เซียนโอสถไร้ใจ กับ วิญญาณดาบในอาภรณ์ขาด•ตอนที่ 2

เสียงกระซิบจากดาบหัก

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
กลิ่นอายควันยาพิษจางๆ ยังคงลอยอวลอยู่เบื้องหน้า เตาหลอมโอสถเก้าทิศส่งเสียงครางต่ำดุจสัตว์ร้ายบาดเจ็บ หลี่มู่เหวินมิได้ใส่ใจความร้าวรานบนผิวโลหะเหล่านั้น สายตาของเขาคมกริบดั่งใบมีดที่เพิ่งผ่านการลับ ทอดมองเศษซากศิลาโอสถที่แตกละเอียดอยู่บนพื้น ความล้มเหลวในการหลอมโอสถทะลวงขั้นในค่ำคืนนี้มิใช่เรื่องน่าแปลกใจนักสำหรับผู้ที่เดินอยู่บนเส้นทางฝืนลิขิตฟ้า ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของปรมาจารย์หนุ่มกระตุกวาบ มิใช่ความสูญเสียของสมุนไพรวิญญาณพันปี หากแต่เป็นความเงียบงัน... ความเงียบงันที่ผิดปกติของห้องลับแห่งนี้ "เจ้ายังคงดึงดันที่จะใช้ไฟมารโลหิตหลอมแก่นสัตยาเช่นนั้นหรือ? ช่างเป็นวิธีที่โง่เขลาและสิ้นเปลืองยิ่งนัก หลี่มู่เหวิน... หากอาจารย์ของเจ้ามารับรู้ว่าทายาทคนสุดท้ายใช้เคล็ดวิชาเช่นนี้ คงได้กระอักเลือดตายเป็นรอบที่สองในสุสานเป็นแน่" สุ้มเสียงแหบพร่า ทว่ากังวานลึกดั่งระฆังโบราณดังขึ้นจากความว่างเปล่า มิได้มาจากทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่กลับสะท้อนก้องอยู่ภายในห้วงจิตสำนึกของหลี่มู่เหวินโดยตรง หลี่มู่เหวินไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน เขายังคงยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักหยกขาว มือขวาที่ถือคيمหันต์เพลิงโอสถค่อยๆ ลดต่ำลงช้าๆ นัยน์ตาดำขลับลึกล้ำราวกับห้วงมหาสนิมเพ่งตรงไปยังโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้า ซึ่งมีเศษดาบหักเล่มหนึ่งวางอยู่ บนคมดาบที่บิ่นเว้าและเต็มไปด้วยรอยสนิมเขรอะ บัดนี้กลับมีละอองหมอกสีครามบางเบาลอยวนเวียนรวมตัวกันอย่างช้าๆ กลั่นกรองกลายเป็นร่างเงาโปร่งแสงของสตรีผู้หนึ่ง ร่างของนางเลือนรางดั่งภาพมายาในสายหมอก ทว่ากลับทรงอำนาจกดดันจนทำให้ไอปราณรอบกายหลี่มู่เหวินแทบจะหยุดนิ่ง นางสวมอาภรณ์โบราณขาดวิ่น ทว่าทรวดทรงและเส้นผมที่ยาวสลวยถึงกลางหลังยังคงไว้ซึ่งความสง่างามอันเย่อหยิ่ง ดวงพักตร์ของนางซ่อนอยู่หลังม่านหมอกจางๆ เหลือเพียงริมฝีปากบางเฉียบที่กำลังยกยิ้มเยาะ และดวงตาคู่คมกริบที่ราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงวิญญาณของเขา "เย่ซิงหลัน" หลี่มู่เหวินเอמהเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉย ราวกับกำลังเอ่ยนามของคนคุ้นเคยที่พบกันทุกคราวัน "นี่เป็นค่ำคืนที่สามแล้วที่เจ้าตื่นขึ้นมาพูดจาเหน็บแนมข้า ดูท่าวิญญาณในดาบหักเช่นเจ้าคงจะว่างงานเกินไปกระมัง" วิญญาณเซียนสาวนามเย่ซิงหลันแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นางลอยตัวขึ้นเหนือเศษดาบหักเล็กน้อย แขนเสื้อที่ขาดวิ่นสะบัดไหวตามแรงลมปราณที่นางเป็นผู้ควบคุม ร่างโปร่งแสงของนางเดินวนเวียนรอบตัวหลี่มู่เหวินอย่างเชื่องช้า ราวกับเสือดาวกำลังพิจารณาเหยื่ออันโอชะ กลิ่นอายความเย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็งในฤดูเหมันต์แผ่ซ่านออกมาจากตัวนาง ตัดกับไอร้อนระอุของเตาหลอมโอสถอย่างสิ้นเชิง "ว่างงานงั้นหรือ?" เย่ซิงหลันหยุดยืนเบื้องหน้าเขา ดวงตาสีครามคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม ระยะห่างระหว่างทั้งสองสั้นจนลมหายใจเย็นเฉียบของนางเกือบจะปะทะเข้ากับปลายจมูกของเขา "ถ้าข้าไม่คอยใช้จิตวิญญาณของตนเองช่วยสะกดกลั้นพลังย้อนกลับตอนที่เจ้าเกือบธาตุไฟเข้าแทรกเมื่อครู่ ป่านนี้วิญญาณของเจ้าคงถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับเตาหลอมบ้านี่แล้ว เจ้าเด็กกตัญญูผู้ดื้อรั้น" หลี่มู่เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาตระหนักดีว่านางไม่ได้พูดโกหก อาการเจ็บแปลบที่หน้าอกเมื่อครู่หายไปอย่างรวดเร็วก็น่าจะเป็นฝีมือของนางจริง ทว่าความทะนงตนในฐานะปรมาจารย์โอสถผู้ยิ่งใหญ่ไม่อนุญาตให้เขาแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าสตรีลึกลับผู้นี้ แม้นางจะเป็นเพียงวิญญาณที่สถิตอยู่ในดาบที่เขาเก็บได้จากซากปรักหักพังแห่งหุบเขาสุริยันดับสูญก็ตาม "ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าช่วย" หลี่มู่เหวินกล่าวเสียงแข็ง ปรายตามองนางด้วยหางตา "พลังปราณของข้า ข้าจัดการเองได้" "ปากแข็งเสียจริงนะ" เย่ซิงหลันยิ้มเยาะ ดวงตาทอประกายวิบวับด้วยความสนุกสนาน นางยื่นมือโปร่งแสงออกไป ทำท่าทางราวกับจะแตะลงบนแก้มของเขา แม้จะรู้ว่ามันทะลุผ่านเนื้อหนังไปไม่ได้ แต่มนต์ตราและไอปราณเย็นเยียบก็ทำให้หลี่มู่เหวินรู้สึกได้ถึงความหนบหนาของความตายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม "เจ้าคิดว่าด้วยระดับพลังปราณหลอมรวมขั้นที่เก้าของเจ้าในตอนนี้ จะสามารถต้านทาน 'ทัณฑ์อัคคีเก้าสวรรค์' ที่กำลังจะมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้าได้หรือ? ฮ่าๆ... ช่างน่าขันสิ้นดี เจ้ากำลังเดินไปสู่ความตายโดยสมัครใจชัดๆ" คำพูดของนางราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า หลี่มู่เหวินนิ่งงัด กรามของเขาขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน มือที่กำหมัดแน่นสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความโกรธเกรี้ยวและอัดอั้น ทัณฑ์อัคคีเก้าสวรรค์คือบททดสอบที่ผู้ฝึกตนสายโอสถทุกคนต้องเผชิญเมื่อต้องการก้าวข้ามสู่ขอบเขตแดนเซียน และเขารู้ดีว่าโอกาสรอดของตนมีไม่ถึงหนึ่งส่วนด้วยซ้ำ บรรยากาศภายในห้องลับพลันตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด ไอร้อนจากเตาหลอมค่อยๆ มอดดับลง เหลือเพียงความหนาวเหน็บจากวิญญาณของเย่ซิงหลันที่ปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว เย่ซิงหลันหุบยิ้ม แววตาของนางเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาวูบหนึ่ง นางถอนหายใจยาวเหยียด—เสียงถอนหายใจของวิญญาณที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากกาลเวลาอันยาวนาน "หลี่มู่เหวิน..." นางเอמהด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างประหลาด น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความเวทนาและบางสิ่งที่ลึกล้ำเกินกว่าที่เขาจะคาดเดา "ข้าต้องการร่างเนื้อ และเจ้า... ก็ต้องการพลังที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ เหตุใดเราจึงไม่มาทำข้อตกลงกันเล่า?" หลี่มู่เหวินเงยหน้าขึ้นสบตานาง นัยน์ตาดำขลับหรี่แคบลงอย่างระแวดระวัง "ข้อตกลงอะไร?" เย่ซิงหลันมุมปากยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มนี้มิใช่รอยยิ้มเยาะเย้ยเช่นก่อนหน้า