กลิ่นอายโลหิตคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นไหม้เกรียมของสมุนไพรเกรดสามยังคงลอยอวลอยู่ภายในถ้ำศิลาอัคคี
หลี่มู่เหวินไม่แม้แต่จะชายตามองซากศพของเหล่ามือสังหารจากสำนักกระบี่โลหิตที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่เบื้องล่าง ปลายนิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวของเขากำลังคีบเม็ดยาพิษสีม่วงเข้มเม็ดสุดท้ายขึ้นพิจารณา แววตาของปรมาจารย์หนุ่มว่างเปล่า ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงประกายความเย็นยะเยือกที่ลึกล้ำยิ่งกว่าห้วงสมุทร
"ถ้าพวกมันต้องการศิลาโอสถ... ข้าก็จะส่งพวกมันไปลงนรกด้วยโอสถพิษของข้าก็แล้วกัน!"
น้ำเสียงทุ้มต่ำหลุดลอดจากริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น ก่อนที่ร่างในชุดคลุมสีเทาเข้มจะสะบัดชายเสื้อคราหนึ่ง เพลิงสีชาดพวยพุ่งเผาผลาญร่างไร้ชีวิตเหล่านั้นจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา ไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยของคราบเลือด
กลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ แสงสีครามเรืองรองสายหนึ่งก็สطวบพุ่งออกมาจากคมดาบหักที่ปักอยู่บนแท่นศิลา ร่างโปร่งแสงของสตรีในอาภรณ์ขาดวิ่น ทว่ายังคงไว้ซึ่งความสง่างามเย่อหยิ่งปานเซียนผู้สูงส่งค่อยๆ ลอยเคว้งคว้างขึ้นมา นางกอดอกมองบุรุษหนุ่มด้วยแววตาวิเคราะห์แกแกมทึ่ง
"หึ... มือไม้สะอาด รวดเร็ว และไร้ความปรานี สมกับที่เป็นทายาทคนสุดท้ายของสำนักโอสถสวรรค์ที่ดับสูญ" เย่ซิงหลันเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางติดจะเย้าแหย่เล็กน้อย แต่แววตากลับคมกริบดุจคมกระบี่ "แต่เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการสังหารมดปลวกเหล่านี้จะยุติปัญหา? ศิษย์สายตรงของสำนักกระบี่โลหิตเหยียบย่างมาถึงเขตแดนรกร้างนี้แล้ว อีกไม่เกินสามวัน กองกำลังหลักของพวกมันจะเหยียบถ้ำแห่งนี้จนราบเป็นหน้ากลอง"
หลี่มู่เหวินหันกลับมาเผชิญหน้ากับวิญญาณสาว แววตาของเขายังคงนิ่งสงบดุจน้ำในบึงลึก ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "พวกมันตามหาศิลาโอสถดาราครามที่อาจารย์ของข้าทิ้งไว้ก่อนสิ้นใจ... เจ้าเองก็ต้องการพลังปราณวิญญาณเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตวิญญาณและหาร่างเนื้อไม่ใช่หรือ เย่ซิงหลัน?"
เย่ซิงหลันหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "เจ้ากล้าต่อรองกับข้า ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเหยียบย่างบนจุดสูงสุดของแดนเซียนเชียวหรือ เจ้าเด็กน้อย?"
"ข้าไม่ได้ต่อรอง ข้ากำลังยื่นข้อเสนอที่เจ้าปฏิเสธไม่ได้ต่างหาก" หลี่มู่เหวินก้าวเข้าไปใกล้แท่นศิลาทีละน้อย กลิ่นอายกดดันจากเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรสายมารและเซียนหลอมรวมกันรอบกายเขาอย่างน่าประหลาด "เจ้าต้องการร่างเนื้อเพื่อแก้แค้นคนที่หักหลังเจ้าในอดีต ส่วนข้า... ต้องการเคล็ดกระบี่เก้าสวรรค์ที่หลบซ่อนอยู่ในเศษดาบของเจ้าเพื่อทะลวงผ่านขอบเขตแดนกำเนิดวิญญาณ หากเราสู้เพียงลำพัง ต่างคนต่างต้องดับสูญ แต่ถ้าเราผนึกกำลัง... ต่อให้เป็นเจ้าสำนักกระบี่โลหิต หรือแม้แต่เงาอดีตของเจ้า ข้าก็จะทำให้มันกลายเป็นแค่ธุลีใต้ฝ่าเท้า"
คำพูดของหลี่มู่เหวินหนักแน่นดุจภูผา ราวกับทุกพยางค์ถูกหล่อหลอมด้วยเจตจำนงอันแข็งกร้าวที่ไม่เคยสยบต่อฟ้าดิน
เย่ซิงหลันนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ นางจ้องมองใบหน้าด้านข้างที่เต็มไปด้วยความทะนงตนและร่องรอยความเจ็บปวดในอดีตของชายหนุ่ม หัวใจวิญญาณที่เคยด้านชามานับร้อยปีกลับไหววูบอย่างประหลาด นางเคยพบเจอยอดฝีมือมานับไม่ถ้วน ทุกคนล้วนก้มหัวให้ผลประโยชน์และอำนาจ แต่บุรุษตรงหน้า... กลับใช้ความตายและความหยิ่งทะนงมาเดิมพันกับความแค้นของนาง
"เจ้าช่าง... สามหองนัก" เย่ซิงหลันพึมพำ น้ำเสียงที่เคยเย็นชาเจือความอ่อนโยนลงอย่างไม่น่าเชื่อ นางถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะพยักหน้าช้าๆ "ก็ได้... ในเมื่อเส้นทางเบื้องหน้าคือความตายที่พวกมันขีดเอาไว้ ข้าจะยอมให้เจ้าใช้ประโยชน์จากเศษวิญญาณและเคล็ดกระบี่ของข้าเป็นการชั่วคราว แต่จำไว้ หลี่มู่เหวิน หากเจ้ากล้าทรหดหักหลังข้า วิญญาณดวงนี้จะลากวิญญาณของเจ้าลงไปทรมานในขุมนรกโลกันตร์ร่วมกับข้าด้วย!"
