“อย่าทำหน้าเหมือนคนกำลังจะไปลานประหารขนาดนั้นเลยครับ รวินท์ แผนที่ผมวางไว้... ไม่สิ แผนที่เราวางร่วมกัน มันต้องการความมั่นใจมากกว่าความระแวง”
ลลินวางแฟ้มเอกสารปกหนังสีเข้มลงบนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ เสียงปึกที่เกิดขึ้นเบาหวิว แต่สำหรับรวินท์ มันกลับดังก้องเหมือนเสียงปืนที่เหนี่ยวไกในความทรงจำ เขาขยับเนกไทให้หลวมออกเล็กน้อย นัยน์ตาสีเข้มดุจถ่านไฟเก่าจับจ้องไปยังรอยจารึกบนแผ่นกระดาษที่วางอยู่เบื้องหน้า มันเป็นพิมพ์เขียวของอาคารเก่าแก่ที่เก็บซ่อนความลับเรื่องอุบัติเหตุครั้งนั้นไว้
“คุณมั่นใจแค่ไหนว่าหลักฐานชิ้นนี้จะรอดพ้นสายตาของพวกมันได้ ลลิน?” รวินท์ถาม เสียงของเขาสั่นพร่าเล็กน้อยในตอนท้าย แม้จะพยายามรวบรวมสมาธิเพียงใด แต่ภาพของรถยนต์ที่บิดเบี้ยวและกลิ่นน้ำมันเบนซินก็ยังคงตามหลอนเขาอยู่เสมอ
ลลินไม่ตอบในทันที เธอโน้มตัวไปข้างหน้า สายตาคมกริบของทนายสาวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่อ้างว้างของชายหนุ่ม เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของคดีความ แต่คือการปลดล็อกพันธนาการที่เขากักขังตัวเองไว้ตลอดสิบปี “ถ้าเรามัวแต่กลัวว่า ‘พวกมัน’ จะทำอะไร เราก็จะเป็นฝ่ายเดินตามเกมไปตลอดกาล ครั้งนี้เราจะเป็นคนถือไพ่เหนือกว่าเอง แผนที่หนึ่ง... การเบี่ยงเบนความสนใจจะเริ่มขึ้นในอีกสามชั่วโมงข้างหน้า คุณพร้อมจะก้าวออกจากเงาของตัวเองหรือยังครับ?”
รวินท์เงียบไปเนิ่นนาน ความเงียบในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟจางๆ นั้นหนักอึ้ง เขาเหลือบมองรูปถ่ายใบเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าสตางค์ ความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจราวกับปลวกที่ค่อยๆ แทะกินเนื้อไม้เริ่มส่งเสียงร้องเตือนถึงความเสี่ยง
“ผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้วใช่ไหม” รวินท์เอ่ยขึ้นเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง
“เรามีทางเลือกเสมอครับ” ลลินยืดตัวขึ้นเต็มความสูง เธอก้าวไปที่หน้าต่าง มองดูรถยนต์สีดำสนิทที่แล่นผ่านด้านล่าง “แต่การยอมจำนนไม่ใช่หนึ่งในนั้น หากคุณต้องการคำตอบว่าทำไมอุบัติเหตุครั้งนั้นถึงเกิดขึ้น และทำไมต้องเป็นครอบครัวคุณ... เราต้องทำตามแผนนี้”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือของลลินสั่นครืดอยู่บนโต๊ะ เธอเหลือบมองชื่อบนหน้าจอ ก่อนจะกดรับด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง ทว่ารวินท์สังเกตเห็นว่ามือของเธอสั่นเพียงเล็กน้อยขณะถือเครื่อง
“รับทราบค่ะ... ดำเนินการได้เลย”
คำว่า ‘รับทราบ’ นั้นสั้นกระชับ แต่สำหรับรวินท์ มันคือสัญญาณของการเริ่มต้นพายุใหญ่ เขาขยับลุกขึ้นยืน ร่างกายที่เคยแข็งทื่อเริ่มผ่อนคลายลงตามสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด เขาหยิบเสื้อโค้ทตัวนอกมาสวม พลางมองกระจกเงาที่สะท้อนภาพตัวเอง ชายหนุ่มผู้สูญสิ้นทุกอย่างกำลังจะทวงคืนความยุติธรรมจากเงามืดที่บดบังชีวิตเขามาตลอดทศวรรษ
พวกเขาเดินออกจากห้องทำงาน ลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ของตึกสำนักงานเก่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับของกาลเวลา ทุกก้าวย่างของรวินท์เต็มไปด้วยความระแวดระวัง เขารู้สึกเหมือนมีสายตานับร้อยคู่คอยจ้องมองจากมุมมืดของเพดานหรือซอกหลืบของกำแพง แต่ลลินยังคงเดินนำหน้าอย่างมั่นคง ราวกับเธอได้เตรียมทางหนีทีไล่ไว้ทุกตารางนิ้ว
“ฟังนะรวินท์” ลลินหยุดกะทันหันในมุมอับของบันไดหนีไฟ เธอหันมาเผชิญหน้ากับเขา “เมื่อเราก้าวออกไปที่ล็อบบี้ คุณต้องทำเหมือนไม่รู้จักผม แผนการจะเดินไปตามเส้นทางที่กำหนด หากมีอะไรผิดพลาด... ให้คุณมุ่งหน้าไปที่สถานีรถไฟใต้ดินทันที ห้ามหันหลังกลับ ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรก็ตาม”
“ลลิน...” เขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยที่เขาไม่เคยเผยให้เห็น “ถ้าคุณเป็นอะไรไป...”