หากแต่มันเต็มไปด้วยความลึกลับและอันตรายดึงดูดใจ ราวกับปีศาจสาวที่กำลังยื่นผลไม้ต้องห้ามให้แก่มนุษย์ "ข้อตกลงที่ว่า..." นางโน้มใบเข้าใกล้ใบหูของเขา กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจากสายลมยามวิกาล "ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชากระบี่เก้าสวรรค์ที่สูญหายไปให้แก่เจ้า เพื่อให้เจ้าใช้มันฟาดฟันอุปสรรคและผ่านทัณฑ์สวรรค์นั้นไปได้... แลกกับการที่เจ้าต้องพาข้าไปยัง 'แดนลับแลอเวจี' เพื่อทวงคืนสิ่งที่เคยเป็นของข้า" หลี่มู่เหวินนิ่งงัน หัวใจเต้นระรัวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เคล็ดวิชากระบี่เก้าสวรรค์! นั่นคือวิชาในตำนานที่สูญหายไปร่วมหมื่นปี หากได้มันมาครอบครอง พลังยุทธ์ของเขาจะทะยานขึ้นก้าวกระโดดอย่างมหาศาล ทว่าการเดินทางไปยังแดนลับแลอเวจีนั้นเต็มไปด้วยอันตรายถึงชีวิต ยิ่งกว่าการเดินบนเส้นด้ายเหนือขุมนรกเสียอีก ก่อนที่เขาจะได้ทันเอաբปากปฏิเสธหรือตอบรับสิ่งใด จู่ๆ แผ่นศิลาโบราณที่ผนึกประตูห้องลับชั้นนอกก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงระเบิดตูมสนั่นหวั่นไหวสะท้อนก้องเข้ามาถึงด้านใน ตามมาด้วยกลิ่นอายพลังปราณอันดุดันคุกคามนับสิบสายที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูง รอยยิ้มของเย่ซิงหลันจางหายไปในพริบตา นางหันขวับไปมองที่ประตูห้องลับ ก่อนจะหันกลับมามองหลี่มู่เหวินด้วยสายตาคมกริบดั่งคมดาบ "ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญของเจ้าจะมาเร็วกว่าที่คิดนะ" เย่ซิงหลันเอמהเสียงเรียบ นัยน์ตาสีครามฉายแววเย้ยหยัน "พวกมันคงไม่ได้มาเพื่อดื่มชาสนทนากับเจ้าแน่ เจ้าสำนักอัคคีทมิฬส่งมือสังหารระดับปรมาจารย์มาเยือนถึงถิ่น... เจ้าจะเลือกตายอยู่ที่นี่ หรือจะรับข้อตกลงของข้า แล้วชักดาบเล่มนี้ขึ้นมาสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับข้ากันล่ะ? หลี่มู่เหวิน!" สิ้นเสียงของนาง ประตูหินหนักอึ้งหน้าห้องลับก็ถูกแรงกระแทกมหาศาลอัดจนแหลละเอียดเป็นผุยผง เศษหินนับร้อยชิ้นพุ่งแหวกอากาศเข้ามาดั่งห่าฝน ท่ามกลางฝุ่นควันหนาทึบ เงาร่างของบุรุษชุดดำสวมหน้ากากอสูรสามคนก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับจิตสังหารอันเข้มข้นที่แผ่พุ่งจนอากาศแทบแข็งตัว หลี่มู่เหวินสูดลมหายใจเข้าลึก มือขวาที่ถือเตาหลอมโอสถสะบัดออกเบื้องข้างอย่างรวดเร็ว พริบตานั้นเอง เขาก็เอื้อมมือไปคว้าจับด้ามเศษดาบสนิมเขรอะบนโต๊ะหินขึ้นมาอย่างมั่นคง! ไอเย็นยะเยือกพุ่งทะล้านผ่านฝ่ามือเข้าสู่กระแสเลือดทันทีที่สัมผัสโดนตัวดาบ เสียงคำรามทุ้มต่ำดั่งมังกรหลับใหลดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา และก่อนที่เงาสังหารชุดดำแรกจะพุ่งเข้ามาถึงตัว หลี่มู่เหวินก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมและเด็ดเดี่ยว "ถ้าพวกมันต้องการศิลาโอสถ... ข้าก็จะส่งพวกมันไปลงนรกด้วยโอสถพิษของข้าก็แล้วกัน!" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาในเส้นทางบำเพ็ญเพียรอันยาวนานนี้ด้วยกันนะครับ "เพลิงโอสถสวรรค์"
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจ กับ วิญญาณดาบในอาภรณ์ขาด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%