“บอกผมมา... ว่านั่นไม่ใช่เขา”
น้ำเสียงของผมแหบพร่าและสั่นไหว ราวกับเศษแก้วที่ถูกบดขยี้อยู่ในลำคอ ผมจ้องมองร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางเงามืดของโถงทางเดิน แสงไฟนีออนที่กะพริบถี่ๆ เหนือหัวทำให้ใบหน้าของชายผู้นั้นดูบิดเบี้ยวเหมือนภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกทิ้งไว้กลางสายฝน
ลลินคว้าแขนผมไว้แน่น ปลายนิ้วของเธอเย็นเฉียบ แต่สายตาของเธอกลับจับจ้องไปยังจุดเดียวกันด้วยความตระหนกที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดทนายความผู้สุขุม
“รวินท์ ตั้งสติหน่อย... ชายคนนั้นตายไปแล้ว สิบห้าปีที่แล้ว เราอยู่ในงานศพเขาด้วยกัน” เธอเค้นเสียงกระซิบพลางออกแรงดึงแขนผมให้ถอยหลัง แต่ความดื้อรั้นในใจที่สั่งสมมานานนับสิบปีกลับขึงผมไว้กับที่
ชายคนนั้น... คนที่พรากทุกอย่างไปจากชีวิตผม คนที่กลายเป็นปีศาจร้ายในฝันร้ายของผมทุกค่ำคืน เขากำลังหันหน้ามาทางนี้ ริมฝีปากที่เคยเย้ยหยันผมในวันนั้นกำลังคลี่ยิ้มออกมาอย่างช้าๆ รอยยิ้มที่ทำให้เลือดในกายผมเย็นเยียบจนกลายเป็นน้ำแข็ง
“คุณ... คุณกลับมาได้ยังไง” ผมพุ่งตัวออกไปหมายจะคว้าคอเสื้อของมัน แต่ทว่า—
ภาพรอบข้างพร่าเลือนไปในพริบตา เหมือนฟิล์มภาพยนตร์ที่ถูกกระชากขาดออกจากเครื่องฉาย ผมยืนค้างอยู่ตรงนั้น มือที่ยื่นออกไปคว้าได้เพียงความว่างเปล่า หัวใจเต้นรัวแรงจนเจ็บหน้าอก แต่แล้ว... ในเสี้ยววินาทีต่อมา ความมืดมิดก็เข้าครอบงำ
ผมกระพริบตาถี่ๆ หายใจหอบแรง ก่อนจะพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในโถงทางเดินนั้นอีกต่อไป แต่ยืนอยู่หน้าตู้เย็นในห้องครัวของตัวเอง บานตู้เปิดอ้าอยู่ มือข้างหนึ่งของผมถือแก้วน้ำเปล่าที่ยังไม่ได้ดื่ม
“รวินท์?” เสียงลลินดังมาจากห้องนั่งเล่น “คุณไปหยิบน้ำนานจัง เป็นอะไรหรือเปล่า?”
ผมยืนนิ่ง ความรู้สึกมึนงงเหมือนคนเพิ่งตื่นจากภวังค์รุนแรงแล่นปราดเข้ามาในหัว ผมจำไม่ได้ว่าเดินมาที่นี่เมื่อไหร่ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเมื่อนาทีที่แล้วผมกำลังทำอะไรอยู่ ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่โถงทางเดินเลือนหายไปเหมือนรอยเท้าบนหาดทรายที่ถูกคลื่นซัดหายไปในพริบตา
“ผม... ผมแค่หิวน้ำครับ” ผมขานรับ เสียงของตัวเองฟังดูแปลกหูและไกลห่าง
ผมวางแก้วน้ำลง มือสั่นเทาเล็กน้อย ความหวาดระแวงเริ่มเกาะกินใจ ผมจำได้ว่าเพิ่งเจออะไรบางอย่าง... บางสิ่งที่สำคัญมาก แต่เมื่อพยายามนึก มันกลับกลายเป็นเพียงหมอกควันสีเทาที่จับต้องไม่ได้
ลลินเดินเข้ามาหา สายตาที่เธอมองผมเต็มไปด้วยความกังวล เธอเอื้อมมือมาแตะที่หน้าผากของผม “คุณตัวร้อนนิดๆ นะ... เมื่อกี้ตอนที่เดินออกมาจากงานเลี้ยง คุณดูเหมือนเห็นผีเลย คุณเป็นอะไรไป บอกผมได้ไหม”
“งานเลี้ยงเหรอ?” ผมทวนคำ “เราเพิ่งกลับจากงานเลี้ยงหรือครับ?”
