นางร้ายสายเกษตรกับวิศวกรผู้กุมความลับของผืนดิน•ตอนที่ 14

เสียงนินทาที่ไร้ความหมาย

ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
“ถ้าคิดจะมาเพื่อเห่าหอนโชว์ความโง่เขลา เกรงว่าประตูบ้านหลังนี้จะคับแคบเกินกว่าจะต้อนรับสุนัขจรจัดนะคะ” รินรดากล่าวออกไปโดยไม่ต้องรอให้ผู้มาเยือนเอ่ยปากทักทาย ร่างเพรียวระหงในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายก้าวเท้าเลี่ยงผ่านไหล่กว้างของกวินท์ ออกมาเผชิญหน้ากับผู้ที่ถือวิสาสะผลักบานประตูเข้ามา ใบหน้าคมคายที่เคยสะสวยในความทรงจำบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความริษยาจนแทบเสียทรง นั่นคือ ‘คุณหญิงรัตนา’ มารดาเลี้ยงใจร้ายผู้เคยเหยียบย่ำเธอยามตกต่ำ และข้างกายยังมีร่างท้วมของป้าชื่นปากตลาดที่อ้าปากค้างจนแทบจะกลืนแมลงวันเข้าไปทั้งตัว บรรยากาศในห้องรับแขกคับแคบพลันเย็นเยียบลงทันตาเห็น กวินท์ขยับตัวเข้ามาบังไหล่บางของภรรยาไว้ครึ่งหนึ่ง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของวิศวกรหนุ่มฉายแววคุกคามอย่างชัดเจน ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยคำขู่ใดๆ ออกมาสักคำ แต่รัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างกายสูงใหญ่กลับทำให้ผู้มาเยือนทั้งสองคนถึงกับสะท้านเฮือกถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “นัง... นังเด็กอกตัญญู! แกกล้าด่าฉันเหรอ!” รัตนาแผดเสียงแหลมสูงด้วยความเหลืออด ใบหน้าอาบเครื่องสำอางราคาแพงกระตุกเกร็ง “อยู่ดีไม่ว่าดี หนีมาซุกหัวนอนกับผู้ชายในหมู่บ้านกันดารๆ แบบนี้ คิดว่าปีกกล้าขาแข็งแล้วหรือไง! รู้ไหมว่าข้างนอกเขาเอาพวกแกไปนินทากันสนุกปากแค่ไหน ว่าเป็นอีตัวคอยเกาะผู้ชายกิน!” ป้าชื่นรีบเสริมทัพด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดตามนิสัย “นั่นสิคะคุณหนูริน สมบัติพ่อแม่ก็ไม่ได้แบ่งให้สักแดงเดียว ตัวเองเป็นแค่ภรรยาในนามที่เขาเก็บมาเลี้ยงแก้เหงา ยังมีหน้ามาทำเป็นอวดดี ปลูกผักปลูกหญ้าขายประทังชีวิต น่าสมเพชจริงๆ ค่ะ” รินรดายกยมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตา กลับเย็นชาและคมกริบบาดลึกเสียยิ่งกว่าปลายมีด หญิงสาวไม่ได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยวหรือตื่นตระหนกตามที่อีกฝ่ายวาดหวังไว้เลยแม้แต่น้อย ความนิ่งสงบของเธอราวกับน้ำในบ่อลึกที่สะท้อนความน่าสมเพชของคนทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน “นินทาหรือคะ?” รินรดาทวนคำ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลัง “คนที่ใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการนินทาคนอื่น มักจะเป็นคนที่ไม่เคยสร้างคุณค่าอะไรให้สังคมได้เลยนะคะ คุณหญิงรัตนา... ลองก้มลงมองรองเท้าหนังราคาแพงของท่านดูสิคะ มันเปื้อนโคลนจากถนนลูกรังบ้านนอกเสียแล้ว มาก้าวเข้ามาในอาณาเขตของคนที่ท่านดูถูก ไม่กลัวว่าความไฮโซจอมปลอมจะแปดเปื้อนหรือคะ” “แก...!” รัตนากำหมัดแน่นจนตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ “ส่วนเรื่องเกาะผู้ชายกิน...” รินรดากวาดสายตามองเอกสารและบัญชีรายรับที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งอย่างไม่เกรงกลัว “เกรงว่าท่านจะเข้าใจผิดไปไกลโขแล้วล่ะค่ะ เงินสดในบัญชีสหกรณ์การเกษตรของดิฉันตอนนี้ สามารถซื้อรถยนต์หรูๆ ที่ท่านขับมาได้ถึงสามคันโดยไม่ต้องผ่อน และผลผลิตอินทรีย์ล็อตแรกที่ส่งออกไปเมื่อวานนี้ ก็ทำกำไรได้มากกว่าเงินปันผลบริษัทของสามีท่านในรอบไตรมาสเสียอีกนะคะ” คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่มีน้ำหนักดุจค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางแสกหน้าของคนทั้งสอง ป้าชื่นอ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก ส่วนรัตนาก็หน้าซีดเผือดลงทันทีด้วยความตกใจและไม่เชื่อหูตัวเอง “เป็นไปไม่ได้! นังเด็กนี่มันเคยทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง จะเอาปัญญาที่ไหนไปหาเงินล้าน!” รัตนาปฏิเสธเสียงหลง “โลกมันหมุนไปไกลมากแล้วนะคะคุณแม่เลี้ยง” กวินท์เอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบแต่กลับทรงพลังจนน่าขนลุก “ถ้าสมองของท่านยังติดอยู่กับความอิจฉาริษยาแบบเดิมๆ เกรงว่าอีกไม่นาน บริษัทที่สามีท่านบริหารอยู่ คงจะต้องมาขอความช่วยเหลือเรื่องเงินทุนจากภรรยาผม... ในฐานะขอทานข้างถนนเสียกระมังครับ” คำว่า ‘ขอทานข้างถนน’ จากปากของวิศวกรผู้เงียบขรึมทำให้รัตนาหน้าชาดั่งถูกตบด้วยฝ่ามือเหล็ก ร่างท้วมสั่นระริกด้วยความแค้นและอับอายจนแทบจะยืนไม่ไหว แต่ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะสามครั้งอย่างสุภาพ กักกวินท์ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเดินไปเปิดประตู ปรากฏร่างของ ‘ผู้ใหญ่บ้านสมชาย’ ยืนถือสมุดบัญชีเล่มหนาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ผิดกับบรรยากาศมาคุภายในบ้านอย่างสิ้นเชิง “คุณกวินท์ คุณรินรดา ผมมารบกวนเวลาหรือเปล่าครับพอดี...” ผู้ใหญ่บ้านชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นแขกไม่ได้รับเชิญทั้งสองคนยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ด้านใน ก่อนจะร้องอ๋อออกมาเบาๆ “อ้าว! นี่คุณหญิงรัตนาจากในเมืองนี่ครับ มารับเงินปันผลโครงการเกษตรแปรรูปเหมือนกันหรือครับเนี่ย?” รัตนาขมวดคิ้วด้วยความงุนงง “เงินปันผลอะไร? ฉันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับโครงการบ้านนอกนี่!” ผู้ใหญ่บ้านหัวเราะร่ออย่างอารมณ์ดี ยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้รินรดาด้วยความนอบน้อม “อ้าว ก็โครงการแปลงผักออร์แกนิกและโรงงานแปรรูปสมุนไพรของแม่รินเขาน่ะสิครับท่าน! ที่ดินรอบหมู่บ้านร้อยกว่าไร่นี้ ตอนนี้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ไปแล้ว ทางอำเภอเขาอนุมัติให้คุณรินรดาเป็นประธานวิสาหกิจชุมชน และนี่คือเช็คเงินปันผลล่วงหน้าสำหรับสมาชิกและผู้สนับสนุน... เอ๊ะ หรือว่าท่านไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนหลัก?” ผู้ใหญ่บ้านกะพริบตาปริบๆ อย่างซื่อประสา แต่สำหรับรัตนาและป้าชื่นแล้ว คำพูดนั้นเปรียบเสมือนคมหอกที่แทงทะลุหัวใจจนพรุน รัตนามองซองเอกสารในมือของรินรดาด้วยดวงตาเบิกกว้าง ตัวเลขบนยอดเงินที่โผล่พ้นซองออกมานั้น... มากเสียจนบริษัทของสามีเธอต้องใช้เวลาทำงานทั้งปีถึงจะหาได้! รินรดารับซองเอกสารมาถือไว้ด้วยท่าทีสบายๆ เธอมองหน้ามารดาเลี้ยงที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความอับจนหนทาง ก่อนจะคลี่ยิ้มหวานหยาดเยิ้มที่ทรงพลังที่สุดออกมา “ขอบคุณนะคะผู้ใหญ่บ้าน ช่วงนี้เงินสดหมุนเวียนในมือฉันค่อนข้างเยอะเสียด้วยสิคะ สงสัยว่าคงต้องหาซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อขยายโรงงาน... อ้อ! ถ้าคุณหญิงรัตนาสนใจจะมาสมัครเป็นคนงานคัดแยกผักในไร่ของดิฉัน ค่าแรงขั้นต่ำวันละสามร้อยบาทพร้อมอาหารกลางวัน ดิฉันยินดีพิจารณาเป็นกรณีพิเศษนะคะ” ป้าชื่นหน้าเสีย รีบดึงแขนรัตนาที่ยืนแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหิน “คุณ... คุณหญิงคะ เรากลับกันเเถอะค่ะ อยู่ไปก็มีแต่จะขายหน้าเขาเปล่าๆ...” รัตนาสะบัดหน้าหนีด้วยความแค้นเคืองสุดขีด นางส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายมาให้รินรดาครั้งหนึ่งก่อนจะหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวหนีออกไปจากบ้านหลังนั้นด้วยความอัปยศอดสู โดยมีป้าชื่นวิ่งตามหลังแทบไม่ทัน ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องรับแขกอีกครั้ง ผู้ใหญ่บ้านยิ้มแห้งๆ ก่อนจะขอตัวลาออกไปปล่อยให้สามีภรรยาอยู่ตามลำพัง รินรดาระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ความกดดันทั้งหมดถูกปัดเป่าหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหอมกรุ่นของอาหารมื้อค่ำที่ลอยมาจากห้องครัว กวินท์ก้าวเข้ามาใกล้ โอบเอวบางของภรรยาเข้าหาตัวอย่างแนบแน่น ปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่แถวขมับนุ่มอย่างถือวิสาสะ “เก่งมากครับภรรยาของผม วันนี้เล่นงานพวกเขากระอักเลือดจนแทบไม่มีแผ่นดินจะ1เดินเลยนะ” รินรดาเอียงคอมองสามี ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับ “ก็บอกแล้วนี่คะ ว่าความสำเร็จคือคำตอบที่ดีที่สุดในการตบหน้าคนปากเสีย... ว่าแต่ กลิ่นอะไรหอมๆ ลอยมาจากครัวคะคุณวิศวกร?” กวินท์หัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี มือหนาจูงมือบางให้เดินตามไปที่ห้องครัวพร้อมกัน “ก็ ‘แกงเขียวหวานไก่บ้านใส่ยอดมะพร้าวอ่อน’ ฝีมือสามีผู้คลั่งรักของคุณไงล่ะครับ รับรองว่าตักเข้าปากคำแรก... จะลืมรสชาติขมๆ ของคนพวกนั้นไปจนหมดสิ้นเลยล่ะ” บนโต๊ะไม้ตัวเดิม ไอน้ำร้อนกรุ่นลอยขึ้นมาจากชามกระเบื้องเคลือบสีคราม น้ำแกงเขียวหวานข้นคลั่กกะทิสดส่งกลิ่นหอมหวลของพริกแกงตำเองและใบโหระพากระจายฟุ้งไปทั่วทั้งบ้าน ทว่า... ในขณะที่รินรดากำลังตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่จาน กวินท์กลับเหลือบไปเห็นเงาดำลางเลือนที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าต่างห้องครัว พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ลอดผ่านช่องลมเข้ามา... — “ระวังตัวไว้เถอะ... ของดรุณีคนนั้น ไม่ได้มีไว้ให้พวกแกแย่งไปง่ายๆ!” — ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความสุขบทใหม่ของรินรดานะคะ ***
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายเกษตรกับวิศวกรผู้กุมความลับของผืนดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%