“ผมเป็นทนายความนะครับรวินท์ ผมรู้ดีว่าต้องเอาตัวรอดอย่างไรในสงครามกฎหมายที่ไม่มีกติกา” เธอตัดบทด้วยรอยยิ้มที่ฝืนทำขึ้นเพื่อปลอบประโลม “รักษาชีวิตของคุณไว้เพื่อความจริงที่จะปรากฏในตอนจบเถอะครับ”
ทั้งสองก้าวออกจากมุมตึกสู่โถงล็อบบี้ที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน รวินท์ก้มหน้าลงต่ำ สวมหมวกแก๊ปปิดบังใบหน้า เขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลจากกล้องวงจรปิดที่หมุนวนไปมาดุจดวงตาของปีศาจ ทันใดนั้น เสียงตะโกนโวยวายดังขึ้นจากทางเข้าหลัก กองเอกสารปลิวว่อนไปทั่วอากาศ ผู้คนต่างแตกตื่นวิ่งหนีความโกลาหลที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ นี่คือส่วนหนึ่งของแผนเบี่ยงเบนความสนใจที่ลลินจัดเตรียมไว้
รวินท์ใช้จังหวะที่โกลาหลนั้นก้าวเดินไปตามทางที่ตกลงกันไว้ หัวใจของเขาเต้นรัวเหมือนกลองรบ เขากำลังจะเดินผ่านเคาน์เตอร์รักษาความปลอดภัยไปได้อยู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะมือของใครบางคนเอื้อมมาจับไหล่เขาไว้แน่น
“ขอโทษนะครับคุณ... ดูเหมือนคุณจะทำของตกไว้”
รวินท์ตัวแข็งทื่อ เขาค่อยๆ หันกลับไปมอง ชายชุดดำในแว่นตากันแดดสีเข้มยืนอยู่ข้างหลัง มือของมันยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลที่เขาจำได้ดีว่ามันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่เขาเพิ่งทำหล่นลงไปในจังหวะที่คนพลุกพล่าน สายตาของชายชุดดำไม่ได้สื่อถึงความเป็นมิตร แต่มันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาด้วยความหิวโหยดุจนักล่าที่พบเหยื่ออันโอชะ
“ผมไม่ได้ทำตก...” รวินท์ตอบเสียงเรียบ แม้ข้างในจะพังทลายลงแล้ว “นั่นไม่ใช่ของผม”
ชายชุดดำยิ้มที่มุมปากอย่างน่าสะพรึงกลัว มันโน้มตัวลงมาใกล้จนรวินท์ได้กลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวมัน “งั้นหรือครับ? แต่นายของผมบอกว่า... ของชิ้นนี้ มีค่ามากกว่าชีวิตของคนที่เพิ่งจากไปเมื่อสิบปีก่อนเสียอีก”
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมอกควันแห่งความสับสนและหยัดยืนเคียงข้างพวกเขาในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แบล็กสมิธในตำนาน
เงาปรารถนาในรอยจารึก•ตอนที่ 46
วันแห่งความหวัง
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาปรารถนาในรอยจารึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!