“ปิดวิทยุสื่อสารนั่นเดี๋ยวนี้ ลลิน!”
รวินท์ตวาดเสียงต่ำ มือหนาคว้าข้อมือหญิงสาวไว้แน่นจนเธอชะงัก ลมหายใจของเขาหอบถี่ ดวงตาคมกล้าที่เคยสงบนิ่งบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความสับสนและหวาดหวั่น เสียงจากลำโพงทั่วตึกยังคงกังวานซ้ำไปซ้ำมา มันไม่ใช่เสียงบันทึก แต่มันคือเสียงที่สดใหม่ ทรงพลัง และเยือกเย็นจนคนฟังรู้สึกถึงไอความตายที่คืบคลานเข้ามา
“แต่นั่นมันเสียงพ่อคุณนะ รวินท์! ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ ทำไมเราถึงไม่...”
“ผมบอกให้หยุดไง!” รวินท์สวนกลับ เสียงของเขาแหบพร่าแต่เฉียบขาด เขาไม่ได้ปล่อยมือจากข้อมือเธอ แต่นั่นไม่ใช่เพราะความโกรธ หากแต่เป็นสัญชาตญาณดิบที่ต้องการรั้งใครสักคนไว้ไม่ให้ถล่ำลึกลงไปในกับดักที่เขารู้ดีว่ามันอันตรายเพียงใด
ลลินมองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม เธอเห็นรอยร้าวที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากอดีต แต่วันนี้ รอยร้าวนั้นกำลังปริแตกออกเสียจนน่ากลัว “รวินท์ ฟังนะ... ไม่ว่าอดีตของคุณจะเป็นอย่างไร แต่นี่คือโอกาสที่เราจะจบเรื่องนี้ คุณเคยบอกว่าอยากรู้ความจริงไม่ใช่หรือ”
“ความจริงบางอย่างมันไม่มีค่าพอที่จะแลกด้วยชีวิตของคุณ” รวินท์ลดเสียงลง ความแข็งกร้าวหายไปเหลือเพียงความรวดร้าวที่ฉายชัด “สิบปีที่แล้ว... ผมสูญเสียทุกอย่างไปเพราะความอยากรู้อยากเห็นของพ่อ ผมจะไม่ยอมให้คุณกลายเป็นรายต่อไป”
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ใต้ฐานทัพ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่กำลังเคลื่อนที่อยู่บนชั้นสองดังสะท้อนผ่านเพดานลงมา รวินท์ปล่อยมือจากลลิน ก่อนจะรีบคว้าอุปกรณ์ทางยุทธวิธีที่เหลืออยู่บนโต๊ะเหล็กพับ เขาจ้องมองประตูทางออกที่ห่างออกไปไม่กี่เมตรด้วยแววตาลังเล
“หนีไปซะลลิน ออกไปทางช่องระบายอากาศนั่น เดี๋ยวนี้”
“แล้วคุณล่ะ?” ลลินถามพลางก้าวเข้ามาขวางทาง “จะกลับไปเผชิญหน้ากับคนที่เป็นผีตายซากนั่นน่ะเหรอ? คุณไม่ได้สู้เพื่อความยุติธรรมอีกแล้วนะรวินท์ คุณกำลังสู้เพื่อความแค้น ซึ่งมันจะทำลายคุณเหมือนกับที่มันทำลายครอบครัวคุณ”
รวินท์ชะงัก กรามของเขาขบแน่นจนนูนชัด สัมผัสจากปลายนิ้วของลลินที่แตะลงบนแขนเขาทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกดึงกลับมาจากขอบเหว แต่เสียงจากลำโพงที่เริ่มพูดชื่อของเขาออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าก็ดึงสติเขากลับไปสู่ฝันร้ายอีกครั้ง
*“รวินท์... ลูกรัก พ่อรู้ว่าลูกอยู่ที่นั่น ออกมาหาพ่อสิ... ความลับที่อยู่ในรอยจารึกนั่น มันรอให้เราสองคนไปคลี่คลายพร้อมกัน”*
หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก รวินท์ผลักลลินไปข้างหลังเบาๆ แต่หนักแน่น “ผมไม่ใช่คนที่จะเปลี่ยนอดีตได้ แต่ผมเป็นคนที่จะหยุดมันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำสอง ไปเถอะ! นี่ไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็นคำขอสุดท้ายของผม... ถ้าผมไม่ออกไปในสิบนาที จงทิ้งทุกอย่างแล้วหายไปจากชีวิตผมซะ อย่าตามหา อย่าหันหลังกลับมา”
เขาก้าวเท้าออกไปเผชิญกับโถงทางเดินที่มืดมิด ทิ้งให้ลลินยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับความว่างเปล่าภายในห้อง รวินท์เดินไปตามทางเดินที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและเขม่าควัน เสียงปืนที่ดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของอาคารทำให้เขารู้ว่าเวลาของเขาใกล้หมดลงแล้ว
เขาหยุดลงหน้าประตูเหล็กบานใหญ่ที่สลักลวดลายประหลาด—รอยจารึกที่เขาสาบานว่าจะทำลายมันทิ้งเสียตั้งแต่วันที่สูญเสียครอบครัวไป รวินท์ยกปืนขึ้นในระดับสายตา นิ้วชี้วางทาบไกปืนอย่างมั่นคง ความกลัวยังคงกัดกินหัวใจ แต่ความลังเลที่เคยมีได้มลายหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะปิดฉากตำนานนี้ด้วยมือของเขาเอง
รวินท์ผลักประตูบานนั้นเข้าไป เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วโถงกว้าง ภายในห้องนั้นไม่มีใครเลย นอกจากชายชราคนหนึ่งที่นั่งหันหลังให้เขาอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ท่ามกลางแสงไฟสลัวที่แกว่งไกว
“แกไม่ใช่พ่อของฉัน” รวินท์กล่าวเสียงเรียบ แม้หัวใจจะบีบตัวจนเจ็บปวด
ชายชราค่อยๆ หันเก้าอี้กลับมา ใบหน้าที่เหี่ยวย่นนั้นปราศจากแววตาของความเป็นพ่อ แต่กลับมีรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและน่าขนลุก “พ่อรู้รวินท์... แต่พ่อก็รู้อีกอย่างหนึ่งด้วยว่า วันนี้ลูกไม่ได้มาคนเดียว”
ทันใดนั้น เสียงปืนดังขึ้นจากเงามืดด้านหลังของรวินท์ พร้อมกับการปรากฏตัวของคนกลุ่มหนึ่งที่ก้าวออกมาจากเงามืด... คนที่รวินท์คาดไม่ถึงที่สุดว่าจะเป็นไส้ศึก!
รวินท์หันไปมองทันที ความตกใจฉายชัดในแววตาเมื่อเห็นว่าใครเป็นผู้ถือปืนจ่อมาที่เขาในระยะประชิด
“ลลิน?!”
หวังว่าบทนี้จะทำให้รี้ดเดอร์ทุกท่านตื่นเต้นและลุ้นระทึกไปกับการตัดสินใจของรวินท์นะครับ ขอบคุณที่ติดตามเดินทางไปพร้อมกันครับ!
- แบล็กสมิธในตำนาน -
เงาปรารถนาในรอยจารึก•ตอนที่ 30
ความลังเล
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาปรารถนาในรอยจารึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!