สัมผัสอุ่นๆ ที่ปลายนิ้วทำเอาเอยตัวแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้ "แต่..."
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ยังไม่ทันที่ทิวาจะได้พูดประโยคถัดไป เสียงเคาะประตูก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน ตามมาด้วยเสียงแหลมใสคุ้นหูที่ตะโกนทะลุกรอบประตูเข้ามา
"ยัยเอยยย! เปิดประตูให้หน่อยดิ๊! ลืมเอาชีทบัญชีมาคืน แกอยู่ป่ะเนี่ย หรือว่ากำลังสวีทอยู่กับพี่ทิวาข้างห้อง ถึงไม่ยอมเปิดประตู!"
เสียงของกิ๊ฟเพื่อนสนิทตัวแสบดังทะลุเข้ามา ทำเอาเอยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบผลักอกทิวาให้ออกห่างทันที
"ตายแล้ว... ยัยกิ๊ฟมาได้ยังไงเนี่ย!" เอยอุทานเสียงหลง หันรีหันขวางด้วยความเลิกลั่ก กลัวว่าเพื่อนสนิทสายปั่นคนนี้มาเห็นภาพชวนเข้าใจผิดเข้า
ทิวายิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก เขายกมือขึ้นยอมแพ้ถอยหลังไปสองก้าว แต่ก่อนจะเดินเลี่ยงไปทางประตูเพื่อเปิดต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญ เขาก็บ้มตัวลงกระซิบข้างหูเธอด้วยเสียงที่เบาจนมีแค่เธอสองคนได้ยิน
"เรื่องของเรา... ไว้เรามาคุยกันต่อพรุ่งนี้ 'นะครับ' คนสวย"
เอยหน้าแดงแจ๋ยิ่งกว่าเดิม ขาสั่นพับจนเกือบทรุดลงไปกองกับพื้น เมื่อได้ยินคำว่า 'นะครับ' ที่เขาตั้งใจเน้นเสียงเป็นพิเศษเพื่อแกล้งเธอก่อนจะหันไปเปิดประตูต้อนรับเพื่อนสนิทที่กำลังยืนทำหน้าล้อเลียนอยู่ด้านนอก
________________________________________
*ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความสัมพันธ์กวนๆ ของทั้งคู่เสมอนะคะ* 💖 — สมุดบันทึกสีน้ำตาล
พี่ข้างห้องคนนี้... เลิกกวนประสาททีจะได้ไหม•ตอนที่ 8
ใกล้ชิดเกินไปแล้วนะ!
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พี่ข้างห้องคนนี้... เลิกกวนประสาททีจะได้ไหม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!