"ข้าไม่เคยให้สัญญาที่รักษาไม่ได้"
หลี่มู่เหวินยื่นมือขวาออกไปเหนือคมดาบหัก อักขระโบราณสีทองเปล่งประกายสว่างวาบขึ้นรอบฝ่ามือของเขา ปราณโอสถบริสุทธิ์หลั่งไหลเข้าสู่เศษดาบราวกับสายธารที่หวนคืนสู่มหาสมุทร ขณะเดียวกัน เย่ซิงหลันก็สะบัดมือเรียวบาง ส่งกระแสปราณกระบี่อันคมกริบดุจน้ำค้างแข็งพุ่งเข้าผสานกับจุดตันtianของหลี่มู่เหวิน
*เปรี้ยง!*
เสียงฟ้าคำรามสะท้านเลื่อนลั่นสนั่นหวั่นไหว แม้จะอยู่ลึกลงไปในใจกลางถ้ำศิลา แต่แรงสะเทือนจากการหลอมรวมสัญญาวิญญาณระหว่าง "เซียนโอสถไร้ใจ" และ "วิญญาณดาบผู้สูงศักดิ์" ทำให้หินผารอบด้านร่วงหล่นลงมาเป็นฝน ปราณสองสาย—สายหนึ่งร้อนแรงดุจเพลิงนิล อีกสายหนึ่งหนทนทานเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี—หมุนวนประสานกันเป็นเกลียวคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัว ทะยานทะลวงผ่านจุดชีพจรทั่วร่างของหลี่มู่เหวินในคราเดียว
ขอบเขตพลังของเขาพุ่งทะยานจากขั้นรวมปราณระดับเก้า สู่ขั้นกำเนิดวิญญาณอย่างรวดเร็วดุจพายุหมุน!
ทว่า ในขณะที่ไอปราณรอบตัวกำลังสงบลง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยชีวิตก็ดังสะท้อนก้องมาจากปากทางเข้าถ้ำ แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านเข้ามาจนอากาศรอบตัวแทบแข็งตัว
"พวกมันมาเร็วกว่าที่คิด..." เย่ซิงหลันเอ่ยเตือน น้ำเสียงจริงจังขึ้นหลายส่วน
หลี่มู่เหวินค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาส่อประกายแสงสีม่วงและสีครามสลับกันไปมาอย่างน่ากลัว เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไปไม่ถึงดวงตา มือขวาคว้าหมับลงบนด้ามจับของเศษดาบหักที่ปักอยู่
ทันใดนั้นเอง... เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีเลือดก็ปรากฏขึ้นที่ปากทางเข้าถ้ำ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังสะท้อนก้อง "ฮ่าๆๆ! หลี่มู่เหวิน เจ้าหนูสุนัขจนตรอก คิดว่าซ่อนตัวอยู่ในรูนี้แล้วจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของสำนักกระบี่โลหิตได้งั้นหรือ? ส่งศิลาโอสถมาซะดีๆ มิฉะนั้น... ข้าจะควักหัวใจของเจ้าออกมากินสดๆ!"
หลี่มู่เหวินไม่ได้กล่าววาจาใดๆ เขาเพียงแต่ปรายตามองผู้มาเยือนด้วยสายตาราวกับกำลังมองซากศพเดินได้ ก่อนที่คมดาบหักในมือจะถูกชักออกจากฝักศิลาอย่างเชื่องช้า... พร้อมกับประกายกระบี่สีครามสายหนึ่งที่ตัดผ่านความมืดมิด ทะยานแหวกอากาศพุ่งตรงเข้าใส่ลำคอของผู้นำกลุ่มมือสังหารโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ชักอาวุธขึ้นมาตั้งรับด้วยซ้ำ!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าลิขิตสวรรค์ไปกับคมกระบี่และไอปราณในบทนี้ด้วยกันนะครับ
เซียนโอสถไร้ใจ กับ วิญญาณดาบในอาภรณ์ขาด•ตอนที่ 3
พันธสัญญาไร้ชื่อ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจ กับ วิญญาณดาบในอาภรณ์ขาด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!