“ทิ้งโทรศัพท์เครื่องนั้นลงถังขยะเดี๋ยวนี้ ลลิน”
เสียงของรวินท์ต่ำพร่าและราบเรียบ ทว่ามันกลับสั่นประสาทคนฟังได้อย่างประหลาด เขาไม่ได้หันไปมองหญิงสาวที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ ขณะที่รถยนต์มือสองสภาพทรุดโทรมเคลื่อนตัวผ่านด่านตรวจสุดท้ายของเขตเมืองหลวงไปอย่างหวุดหวิด มือของเขาบนพวงมาลัยสั่นเทาเล็กน้อย ความกดดันจากการถูกไล่ล่าบีบคั้นจนลมหายใจกลายเป็นของราคาแพง
ลลินชะงัก นิ้วเรียวของเธอสั่นสะท้านเหนือหน้าจอสมาร์ทโฟนที่กำลังสว่างวาบด้วยข้อความเตือนจากหมายเลขปริศนา เธอเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังที่เกร็งแน่นของชายหนุ่มข้างกาย ดวงตาของรวินท์ในกระจกมองหลังดูเย็นชาและว่างเปล่าเสียจนน่ากลัว
“ถ้าฉันทิ้งไป เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าใครส่งพิกัดนั้นมาให้เรา” ลลินโต้กลับ พยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด แม้หัวใจจะเต้นรัวราวกับกลองรบ “รวินท์... เราทำแบบนี้เหมือนคนมีความผิดนะ”
รวินท์หัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน “มีความผิดหรือ? ลลิน เธอคิดว่ากฎหมายในเมืองนั้นยังคุ้มครองเราได้อยู่หรือไง? ดูในกระจกสิ พวกมันไม่ได้ต้องการจับเราเข้าคุก แต่มันต้องการลบเราออกจากสารบบ”
รถเร่งความเร็วขึ้นเมื่อพ้นเขตเมืองเข้าสู่ทางหลวงสายหลักที่มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ ความมืดมิดของยามค่ำคืนภายนอกดูราวกับสัตว์ร้ายที่พร้อมจะกลืนกินพวกเขาได้ทุกเมื่อ รวินท์กำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความทรงจำเกี่ยวกับเสียงเบรกและเศษกระจกในอุบัติเหตุครั้งนั้นหวนกลับมาทิ่มแทงใจเขาทุกครั้งที่รถสะเทือน
เขากำลังหนี... หนีจากเงาของตัวเองที่เริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
“ฉันไม่อยากให้เธอต้องมาพัวพัน” รวินท์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบที่กดทับ “การเข้ามาช่วยฉัน มันเท่ากับการนำชีวิตของเธอมาวางบนเขียง ใครจะรู้ว่าทนายความที่เชื่อในความยุติธรรมอย่างเธอ จะต้องมาจบชีวิตในที่รกร้างแบบนี้”
ลลินวางโทรศัพท์ลงบนตัก เธอหันมามองเสี้ยวหน้าของเขา “ฉันไม่ใช่คนดีขนาดนั้นรวินท์ ฉันแค่... ทนเห็นความจริงถูกฝังไปพร้อมกับนายไม่ได้”
“ความจริงมันไม่มีค่าพอที่จะแลกด้วยลมหายใจหรอก ลลิน”
“แต่มันมีค่าพอที่จะทำให้นายตื่นจากฝันร้ายได้”
รวินท์ชะงักไปครู่หนึ่ง แรงกดดันจากความลับที่เขาสะสมมานานปะทะเข้ากับความหวังดีของหญิงสาวข้างกาย เขาเลือกที่จะไม่ตอบโต้ แต่เร่งเครื่องยนต์ให้แรงขึ้นจนรถคันเก่าส่งเสียงครางประท้วง ทั้งสองมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าเขาที่ไร้ซึ่งแสงไฟ นำพาความลับอันดำมืดไปสู่รอยจารึกที่รอการเปิดเผยในดินแดนที่ห่างไกล
ผ่านไปหลายชั่วโมงท่ามกลางเส้นทางคดเคี้ยว รวินท์ตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าสู่ทางลูกรังที่ดูเหมือนจะไม่มีใครใช้มานาน ความเงียบสงัดถูกรบกวนด้วยเสียงล้อบดกับก้อนหิน ลลินมองออกไปนอกหน้าต่าง ความมืดนั้นลึกซึ้งเสียจนมองไม่เห็นแม้แต่เงาต้นไม้
“เราจะไปไหน?” เธอถาม
“ไปที่ที่คนพวกนั้นนึกไม่ถึง”
รวินท์เบรกกะทันหันจนรถไถลไปจอดสงบนิ่งอยู่ใต้เงาต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านราวกับมือปีศาจ เขาดับเครื่องยนต์ ทันใดนั้น ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมทุกสรรพสิ่ง มันเป็นความเงียบที่น่าอึดอัด... เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของคนทั้งสอง
ทว่า ท่ามกลางความเงียบนั้น เสียงหนึ่งกลับดังขึ้น... เสียงฝีเท้าที่เหยียบลงบนกิ่งไม้แห้งทางด้านหลังรถ
รวินท์ตัวแข็งทื่อ เขาหยิบอาวุธที่เตรียมไว้ข้างเบาะขึ้นมาอย่างแผ่วเบา สบตากับลลินผ่านความมืด สายตาของเขาบอกให้เธออยู่เงียบๆ หญิงสาวหายใจแทบไม่ถึงอก ขณะที่แสงไฟจากไฟฉายแรงสูงสาดส่องเข้ามาทางกระจกหลัง รวินท์มองเห็นเงาร่างคนสามคนล้อมรถของเขาไว้
เงาหนึ่งเดินเข้ามาเคาะกระจกเบาๆ ราวกับจะทักทายคนรู้จัก แต่จังหวะการเคาะนั้นหนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยเจตนาร้าย
“ออกมาเถอะ รวินท์...” เสียงทุ้มต่ำของชายที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีดังลอดเข้ามา “ถึงหนีไปสุดขอบโลก นายก็ไม่มีวันลบล้างรอยจารึกที่นายก่อไว้ได้หรอก”
รวินท์กัดฟันแน่น มือของเขาที่กุมปืนสั่นไหวเล็กน้อย เมื่อมองออกไปนอกกระจก เขาเห็นหน้าคนคนหนึ่งที่เขาเชื่อมาตลอดว่าตายไปแล้วในอุบัติเหตุครั้งนั้น... ชายคนนั้นยกยิ้มที่มุมปากพร้อมกับเล็งกระบอกปืนมาที่ขมับของเขา
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดในบทนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ
แบล็กสมิธในตำนาน ครับ
เงาปรารถนาในรอยจารึก•ตอนที่ 17
หลบหนีออกจากเมือง
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาปรารถนาในรอยจารึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!