คิ้วของลลินขมวดเข้าหากันจนเป็นปม “รวินท์... เราไม่ได้ไปงานเลี้ยง เราเพิ่งกลับจากสถานีตำรวจที่คุณไปให้ปากคำเรื่องพยานคนใหม่ไงครับ นี่คุณลืมไปแล้วจริงๆ เหรอ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องครัวจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินชัดเจนในหัว ผมนิ่งอึ้ง สมองของผมพยายามเรียบเรียงเหตุการณ์ แต่ทุกอย่างกลับดูแตกกระจัดกระจายไปหมด ความทรงจำระยะสั้นของผมกำลังพังทลาย... เหมือนปราสาททรายที่ถูกคลื่นยักษ์ถล่ม
ผมหลับตาลง พยายามควานหาเศษเสี้ยวของความจริงในหัว
“ผมขอโทษ ลลิน... ผมแค่...” ผมพยายามจะอธิบาย แต่ในหัวกลับว่างเปล่า เหมือนมีใครบางคนมาลบข้อมูลออกไปจากสมองของผมทีละนิดทีละหน่อย
ทว่า ในความว่างเปล่านั้นเอง ภาพใบหน้าของชายคนนั้นก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง ชัดเจนแจ่มแจ้งกว่าเดิม แต่คราวนี้เขาไม่ได้ยืนอยู่ในโถงทางเดิน เขาไม่ได้มาคนเดียว
“ลลิน...” ผมเรียกเธอด้วยเสียงที่เบาหวิว “เขาไม่ได้มาแค่คนเดียวใช่ไหม? คนที่ผมเห็น... เขามีคนคอยสนับสนุนอยู่ข้างหลัง เขาเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง”
ลลินชะงัก เธอจ้องมองผมด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความกังวลธรรมดา แต่เป็นความกลัว “รวินท์... คุณหมายถึงใคร? คุณจำอะไรได้แล้วใช่ไหม?”
ผมยังไม่ทันได้ตอบ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างหนักหน่วงและจังหวะที่เด็ดขาดสามครั้ง มันไม่ใช่เสียงเคาะประตูของคนทั่วไปที่มาเยือน แต่มันคือเสียงที่เต็มไปด้วยคำสั่งและการข่มขู่
ผมหันไปมองบานประตูไม้ที่สั่นไหว ลลินหน้าถอดสี เธอคว้าข้อมือผมไว้แน่น
“ห้ามไปเปิดนะรวินท์... ฟังผมนะ ห้ามเปิดเด็ดขาด”
ทว่าก่อนที่ผมจะทันได้ตัดสินใจ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของผมก็สั่นครืดขึ้นมา เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย ผมกดรับด้วยความสั่นเทา
“สวัสดีครับ รวินท์” เสียงปลายสายแหบพร่าและเยือกเย็น มันเป็นเสียงเดียวกับชายที่ผมคิดว่าตายไปแล้ว “ดูเหมือนว่าผลข้างเคียงของการใช้ยา... จะทำให้ความทรงจำของคุณลบเลือนไปได้รวดเร็วกว่าที่หมอประเมินไว้นะครับ”
ผมตัวชาไปทั้งร่าง “แกเป็นใคร... แกทำอะไรกับฉัน?”
“ฉันก็คือสิ่งที่แกพยายามจะลืมยังไงล่ะ” ปลายสายหัวเราะเบาๆ “แล้วก็เลิกมองหาคนอื่นในห้องได้แล้ว เพราะตอนนี้... คนที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องคุณ ไม่ใช่คนที่แกกำลังระแวงอยู่หรอก”
หัวใจผมตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเดิมจนบานประตูแทบจะหลุดออกมาจากวงกบ
“เปิดประตูเถอะครับรวินท์” เสียงคนหลังประตูเอ่ยขึ้น แต่มันไม่ใช่เสียงของชายในความทรงจำ... มันคือเสียงของพ่อผม พ่อคนที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุเมื่อสิบห้าปีก่อน พร้อมกับเสียงกุญแจที่ไขเข้ามาในลูกบิดอย่างเชื่องช้า
หวังว่าเนื้อหานี้จะเข้มข้นถูกใจและสร้างอรรถรสในการอ่านให้ทุกท่านได้เป็นอย่างดีนะครับ
แบล็กสมิธในตำนาน ครับ
เงาปรารถนาในรอยจารึก•ตอนที่ 35
ผลข้างเคียงที่รุนแรง
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาปรารถนาในรอยจารึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!